ประเด็นทางจริยธรรมที่ปรากฏในเรื่องการทำผิดในการวิจัย หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “บูรณภาพในการวิจัย” (research integrity) หรือ “การดำเนินการวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ” (responsible conduct of research) มีอยู่ด้วยกันหลายประการ ในหัวข้อนี้จะได้วิเคราะห์ประเด็นเหล่านี้ในเชิงวิชาการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การทำความเข้าใจความคิดพื้นฐานของเรื่องนี้ในรายละเอียดต่อไป

เป็นที่ทราบกันว่า การทำวิจัยโดยเฉพาะในวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่การหาความรู้เกี่ยวกับโลกและธรรมชาติเพื่อทำความเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการทำนายควบคุมปรากฏการณ์ธรรมชาติ การหาความรู้ดังกล่าวทำไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ซึ่งระเบียบดังกล่าวคิดขึ้นมาเพื่อให้หลักประกันว่า ความรู้ที่ผลิตขึ้นมาได้จากกระบวนการนี้ สามารถเป็นความรู้ที่นำไปสู่การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติได้อย่างถูกต้องจริงๆ การทำผิดไปจากระเบียบแบบแผนดังกล่าว ก็จะนำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ไม่สามารถนับเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ ซึ่งก็จะเกิดผลเสียแก่สังคมโดยรวม เพราะเมื่อมีข้อสรุปที่อ้างว่าเป็น “ความรู้” ข้อสรุปดังกล่าวก็ไม่สามารถทำงานแบบที่สังคมต้องการจะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ เช่นไม่สามารถทำนายและอธิบายปรากฏการณ์ได้ และยังไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเทคโนโลยีได้เพราะเทคโนโลยีที่ทำงานได้จริง ย่อมต้องอาศัยฐานความรู้ที่เป็นจริงแก่ธรรมชาติ ดังนั้นมิติทางจริยธรรมที่สำคัญประการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า การทำตามระเบียบแบบแผนที่ถูกต้องของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่ต้องทำหรือเป็นหน้าที่ที่ผู้วิจัยทุกคนควรจะต้องรับรู้และทำให้ซึมซับอยู่ในจิตสำนึก เพื่อให้งานของตนออกมาถูกต้อง อันจะเป็นประโยชน์แก่วงการความรู้และสังคมโดยรวม

นิยามของบูรณภาพของการวิจัย

ก่อนที่จะอภิปรายเรื่องนี้ เราจำเป็นจะต้องมีคำนิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับคำสำคัญที่เรากำลังอภิปรายและศึกษากันก่อน คำสำคัญในงานวิจัยชิ้นนี้ได้แก่ “บูรณภาพของการวิจัย” (research integrity) “การทำผิดในการวิจัย” (research misconduct) และ “การดำเนินการวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ” (responsible conduct of research) งานวิจัยชิ้นนี้จะถือว่า “บูรณภาพของการวิจัย” และ “การดำเนินการวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ” มีความหมายในทางปฏิบัติเหมือนกัน โดยความหมายที่เหมือนกันนั้นคืออะไรกันแน่จะพูดถึงต่อไป ส่วน “การทำผิดในการวิจัย” มีความหมายตรงกันข้าม การกระทำที่ผิดในการวิจัย ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยที่มีบูรณภาพและการวิจัยที่ดำเนินไปอย่างรับผิดชอบ

แล้วความหมายดังกล่าวนั้นคืออะไร?

หนังสือ Introduction to the Responsible Conduct of Research (Steneck, 2007) กล่าวว่าสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Office of Science and Technology Policy, OSTP) ของสหรัฐฯ ได้ให้คำนิยามของ “การทำผิดในการวิจัย” ไว้ดังนี้ “fabrication, falsification, or plagiarism in proposing, performing, or reviewing research, or in reporting research results” ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “การแต่งข้อมูลขึ้นเอง การดัดแปลงข้อมูลให้ผิดไปจากความจริง หรือการลักลอกข้อมูลในการเขียนข้อเสนอโครงการ การดำเนินการวิจัย หรือการประเมินงานวิจัย หรือในการรายงานผลการวิจัย” (Steneck, 2007, p. 20) จะเห็นได้ว่าคำนิยามของ OSTP นั้นรวมเอาการทำผิดสำคัญสามประการที่เป็นแกนของการทำผิดในการวิจัย ได้แก่การแต่งข้อมูลขึ้นเอง (fabrication) การดัดแปลงข้อมูลให้ผิดไปจากความจริง (falsification) และการลักลอกข้อมูล (plagiarism) OSTP ก็ยังได้ให้คำนิยามมโนทัศน์ทั้งสามนี้ไว้ดังนี้

  1. การแต่งข้อมูลขึ้นเองได้แก่การสร้างข้อมูลขึ้นเองหรือสร้างผลการวิจัยขึ้นมารวมทั้งการบันทึกและรายงานข้อมูลที่แต่งขึ้นมาเองนั้น
  2. การดัดแปลงข้อมูลได้แก่การไปจัดการกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ของการวิจัยหรือกระบวนการวิจัย หรือไปเปลี่ยนแปลงหรือละเว้นไม่รายงานข้อมูลหรือผลการวิจัย เพื่อให้ผลการวิจัยนั้นไม่ได้ถูกรายงานอย่างถูกต้องในบันทึกการวิจัย
  3. การลักลอกข้อมูลได้แก่การนำเอาความคิด กระบวนการ ผลการวิจัย หรือคำพูดของผู้อื่นมาใช้โดยไม่ได้อ้างอิงให้ถูกต้อง
  4. การทำผิดในการวิจัยไม่รวมถึงการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

การอภิปรายว่าการแต่งข้อมูลขึ้นเอง การดัดแปลงข้อมูลกับการลักลอกเป็นอย่างไรในรายละเอียด รวมทั้งกรณีศึกษาต่างๆ จะอภิปรายในอีกบทหนึ่งต่อจากนี้ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการนิยามในหนังสือ Fostering Research Integrity (Committee on Responsible Science and Committee on Science, Engineering, Medicine, and Public Policy Policy and Global Affairs, Fostering Research Integrity, Washington, DC: National Academies Press, 2017) ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการว่าด้วยวิทยาศาสตร์ที่มีความรับผิดชอบ และคณะกรรมการว่าด้วยวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม การแพทย์ และนโยบายสาธารณะกับกิจการโลก  ซึ่งทั้งสองคณะสังกัดอยู่กับ National Academies of Sciences, Engineering, Medicine ของสหรัฐ บอกว่าบูรณภาพของการวิจัยได้แก่การทำการวิจัยที่เป็นไปตามคุณค่าแกนหลักหกประการที่จะพูดถึงต่อไป ได้แก่ความเป็นภววิสัย (objectivity) ความซื่อสัตย์ (honesty) ความเปิดเผย (openness) ความรับผิด (accountability) ความเป็นธรรม (fairness) และ การดูแลปกป้อง (stewardship) เราอาจมองได้ว่าการทำวิจัยที่เป็นไปตามคุณค่าแกนหลักทั้งหกนี้ ก็จะไม่มีการทำผิดที่ประกอบด้วยการแต่งข้อมูลและอื่นๆ ก็คือทั้งสองเป็นคู่ตรงข้ามของกันและกันนั่นเอง

คุณค่าแกนหลักทั้งหกที่กล่าวถึงนี้พัฒนามาจากระบบคุณค่าในวิทยาศาสตร์ที่นักสังคมวิทยาโรเบิร์ต เมอร์ตันได้เสนอไว้เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ระบบคุณค่าของเมอร์ตันมีข้อวิจารณ์พอสมควร แต่ก็เป็นพื้นฐานแนวคิดที่มีประโยชน์มากในการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของหลักจริยธรรมที่ปรากฏในบูรณภาพของการวิจัย เราจึงอภิปรายระบบคุณค่าของเมอร์ตันและข้อวิพากษ์วิจารณ์ในหัวข้อต่อไปนี้

ระบบคุณค่าในวิทยาศาสตร์: ปทัสฐานของโรเบิร์ตเมอร์ตัน

คุณค่าหรือค่านิยม (values) มีอยู่แล้วในกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากกระบวนการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ควรจะต้องมีลักษณะเป็น “ภววิสัย” (objective) ซึ่งหมายถึงว่าความรู้นั้นเป็นความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก โดยไม่มีความเห็นส่วนตัวของผู้วิจัยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมาบิดเบือนผลสรุป แต่อย่างไรก็ตาม การเน้นถึงความสำคัญของความเป็นภววิสัยก็นับว่าเป็นคุณค่าอย่างหนึ่ง เนื่องจากการถือว่าความรู้จะต้องเป็นความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกที่ว่านั้น เป็นการเห็นว่าทางเลือกทางหนึ่ง (เช่นความรู้ควรจะต้องเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก) ดีกว่าอีกทางหนึ่ง (เช่นถือว่าความรู้จะต้องมาความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก) นอกจากนี้การเน้นย้ำที่ความจำเป็นที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องซึมซับเห็นความสำคัญของการหลีกเลี่ยงการทำผิดในกระบวนการวิจัย ก็เป็นคุณค่าที่สำคัญที่เราอยากปลูกฝังให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้การคิดว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการแยกเอาคุณค่า (ได้แก่การเห็นว่าอะไรควรไม่ควร อะไรดีไม่ดี ฯลฯ) ออกจากข้อเท็จจริง ในตัวมันเองจึงเป็นคุณค่าแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณค่าที่ช่วยให้การแสวงหาความรู้ที่ถูกต้อง ปราศจากอคติ เที่ยงตรงแม่นยำ สามารถเกิดขึ้นได้จริง นอกจากนี้การที่ความรู้จะต้องปราศจากอคติ รวมถึงความเที่ยงตรงแม่นยำของการวิจัย ก็เป็นคุณค่าที่ควรจะต้องปลูกฝังในผู้เรียนและนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย

โรเบิร์ต เมอร์ตัน (Robert Merton, The Sociology of Science: Theoretical and Empirical Investigations, University of Chicago Press, 1973) ได้เสนอรายการของคุณค่าหรือที่เรียกว่า “ปทัสฐาน” (norms) ที่ถือว่าจำเป็นต่อการทำงานด้านวิทยาศาสตร์เอาไว้ ซึ่งประกอบด้วย การรวมตัวกันเป็นชุมชน (communalism)[1] ความเป็นสากล (universalism) การปราศจากอคติส่วนตัว (disinterestedness) และวิมตินิยมอย่างเป็นระบบ (organized skepticism) การรวมตัวกันเป็นชุมชนหมายถึงว่า นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำงานอยู่เพียงตัวคนเดียว ถึงแม้ว่าในอดีตอาจมีนักวิทยาศาสตร์ เช่นชาร์ลส์ ดาร์วินหรืออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ทำงานเพียงคนเดียว คิดและเขียนงานแต่เพียงผู้เดียว แต่นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็เขียนงานวิจัย เผยแพร่ผลงานความคิดการค้นคว้าของตนเองให้แก่ชุมชนของนักวิทยาศาสตร์ หากดาร์วินไม่ตีพิมพ์ผลงานตนเอง (ซึ่งอันที่จริงเขาได้เก็บทิ้งไว้เป็นเวลาหลายสิบปี) ก็จะทำให้วิทยาศาสตร์ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากต้องมีการพยายามค้นพบความคิดนั้นๆ (เช่นทฤษฎีวิวัฒนาการ) กันใหม่ นอกจากนี้การรวมตัวเป็นชุมชนของนักวิทยาศาสตร์ยังหมายถึงการที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่มีใครเป็นเจ้าของ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้แก่การที่ชุมชนวิทยาศาสตร์นั้นเองเป็นเจ้าของร่วมของความรู้วิทยาศาสตร์ อันที่จริงคุณค่านี้ก็ถูกท้าทายอยู่ค่อนข้างมากในปัจจุบัน เนื่องจากการผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างการวิจัยวิทยาศาสตร์กับการแสวงหากำไรและความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจทำให้เกิดแนวคิดที่ว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ควรจะเป็นความรู้ปกปิดหรือเป็น “ความลับทางการค้า” มากกว่า (อย่างไรก็ตามการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้อย่างละเอียดไม่สามารถทำได้ในหัวข้อนี้) แต่ไม่ว่าจะอย่างไรการเป็นชุมชนวิทยาศาสตร์ทำให้ความรู้ (ที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบของการเป็นความลัยทางการค้า) เป็นสิ่งสาธารณะ ทำให้นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มสามารถทำการทดลองหรือศึกษาวิจัยต่อเนื่องจากผลที่ได้มีการตีพิมพ์ออกมาก่อนหน้าแล้วได้


[1]      จริงๆเมอร์ตันใช้คำว่า ‘communism’ (Merton, 1973, p. 273) แต่คำนี้อาจทำให้เกิดเข้าใจผิดได้ นักวิชาการหลายคนเลยใช้คำว่า ‘communalism’ แทน

นอกจากนี้การเป็นชุมชนของนักวิทยาศาสตร์ก็ยังหมายความว่า การประชุมวิชาการมีความสำคัญเป็นอย่างมากไม่แพ้การตีพิมพ์ผลงาน ทั้งนี้เนื่องจากการประชุมเป็นการสร้างและรักษาชุมชนโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้นความสำคัญของการค้นพบอยู่ที่การยอมรับของนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ หากงานไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ก็เท่ากับงานนั้นๆไม่ได้รับให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความรู้วิทยาศาสตร์ และการยอมรับก็ปรากฏตัวออกมาในรูปของการมานำเสนอผลงานของตนเองในที่ประชุมวิชาการ ซึ่งทำให้การอภิปรายถามตอบคำถามต่างๆเป็นไปได้โดยตรง

คุณค่าประการที่สองของเมอร์ตันได้แก่ความเป็นสากล ซึ่งหมายความว่าความรู้วิทยาศาสตร์จะยังคงสถานะเป็นความรู้อยู่ไม่ว่าจะไปปรากฏในยุคสมัยใด เนื่องจากการตรวจสอบความถูกต้องของวิทยาศาสตร์ จะต้องเป็นเรื่องของกระบวนการหาความรู้นั้นเอง ไม่ใช่ความชอบส่วนตัวหรือสถานะทางสังคม หรือบริบทอื่นใดของการวิจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาความรู้นั้นๆ ตัวอย่างเช่นการศึกษาเรื่องน้ำขึ้นน้ำลง หรือโทษของการสูบบุหรี่ ก็เป็นไปตามแบบแผนของการศึกษาที่เป็นเรื่องของปรากฏการณ์และสาเหตุเชิงกายภาพของปรากฏการณ์เท่านั้น (เช่นอะไรเป็นสาเหตุของน้ำขึ้นน้ำลง หรือการสูบบุหรี่ก็ให้เกิดผลแก่ร่างกายอย่างไรบ้าง) ไม่เกี่ยวกับว่าการศึกษานั้นเกิดขึ้นที่ใดโดยใครหรือทำไปเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะหน้าอะไร (เช่นทำไปเพราะมีคนจ้างให้ทำ) คุณค่าของเมอร์ตันข้อนี้จะเสียไปหากมีการค้นคว้าที่ทำไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างให้ทำโดยมีข้อแม้ว่าจะต้องให้ผลออกมาเป็นอย่างที่ผู้ว่าจ้างต้องการ หรือใช้อำนาจให้ผลออกมาเป็นแบบนั้นแบบนี้ การยึดถือคุณค่าเรื่องความเป็นสากลรวมไปถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ตัดสินความถูกต้องของกระบวนการวิจัย ไม่ใช่ที่ว่าการศึกษานั้นใครเป็นคนทำ ความถูกต้องหรือคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ของการวิจัยจะตัดสินที่ตัวกระบวนการนั้น และการที่การศึกษานั้นทำโดยนักศึกษาหรือโดยนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล ก็ไม่มีผลต่อการตัดสินความถูกต้องดังกล่าวนี้ หากการศึกษานั้นถูกต้องตามกระบวนการ แม้ว่าจะทำโดยนักศึกษา งานนั้นก็จะมีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์มากกว่างานที่ทำโดยนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล แต่ทำไปด้วยความผิดพลาดไม่รักษาความสำคัญของการเดินตามกระบวนการที่ถูกต้อง ลักษณะเช่นนี้ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นความรู้สากล เนื่องจากมาตรฐานตัดสินความรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลของผู้ทำวิจัย และก็ไม่ได้ขึ้นกับสถานะหรือแรงจูงใจของผู้กระทำด้วย นอกจากนี้การเดินตามคุณค่าข้อนี้ยังมีอีกว่า การจำกัดโอกาสความก้าวหน้าในงานอาชีพของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง จะทำไปได้ก็ต่อเมื่อเหตุผลในการจำกัดโอกาสนั้น เป็นเรื่องของความสามารถหรือทักษะในวิชาชีพหรือในกระบวนการทำวิจัยของการเป็นนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่สามารถจำกัดด้วยเหตุผลข้ออื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่นเพศ หรืออายุหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้ประเมิน กล่าวอีกนัยหนึ่งในบริบทของมหาวิทยาลัย การได้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น เป็นการยอมรับโดยวงการวิทยาศาสตร์ถึงความสามารถในฐานะการเป็นนักวิจัยที่มีความชำนาญ เมอร์ตันกล่าวว่าการจำกัดโอกาสไม่ให้นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งได้รับความก้าวหน้า เช่นการปฏิเสธการขอตำแหน่งทั้งๆที่ผู้ขอมีความรู้ความสามารถเพียงพอสำหรับตำแหน่งนั้น เป็นการขัดขวางความก้าวหน้าของวิชาวิทยาศาสตร์เอง เหตุผลอื่นๆที่มีการยกมาอ้างเพื่อจำกัดโอกาสความก้าวหน้าของนักวิทยาศาสตร์คนนั้น เช่นอายุน้อยไป หรือเป็นผู้หญิง หรือมีความเห็นทางการเมืองไม่เป็นที่ถูกใจ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นการทำลายคุณค่าเรื่องความเป็นสากลทั้งสิ้น

คุณค่าประการที่สามของวิทยาศาสตร์ในแนวคิดของเมอร์ตัน ได้แก่การปราศจากอคติส่วนตัว นักวิทยาศาสตร์ควรมองผลงานของตนเองด้วยสายตาอันเป็นกลาง ไม่มีอคติว่างานของตนเองดีกว่างานของคนอื่น หรือเป็นจริงมากกว่างานของคนอื่นเพียงเพราะว่าเป็นงานของตนเองเท่านั้น นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ควรจะเพิกเฉยไม่สนใจอิทธิพลหรือแรงกระทบจากภายนอกที่อาจจะทำให้การตัดสินทางวิชาการ หรือการปฏิบัติตามกระบวนการที่ถูกต้องผิดออกไปได้ และเมื่อได้ข้อสรุปของงานวิจัยออกมาแล้ว ก็ควรมองข้อสรุปนั้นอย่างเป็นกลางและยอมรับหรือปฏิเสธข้อสรุปนั้นราวกับว่าไม่ใช่งานของตนเอง อาจกล่าวได้ว่าคุณค่าข้อนี้เป็นข้อที่ปฏิบัติได้ยากมากที่สุด เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์มักจะเห็นว่างานของตนเองมีสถานะพิเศษเหนือกว่างานของคนอื่นๆ ความข้อนี้เป็นจริงมากขึ้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับงานของตนเอง เช่นอยากเห็นงานของตนเองได้รับการยอมรับจากวงการ หรือได้รางวัลต่างๆ การมีอคติต่องานของตนเองนี้ก็เป็นสาเหตุประการหนึ่งของการทำผิดหลักบูรณภาพการวิจัย ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของงานวิจัยนี้ เมอร์ตันเองกล่าวไว้ว่า มีการแข่งขันกันในวิทยาศาสตร์ ซึ่งการแข่งขันนี้เข้มข้นมากขึ้นจากการเน้นหนักไปที่การคิดค้นผลการวิจัยได้เป็นคนแรก และการนำเอาเรื่องนี้มาเป็นเกณฑ์ตัดสินความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้บรรยากาศของการแข่งขันนี้ก็ยังก่อให้เกิดแรงจูงใจที่จะเอาชนะคู่แข่งด้วยวิธีการผิดๆ แต่แรงจูงใจเหล่านี้ประสบโอกาสเป็นจริงน้อยมากในการวิจัยวิทยาศาสตร์ การบูชาตัวบุคคล การรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆแล้วติดต่อสื่อสารกันเอง รวมทั้งการผลิตผลงานเล็กๆน้อยๆที่ถึงแม้จะมีมากหลายชิ้น สิ่งเหล่านี้รวมทั้งเทคนิคอื่นๆอาจมีการนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างให้ตนเองดูมีชื่อเสียงขึ้นมา อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้วการกล่าวอ้างที่ไม่เป็นจริงทำนองนี้จะปรากฏว่าจะไม่มีความสลักสำคัญอะไรมากและไม่ได้ผลอย่างแท้จริง การแปลผลจากบรรทัดฐานของการปราศจากอคติมาเป็นการปฏิบัติได้รับการส่งเสริมจากการรับผิดในขั้นสุดท้ายของนักวิทยาศาสตร์ต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพของตนเอง ข้อบังคับของความรู้สึกร่วมกันของสังคมวิทยาศาสตร์กับของความมีประสิทธิภาพจะลงรอยกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่ความมั่นคงถาวรของสถาบันของวิทยาศาสตร์ (Merton, 1973, p. 276)











ข้อความนี้แสดงว่าเมอร์ตันเองมีความเชื่อมั่นต่อคุณค่าเรื่องปราศจากอคตินี้เป็นอย่างมาก เขาเชื่อว่าระบบคุณค่านี้จะทำให้สถาบันการวิจัยวิทยาศาสตร์มีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งหากเป็นอย่างที่เมอร์ตันบอกจริงๆ ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามเมอร์ตันเองก็ยอมรับว่า การมีอคติส่วนตัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย และนักวิทยาศาสตร์แต่ละคนก็มีอคติที่อยากเห็นผลงานของตนเองมีบทบาทสูงกว่าของคนอื่นๆซึ่งเป็นผลมาจากบรรยากาศการแข่งขันกันเองของนักวิทยาศาสตร์


คุณค่าประการสุดท้ายในความคิดของเมอร์ตันได้แก่วิมตินิยมอย่างเป็นระบบ “วิมตินิยม” มาจากคำภาษาอังกฤษว่า skepticism ซึ่งหมายความถึงการไม่เชื่ออะไรง่ายๆจนกว่าจะได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน วิมตินิยมอย่างเป็นระบบก็ได้แก่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในวิทยาศาสตร์ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ไม่มีอะไรที่จะยอมรับว่าเป็นความจริงได้โดยไม่ต้องตรวจสอบ ลักษณะเช่นนี้ทำให้วิทยาศาสตร์แตกต่างจากระบบความรู้แบบโบราณที่อาศัยความเชื่อที่มาจากประเพณี หรือความเชื่อที่ตั้งอยู่บนฐานของอำนาจทางการเมืองหรืออำนาจทางศาสนา ตัวอย่างเช่นในสมัยโบราณมีการประกาศว่าเรื่องใดเป็น “ความจริง” ที่ผู้คนจะต้องเชื่อ (ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ) และเรื่องนั้นก็กลายเป็น “ความรู้” ของสังคมไป นอกจากนี้แม้แต่ในปัจจุบันการกระทำที่ขัดแย้งกับคุณค่านี้เช่น บรรณาธิการตีพิมพ์บทความบทหนึ่งเนื่องจากตนเองมีส่วนได้ส่วนเสียกับบทความนั้น โดยไม่ต้องให้บทความนั้นผ่านการตรวจสอบโดยนักวิชาการที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือผู้บริหารหน่วยงานให้ทุนวิจัยให้การสนับสนุนโครงการวิจัยโครงการหนึ่งเพียงเพราะตนเองชอบโครงการนั้นเป็นการส่วนตัว หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าผู้บริหารนั้นเชื่อโครงการที่ตนเองชอบโดยไม่ต้องตรวจสอบตามที่โครงการทั่วๆไปควรได้รับการตรวจสอบ เมอร์ตันกล่าวว่าคุณค่าเรื่องวิมตินิยมอย่างเป็นระบบนี้ อาจไปขัดแย้งกับคุณค่าอื่นๆที่สังคมยึดถือ (Merton, 1973, p. 277) เช่นการเคารพผู้ใหญ่ซึ่งเป็นคุณค่าหนึ่งในสังคมไทย งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ผู้ใหญ่คนหนึ่งในสังคมไทย ถ้ายึดตามคุณค่าดั้งเดิม ก็จะไม่ต้องผ่านการตรวจสอบเช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ หรือโครงการนี้ได้รับการเชื่อถือเป็นพิเศษ แต่การทำเช่นนี้ขัดกับหลักวิมตินิยมอย่างเป็นระบบ ที่ถือว่าไม่ว่าจะเป็นโครงการหรือผลงานวิจัยของใครก็จะต้องผ่านการตรวจสอบพิสูจน์ความถูกต้องแบบเดียวกันหมด อีกตัวอย่างหนึ่งก็ได้แก่การยืนยันคำสอนของศาสนา ซึ่งอาศัยคุณค่าอื่นๆที่ไม่ใช่วิมตินิยม แต่เมื่อวิทยาศาสตร์เข้าไปพิสูจน์ว่าคำสอนของศาสนาบางอย่างไม่สามารถยืนยันตรวจสอบได้ ก็จะเกิดผลกระทบในด้านต่างๆ รวมทั้งการที่สังคมเผด็จการมีการห้ามไม่ให้วิทยาศาสตร์ (ซึ่งประกอบด้วยการตรวจสอบทุกเรื่องและไม่เชื่ออะไรจนกว่าจะพิสูจน์อย่างเป็นสาธารณะ) เข้าไปยุ่มย่ามในบางเรื่อง หรือเสนอความเชื่อว่ามีเขตแดนบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถเข้าถึงได้ เป็นต้น

วิพากษ์วิจารณ์ปทัสฐานของเมอร์ตัน

ปทัสฐานหรือระบบคุณค่าสี่ประการของเมอร์ตันได้รับการอ้างอิงเป็นอย่างมากจากนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ในสังคม แต่ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์หลายประการด้วยกัน ประเด็นหลักในข้อวิจารณ์อยู่ที่ว่า บางครั้งงานวิทยาศาสตร์หลายงานก็ไม่ได้ทำตามเกณฑ์ของเมอร์ตันเหล่านี้ไปทั้งหมด แต่ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ ปทัสฐานข้อแรกได้แก่เรื่องความเป็นชุมชนของวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งเมอร์ตันบอกว่าความรู้วิทยาศาสตร์ต้องเป็นสมบัติร่วมกันของชุมชน ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายประการเป็น “ความลับทางการค้า” ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อให้องค์กรธุรกิจที่เป็นเจ้าของมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ในกรณีนี้ความรู้วิทยาศาสตร์ขัดแย้งกับปทัสฐานข้อนี้โดยตรง นอกจากนี้การมีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งให้อำนาจแก่ผู้ถือสิทธิในการใช้ประโยชน์จากความรู้ที่ตนเองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวผ่านระบบสิทธิบัตร ก็เป็นการขัดแย้งกับหลักการนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องมาชั่งน้ำหนักว่า คุณค่าเรื่องนี้กับคุณค่าที่เกิดขึ้นจากการรักษาสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาคุณค่าใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน ประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน ระหว่างนักวิชาการที่ถือว่าหน้าที่ของวิทยาศาสตร์ได้แก่การเผยแพร่ความรู้ให้แก่สาธารณชนโดยไม่มีการปิดกั้น กับนักวิชาการที่ถือว่าการรักษาสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้การศึกษาวิจัยก้าวหน้าไปได้ อย่างไรก็ตามการถกเถียงระหว่างสองฝ่ายนี้อยู่นอกเหนือจากงานวิจัยชิ้นนี้

คุณค่าประการที่สองได้แก่ความเป็นสากล ซึ่งหมายถึงการที่งานวิทยาศาสตร์ตัดสินกันด้วยหลักการที่เป็นภววิสัย ไม่ขึ้นกับสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งหรือเวลาใดเวลาหนึ่ง เมอร์ตันบอกว่า ความเป็นสากลยืนยันด้วยการตรวจสอบด้วย หลักเกณฑ์ที่ไม่ขึ้นกับบุคคลซึ่งได้วางไว้ก่อนแล้ว (preestablished impersonal criteria) (Merton, 1973, p. 270) แต่ในความเป็นจริงก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ดูเหมือนว่าละเมิดหลักการ แต่ก็ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นงานที่ไม่ได้ผิดจริยธรรมแต่ประการใด ตัวอย่างเช่นการตัดสินใจให้ทุนของหน่วยงานให้ทุนวิจัย ในกรณีที่เงินทุนที่จะจัดสรรมีจำนวนจำกัด และมีโครงการวิจัยขอทุนเข้ามามาก ผู้บริหารหน่วยงานให้ทุนต้องตัดสินใจว่าจะให้ทุนแก่โครงการใด ซึ่งบ่อยครั้งก็มักจะตัดสินไปตามนโยบายของรัฐบาล หรือความจำเป็นเร่งด่วนในขณะนั้น นโยบายของรัฐบาลหรือความจำเป็นเร่งด่วนเหล่านี้หากพิจารณาตามเกณฑ์ของเมอร์ตันแล้ว ก็ไม่สามารถนับว่าเป็น “หลักเกณฑ์ที่ไม่ขึ้นกับบุคคลซึ่งได้วางไว้ก่อนแล้ว” ได้เนื่องจากมีลักษณะการขึ้นอยู่กับบุคคลหรืออย่างน้อยก็บริบทของสถานที่และเวลาอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่นประเทศไทยปัจจุบันกำลังเข้าสู่ภาวะคนสูงวัยมีสัดส่วนสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหน่วยงานให้ทุนจึงมักให้การสนับสนุนงานวิจัยด้านนี้ แต่นี่สามารถมองได้ว่าเป็นการละเมิดหลักเกณฑ์ของเมอร์ตัน เนื่องจากเป็นการนำเอาสภาวการณ์ที่ขึ้นกับเวลาและสถานที่ (สภาวะสูงวัยในประเทศไทย) มาเป็นเกณฑ์ในการสนับสนุนงานวิจัย ทำให้โครงการอื่นๆที่อาจจะมีประโยชน์ไม่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าหากโครงการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจะเกิดผลอะไรบ้าง ซึ่งอาจเป็นผลดีก็ได้ นอกจากนี้การวิพากษ์หลักคุณค่าเรื่องความเป็นสากล ก็ยังปรากฏในระดับของระเบียบวิธีวิจัยได้ด้วย

คุณค่าหรือปทัสฐานประการที่สามก็มีข้อวิจารณ์เช่นเดียวกัน และก็เป็นคุณค่าที่เป็นไปได้ที่จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ได้มากกว่าคุณค่าอื่นๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่าการปราศจากอคติเป็นเป้าหมายที่เข้าถึงได้ยากดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ข้อวิจารณ์ที่สำคัญก็คือว่า ในกรณีที่นักวิทยาศาสตร์ต่างก็แข่งขันกันทำวิจัยเพื่อเป็นคนแรกในการค้นพบความรู้ต่างๆ อันจะนำมาซึ่งการได้รับการยอมรับและประโยชน์ต่างๆของนักวิทยาศาสตร์คนนั้น จะมีแรงจูงใจที่จะทำให้นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีการผิดๆในการทำวิจัยเพื่อให้เอาชนะคู่แข่งได้ ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยๆในประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้คุณค่าข้อนี้จึงมีความสำคัญในแง่ที่ว่า เป็นเหตุจูงใจที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งอาจตัดสินใจทำอะไรที่ผิดไปจากระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้องได้ เมอร์ตันบอกว่าการทำผิดหรือการโกงต่างๆไม่ค่อยเกิดขึ้นในวงการวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ก็เพราะว่านักวิทยาศาสตร์มีคุณสมบัติประจำตัวที่เห็นแก่ประโยชน์ของวงการหรือประโยชน์ของความรู้ มากกว่าประโยชน์อันมาจากอคติของตนเอง (Merton, 1973, p. 276) แต่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุที่ต้องมีงานวิจัยชิ้นนี้ก็คือว่า มีปัญหาเกี่ยวกับการที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เดินตามคุณค่าเรื่องการปราศจากอคติส่วนตัว แต่แสวงหาวิธีการต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายส่วนตัวของตนเอง ซึ่งเป็นการขัดกับคุณค่าข้อนี้โดยตรง ดังนั้นเมอร์ตันจึงมีทัศนคติที่เป็นการมองโลกในแง่ดีมากไปที่บอกว่า วิทยาศาสตร์เป็นพื้นที่ที่ปลอดจากการโกงมากกว่าพื้นที่อื่นๆ แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นดูจะเป็นตรงกันข้าม

คุณค่าประการสุดท้ายก็มีข้อวิจารณ์ที่สำคัญเช่นเดียวกัน ดังที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว คุณค่าของการไม่เชื่ออะไรง่ายๆและการบังคับว่าทุกอย่างต้องผ่านการตรวจสอบ อาจมีการยกเว้นหากมีคุณค่าอื่นที่เหนือกว่า แต่อย่างไรก็ตามคุณค่าบางอย่างก็อาจจะมีเหตุผลเพียงพอในการที่จะทำให้เกิดข้อสงสัยหรือไม่เชื่อในหลักวิมตินิยมนี้ได้ เช่นหากมีความจำเป็นเร่งด่วนเกิดขึ้นที่จะต้องทำวิจัย และมีงบประมาณในการวิจัยจำกัด หน่วยงานให้ทุนอาจยกเว้นการบังคับให้มีการตรวจสอบทุกครั้ง เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ตัวอย่างเช่นสภาวะโลกร้อนที่กำลังประสบอยู่ในเวลานี้ เป็นภาวะเร่งด่วนที่จะต้องเร่งหาทางแก้ ดังนั้นหากมีการสนับสนุนการวิจัยเพื่อหาทางแก้ปัญหานี้ โดยอาจไม่ต้องมีการตรวจสอบมากเท่ากับการตรวจสอบที่ทำโดยปกติในวงการวิทยาศาสตร์ ก็จะเป็นการละเมิดหลักวิมตินิยม แต่อาจมีความจำเป็นและเป็นการถูกต้องที่ทำเช่นนี้ก็ได้เพราะมีความจำเป็นดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามการยกเว้นคุณค่าหรือปทัสฐานข้อนี้ ก็ต้องระวังว่าการยกเว้นไม่ต้องตรวจสอบ จะไม่นำไปสู่การเป็นความรู้ที่บกพร่องเชื่อถือไม่ได้ในระยะยาว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้แต่ต้น (เช่นแก้ปัญหาโลกร้อน) ไม่สามารถทำได้จริง

กล่าวโดยสรุป คุณค่าสี่ประการของเมอร์ตันมีบทบาทสำคัญต่อการเข้าใจหลักพื้นฐานทางจริยธรรมของเรื่องบูรณภาพการวิจัย หากเรายึดถือปทัสฐานทั้งสี่ของเมอร์ตันเป็นหลัก โดยมีข้อวิจารณ์ที่เสนอมาข้างต้นเป็นข้อควรระวัง ก็จะมีหลักการหนึ่งที่ใช้ยึดถือได้ในการกำหนดว่าการกระทำใดเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักจริยธรรมของการทำวิจัยหรือบูรณภาพการวิจัย นอกจากนี้ยังมีหลักการอีกบางประการ ที่ทำให้เรามองเห็นความจำเป็นและการจำแนกประเด็นของบูรณภาพหรือการทำวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบสามารถเป็นที่เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งนำเสนอในหนังสือ Fostering Research Integrity (2017) ซึ่งจะเป็นหัวข้อต่อไป

หลักการหกอย่างในหนังสือ Fostering Research Integrity

หนังสือเรื่อง Fostering Research Integrity (2017) ของ National Academies of Science สหรัฐอเมริกา เป็นหนังสือที่เสนอแนวทางอย่างเป็นรูปธรรมในการเสริมสร้างบูรณภาพการวิจัย และได้เสนอหลักคุณค่าที่เรียกว่า “คุณค่าแกนหลัก” (core values) ในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไว้หกประการ ได้แก่ความเป็นภววิสัย (objectivity) ความซื่อสัตย์ (honesty) ความเปิดเผย (openness) ความรับผิด (accountability) ความเป็นธรรม (fairness) และ การดูแลปกป้อง (stewardship) คุณค่าเหล่านี้บางอย่างก็คล้ายคลึงกับปทัสฐานของเมอร์ตันซึ่งได้อภิปรายไปแล้ว แต่บางอย่างก็ไม่เหมือนกันมากนัก จึงต้องแยกออกมาวิเคราะห์และอภิปรายแยกต่างหากในอีกหัวข้อหนึ่ง ในที่นี้จะพิจารณาคุณค่าแกนหลักเหล่านี้ทีละอย่างไป

ความเป็นภววิสัย

คุณค่าแกนหลักประการแรกเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดประการหนึ่งในบรรดาคุณค่าแกนหลัก ความเป็นภววิสัยหมายถึงการที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ว่าด้วยธรรมชาติภายนอก ไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นมาเองของผู้วิจัย ความรู้จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าธรรมชาติเป็นอย่างไร การศึกษาวิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อหาว่าธรรมชาติเป็นอย่างไร ทำงานอย่างไร มีคำอธิบายอย่างไรตามที่ธรรมชาตินั้นเป็น และบทบาทของผู้วิจัยเป็นเพียงผู้สังเกตและสรุปการสังเกตและทดลองออกมาเป็นรูปแบบของการนำเสนอความรู้เท่านั้น เช่นในรูปของบทความวิจัยหรือรูปแบบอื่นๆที่เป็นที่ยอมรับ บทบาทของผู้วิจัยไม่ใช่การเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนเองศึกษาจนทำให้สิ่งที่ตนเองศึกษาเป็นภาพสะท้อนของความคิดส่วนตัวของตนเอง หากเป็นเช่นนั้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็จะไม่ใช่เรื่องของการเข้าใจธรรมชาติอีกต่อไป อย่างไรก็ตามคุณค่าเรื่องความเป็นภววิสัยนี้ ก็อาจมีข้อวิจารณ์ได้ว่าความเป็นภววิสัยในอุดมคตินั้นอาจไม่ใช่อะไรที่เข้าถึงได้อย่างแท้จริง ศาสตร์บางศาสตร์เช่นฟิสิกส์ควอนตัม เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ทดลองหรือผู้สังเกตจะไม่มีบทบาทอะไร เนื่องจากว่าปรากฏการณ์ที่ศึกษาจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่ามีผู้สังเกตเข้าไปสังเกตหรือเปล่า ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของธรรมชาติในระดับควอนตัม แต่ถึงแม้ว่าเป็นเช่นนี้ก็มิใช่ว่าหลักความเป็นภววิสัยจะสูญหายไป เนื่องจากว่าเราสามารถมีกฎเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยวงการนักฟิสิกส์ และการเดินตามหลักการนี้เป็นกรอบในการสังเกตและการศึกษา จะให้ผลตรงกันไม่ว่าเป็นนักฟิสิกส์คนไหนที่ไปศึกษา ความเป็นภววิสัยอยู่ที่ตรงนี้ ในทางตรงข้ามหากนักฟิสิกส์คนหนึ่งศึกษาปรากฏการณ์หนึ่งได้ผลแบบหนึ่ง แต่นักฟิสิกส์อีกคนหนึ่งศึกษาปรากฏการณ์เดียวกันได้ผลอีกแบบหนึ่ง แบบนี้ก็เชื่อได้ว่าธรรมชาติไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามผู้ศึกษา แต่ผู้ศึกษาเองเอาอคติส่วนตัวเข้าไปหรือไปเปลี่ยนแปลงข้อมูล จนทำให้ผลการศึกษาเปลี่ยนแปลงตามแต่ละบุคคลเช่นนี้

นอกจากนี้ความเป็นภววิสัยยังถูกท้าทายจากแนวคิดของนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ เช่นโทมัส คูน (Kuhn, 1962) ซึ่งเสนอว่าความก้าวหน้าของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นไปได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้สิ่งที่คูนเรียกว่า “กรอบแนวคิด” หรือ paradigm ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นที่รวมของความเชื่อ หลักการ แนวคิด ฯลฯ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นทฤษฎีหลักที่กำหนดความเชื่อและแนวทางการศึกษาทดลองในระดับพื้นฐานของนักวิทยาศาสตร์ หากกรอบแนวคิดเปลี่ยน แนวคิดพื้นฐานของการทดลองและการวิจัยก็เปลี่ยน ผลของการทดลองและการวิจัยนั้นๆก็เปลี่ยนไปด้วย ทำให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อเรื่องความเป็นภววิสัย ในกรณีนี้เราอาจจะต้องยอมรับว่าความเป็นภววิสัยขึ้นอยู่กับว่านักวิทยาศาสตร์กำลังกรอบแนวคิดแบบใด (เช่นกรอบแนวคิดแบบของนิวตันนำไปสู่การศึกษาวิจัยแบบหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากกรอบแนวคิดแบบของกรีกโบราณที่ปรากฏในปรัชญาของอาริสโตเติล) ซึ่งก็ไม่เสียหายอะไรมาก เพราะการคิดเรื่องกรอบแนวคิดแบบคูน เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่บ่อยเลย เพราะเป็นการเปลี่ยนแนวคิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือ (เช่นเปลี่ยนโลกทัศน์จากแบบอาริสโตเติลมาเป็นแบบนิวตัน หรือแบบนิวตันมาเป็นแบบของไอน์สไตน์) การศึกษาวิจัยทั่วๆไปของนักวิทยาศาสตร์จะทำงานอยู่ภายใต้กรอบใดกรอบหนึ่ง และความเป็นภววิสัยก็เกิดขึ้นภายในกรอบนั้น และเป็นไปได้มากว่าการเปลี่ยนกรอบแนวคิดจะไม่เกิดขึ้นในช่วงอายุการทำงานของนักวิทยาศาสตร์คนใดคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นการตัดสินของสมาชิกของชุมชนวิทยาศาสตร์ ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพโดยนักวิทยาศาสตร์ด้วยกัน (peer review) ก็เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความเป็นภววิสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพจนถึงปัจจุบัน

ความซื่อสัตย์ (honesty)

ความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมที่นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องมีเพื่อทำการวิจัยที่มีบูรณภาพ ในแง่นี้หมายถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ซื่อสัตย์ต่อการศึกษาของตนเอง ไม่บิดเบือนหรือทำการอื่นใดที่จะทำให้เสียความเป็นกลางหรือความถูกต้องของผลการวิจัย ความซื่อสัตย์มีความสำคัญมากในกรณีที่งานของนักวิทยาศาสตร์ไม่มีใครมาตรวจสอบ เช่นนักชีววิทยาออกไปศึกษาชีวิตสัตว์ในป่าคนเดียว สิ่งที่ต้องทำคือจดบันทึกการสังเกตของตนเอง แน่นอนว่าบันทึกของนักชีววิทยาคนนี้ไม่มีมาตรวจสอบ เนื่องจากอยู่คนเดียวในป่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยความซื่อสัตย์ต่อตนเองเป็นอย่างมากในการจดบันทึกการสังเกตของตนเองเพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่แม่นยำมากที่สุด

นอกจากนี้ความซื่อสัตย์ต่อการรายงานผลยังมีความสำคัญเมื่อนักวิทยาศาสตร์พบกับผลการวิจัยที่ไม่เป็นไปตามที่คาดคะเนไว้ ในการทดลองนักวิจัยอาจพบกับข้อมูลบางหน่วยที่ออกมาผิดไปจากข้อมูลหน่วยอื่นๆเป็นส่วนใหญ่ ข้อมูลอื่นๆอาจเรียงตัวกันชัดเจนในเส้นกราฟ แต่มีข้อมูลสองสามรายการที่ผิดออกไปจากกราฟนั้น นักวิจัยที่ซื่อสัตย์จะไม่ตัดข้อมูลที่ผิดไปจากกราฟเหล่านี้ออกไปไม่รายงาน ทั้งนี้เพราะว่าข้อมูลเหล่านี้อาจบ่งถึงอะไรบางอย่างที่สำคัญมากก็ได้ และการค้นคว้าเกี่ยวกับข้อมูลเหล่านี้ต่อไปอาจก่อให้เกิดความรู้ใหม่ที่สำคัญ ดังนั้นการมีความซื่อสัตย์ในการรายงานผลจึงมีความสำคัญมาก และยังมีบทบาทในการที่ทำให้ผลการวิจัยสามารถนำไปทำซ้ำได้อีกด้วย

ความซื่อสัตย์แตกต่างจากความเป็นภววิสัยตรงที่ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องของเจตนาหรือเจตจำนงของผู้วิจัยในขณะที่ความเป็นภววิสัยเป็นเรื่องของการตรงกับธรรมชาติภายนอก นักชีววิทยาที่บิดเบือนบันทึกของตนเองโดยคิดว่าไม่มีใครรู้ ไม่ใช่นักวิจัยที่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และในแง่นี้ข้อมูลที่บิดเบือนก็เสียความเป็นภววิสัยไปด้วย นอกจากนี้นักวิจัยที่เลือกที่จะไม่รายงานผลการทดลองที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ก็อาจจะมองได้ว่ายังรักษาความเป็นภววิสัยไว้ได้ในระดับหนึ่งเนื่องจากข้อมูลที่รายงานเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่นักวิจัยคนนั้นย่อมไม่มีความซื่อสัตย์ในการรายงานผล นอกจากนี้ความซื่อสัตย์ยังรวมไปถึงการที่ผู้ประเมินงานวิจัยซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อวิชาชีพ และต่อวงการวิชาการที่จะอ่านงานวิจัยที่ตนเองประเมินด้วย (Fostering, 2017, p. 26) ผู้ประเมินควรบอกแก่บรรณาธิการว่าตนเองมีหรืออาจมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันกับผู้เขียนบทความนั้นได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าอาจไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งโดยตรง แต่ผู้ประเมินที่ซื่อสัตย์ต่อตนเองจะบอกแก่ผู้เกี่ยวข้องว่าตนเองอาจมีผลประโยชน์ขัดกันกับงานวิจัยที่ตนเองกำลังประเมินอยู่อย่างไร นอกจากนี้มาตรการเชิงสถาบันก็ควรจะนำมาใช้เพื่อให้หลักประกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย เช่นมีการบังคับว่าให้ผู้ประเมินต้องประกาศว่าตนเองอาจมีผลประโยชน์ขัดกันอย่างไร

ความเปิดเผย (openness)

ความเปิดเผยหมายถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ปิดบังผลการศึกษาของตนเอง และไม่เก็บส่วนใดส่วนหนึ่งของการศึกษาเป็นความลับ และยังเปิดเผยข้อมูลที่เชิงลบต่างๆอีกด้วย ในแง่นี้ความเปิดเผยคล้ายคลึงกับคุณค่าเรื่องความเป็นชุมชนของเมอร์ตัน วงการวิทยาศาสตร์โดยรวมจะได้รับประโยชน์หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเปิดเผยซึ่งกันและกัน ไม่มีเจตนาแอบแฝงซ่อนเร้นใดๆ การเปิดเผยนี้ไม่ได้รวมไปถึงการเปิดเผยชื่อของผู้ประเมินบทความที่จะลงในวารสาร หรือประเมินสถานะทางวิชาการของโครงการวิจัยที่ส่งมาขอรับทุน ทั้งนี้เนื่องจากว่าการเปิดเผยดังกล่าวจะเป็นการกระทบต่อการแสดงความเห็นอย่างเสรีของผู้ประเมิน แต่สิ่งที่ผู้วิจัยควรเปิดเผยก็คือข้อมูลที่ตนเองใช้ในการทดลองที่ได้ตีพิมพ์ไป แม้ว่าเนื้อที่ในงานที่ตีพิมพ์อาจไม่เพียงพอที่จะตีพิมพ์ข้อมูลดิบที่ใช้ในการทดลองได้ทั้งหมด แต่ผู้วิจัยก็ควรเก็บข้อมูลนั้นไว้ และยินดีเปิดเผยข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ เพื่อนำไปทดลองซ้ำ (Fostering, 2017, p. 27)

อย่างไรก็ตามลักษณะที่แตกต่างจากคุณค่าเรื่องความเป็นชุมชนของเมอร์ตัน ก็คือว่าเมอร์ตันเสนอว่าความรู้วิทยาศาสตร์ควรเป็นของสาธารณะ ไม่มีใครอ้างสิทธิเป็นเจ้าของส่วนตัว ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับความเปิดเผยในที่นี้ เพราะว่าข้อมูลที่เปิดเผยออกมาก็ยังไม่มีนัยยะว่ามีใครเป็นเจ้าของ ผู้ทำวิจัยสามารถอ้างความเป็นเจ้าของข้อมูลหรือผลงานของตนเองได้เสมอ แม้ว่าจะเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นให้แก่สาธารณชนก็ตาม ในแง่นี้ความเปิดเผยเป็นส่วนหนึ่งของระบบคุณค่าอีกชุดหนึ่งได้แก่การเปิดเผยข้อมูลในวงการซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกกันว่า “ขบวนการเปิดเผยที่มา” (open source movement) ขบวนการนี้ตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่าความรู้และผลงานสร้างสรรค์ของนักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไม่ควรจะถูกปิดบัง แต่ควรจะเปิดเผยออกมาให้นักเขียนโปรแกรมคนอื่นๆเข้าถึงได้อย่างเสรี เพื่อให้มีการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นๆโดยรวมต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างของการใช้ขบวนการเปิดเผยที่มาที่เป็นที่รู้จักก็คือโปรแกรมเช่นลีนุกซ์ ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วไป ข้อแตกต่างระหว่างระบบนี้กับระบบที่ใช้กันมากได้แก่วินโดว์อยู่ที่ว่า วินโดว์เป็นระบบปิด นักพัฒนาโปรแกรมไม่สามารถเข้าถึงชุดคำสั่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นระบบปฏิบัติการได้ ผู้พัฒนามีอยู่เพียงรายเดียวคือบริษัทไมโครซอฟท์ แต่ระบบลีนุกซ์ไม่มีใครเป็นเจ้าของโดยตรง ทุกคนสามารถเข้าถึงชุดคำสั่งที่เป็นแกนหลักของโปรแกรมได้เพื่อนำไปพัฒนาในส่วนของตนเอง โดยมีข้อแม้ว่าเมื่อพัฒนาแล้วต้องเผยแพร่ผลงานนั้นกลับสู่สาธารณชนอีกครั้ง กล่าวโดยสรุปข้อดีของระบบเปิดแบบลีนุกซ์ก็คือความรวดเร็วในการแก้ไขปรับปรุง แต่ข้อเสียก็อาจจะมีว่าเนื่องจากไม่มีใครเป็นเจ้าของ ก็เลยไม่มีใครรับผิดชอบโดยตรงหากเกิดความเสียหาย กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยากและก็มีงานวิจัยที่เสนอว่า ความรับผิดจากโปรแกรมเปิดเผยที่มาควรจะขึ้นอยู่กับชุมชนโดยรวมซึ่งมีหน้าที่รีบแก้ไขความผิดพลาดนั้นโดยเร็ว (Shay David, Opening the source of accountability, First Monday 9,11 2004 http://firstmonday.org/ojs/index.php/fm/article/view/1185/1105) ส่วนในกรณีของวินโดว์ข้อดีก็คือมีบริษัทผู้รับผิดชอบโดยตรง แต่ข้อเสียก็มีมากได้แก่ราคาของวินโดว์ยังสูงมากอยู่เมื่อเทียบกับราคาของซอฟท์แวร์เปิดเผยข้อมูล ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี อย่างไรก็ตามเมื่อนำเอาแนวคิดนี้มาใช้ในวงการวิทยาศาสตร์ ผลก็คือว่าการเปิดเผยข้อมูลนั้นสามารถทำได้ และจะทำให้ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์โดยรวมเป็นไปรวดเร็วขึ้น แล้วที่สำคัญก็คือว่าการเปิดเผยข้อมูลของวิทยาศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของข้อมูลต้องสละสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของไป

นอกจากนี้ส่วนสำคัญของความเปิดเผยในวิทยาศาสตร์ก็ปรากฏตัวออกมาไปรูปของขบวนการ “วิทยาศาสตร์เปิด” (open science) ซึ่งเน้นที่การอนุญาตให้คนทั่วไปเข้าถึงแหล่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการ ปัญหาประการหนึ่งที่ดูจะขัดขวางความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์อยู่ที่การที่สำนักพิมพ์ต่างๆคิดค่าบริการในการดาวน์โหลดข้อมูลแพงมาก ทำให้หลายประเทศประสบกับความยากลำบากในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น ดังนั้นจึงมีขบวนการนี้เพื่อสร้างกระแสเรียกร้องเพื่อให้สำนักพิมพ์ลดค่าบริการลง หรือเปิดแหล่งข้อมูลของตนเองให้ผู้คนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียค่าบริการ คุณค่าของความเปิดเผยที่เป็นส่วนหนึ่งของบูรณภาพการวิจัยก็ย่อมรวมไปถึงการเปิดเผยแหล่งข้อมูลของสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ด้วย

การต้องอธิบายและตอบคำถาม (accountability)

การต้องอธิบายและตอบคำถาม หรือในภาษาอังกฤษว่า accountability คล้ายคลึงกับความรับผิดชอบ (responsibility) มาก แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ accountability เป็นเรื่องของการที่ใครคนหนึ่งทำอะไรลงไป แล้วจะต้องสามารถอธิบายเหตุผลเบื้องหลังของการกระทำนั้นแก่ผู้อื่น ในขณที่ responsibility เป็นเรื่องของการรับผลของการกระทำที่ได้ทำลงไป นักวิทยาศาสตร์มีความจำเป็นที่จะต้องมี accountability ซึ่งก็หมายรวมไปถึง responsibility ด้วย ดังจะอภิปรายต่อไปในหัวข้อนี้ และเพื่อให้เกิดการแยกแยะสองคำนี้ออกจากกันในภาษาไทย จึงใช้คำว่า “การต้องอธิบายและตอบคำถาม” เพื่อแปล accountability

การต้องอธิบายและตอบคำถามเป็นคุณลักษณะสำคัญที่นักวิทยศาสตร์ต้องมี เพราะจะทำให้การกระทำของตนเองสามารถเป็นที่เข้าใจและยอมรับจากคนในวงการและสาธารณชนได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำการวิจัยอะไรลงไปแล้วเกิดผลกระทบอย่างใดอย่างหนึ่งตามมา นักวิทยาศาสตร์ผู้วิจัยนั้นก็จะต้องสามารถมาอธิบายและตอบคำถามได้ว่าสาเหตุที่ตนเองทำวิจัยนั้นๆลงไปเป็นเพราะอะไร การมีกฎเกณฑ์เช่นนี้ทำให้นักวิจัยต้องรับผิดชอบต่อผลงานของตนเอง ไม่ใช่ว่านักวิจัยจะสามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องอธิบายใดๆแก่ผู้อื่น หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่านักวิจัยคนนั้นทำตัวอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของวงการ ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่วงการโดยรวมอย่างยิ่ง

มาตรการในการทำให้มั่นใจว่านักวิจัยมีการต้องอธิบายและตอบคำถามมีอยู่ในรูปแบบเชิงกฎหมายและสถาบันในหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่นองค์กรหนึ่งอาจมีข้อบังคับว่าเมื่อสมาชิกหรือพนักงานในองค์กรทำอะไรไปที่ต้องการคำอธิบาย ก็จะมีมาตรการบังคับให้สมาชิกคนนั้นมาอธิบายการกระทำของตนเองต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งจะทำให้นักวิจัยไม่กล้าทำอะไรที่ผิดไปจากกฎเกณฑ์ได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้คนในฐานะต่างๆก็มีการต้องอธิบายและตอบคำถามต่อกันด้วย เพื่อให้การปฏิบัติต่อกันเป็นไปอย่างถูกต้อง เช่นอาจารย์ที่ปรึกษาก็ต้องปฏิบัติต่อลูกศิษย์ของตนเองด้วยการที่ต้องมีการตอบคำถามและอธิบายได้ เช่นหากอาจารย์ตัดสินอะไรไปก็ต้องอธิบายได้ว่าที่ทำไปเช่นนั้นเป็นไปเพราะอะไร มีการอ้างกฎเกณฑ์อะไรบ้างเป็นต้น นอกจากนี้หน่วยงานให้ทุนวิจัยก็ต้องอธิบายได้ด้วยว่า ที่ตัดสินให้ทุนหรือไม่ให้ทุนผู้เสนอโครงการ มีเหตุผลอะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าปฏิเสธไปเฉยๆ

ความเป็นธรรม (fairness)

ความเป็นธรรมในบริบทของการทำวิจัยหมายถึงหลักการที่เป็นพื้นฐานของการให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับภาระงานที่ผู้ร่วมงานได้ลงไปในการทำงานวิจัย ตัวอย่างเช่นหากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาในบทความมีผู้ร่วมงานแต่ละคนทำงานต่างๆกัน ก็จะต้องให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ร่วมงานทุกคน ซึ่งก็อยู่ในรูปของการระบุชื่อของผู้ร่วมงานเหล่านั้นในฐานะเป็นผู้แต่งร่วมของงานชิ้นนั้น หากมีผู้ร่วมงานที่มีส่วนสำคัญแต่ไม่ได้รับการระบุชื่อ ก็จะเป็นการขัดกับหลักความเป็นธรรม และในทางกลับกันหากมีคนที่ถูกระบุชื่อ แต่ไม่ได้มีส่วนสำคัญในการทำงานร่วมกัน ก็จะไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน  ตัวอย่างเช่นหน่วยงานวิจัยหลายแห่งมีหลักปฏิบัติว่าหัวหน้าห้องปฏิบัติการจะต้องได้รับการระบุชื่อเป็นผู้แต่งคนหนึ่งในบทความที่ได้รับการตีพิมพ์แม้ว่าจะไม่ได้ร่วมทำงานนั้นเลยก็ตาม ในกรณีนี้หัวหน้าหน่วยงานอาจอ้างว่าตนเองเป็นผู้หาทุนมาให้นักวิจัยในห้องปฏิบัติการทำงาน แต่จริงๆแล้วหน่วยงานให้ทุน เช่น สกว. หรือ วช. ก็เป็นฝ่ายหาทุนจากงบประมาณแผ่นดินมาให้นักวิจัยเขียนโครงการขอกันเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเลขาธิการ วช. หรือผู้อำนวยการ สกว. ต้องมีชื่อปรากฏเป็นผู้แต่งร่วมของงานทุกชิ้นที่ได้รับการสนับสนุน ดังนั้นการอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายหาทุนมาให้อาจจะต้องมีการอภิปรายกันต่อไป

นอกจากนี้หลักความเป็นธรรมก็ใช้ได้ในส่วนอื่นๆของการวิจัยเช่นเดียวกัน เช่นการให้ทุนวิจัย หน่วยงานที่ให้ทุนจำเป็นต้องยึดหลักความเป็นธรรมอย่างมาก เพราะการให้ทุนมีผลกระทบต่อทิศทางการวิจัยของประเทศ ดังนั้นหากไม่ยึดหลักนี้ก็จะเกิดผลเสียแก่ส่วนรวม เช่นหากหน่วยงานให้ทุนวิจัยมุ่งให้ทุนวิจัยด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ก็อาจจะเกิดความไม่เป็นธรรมแก่นักวิจัยที่ทำงานในสาขาอื่นๆ ดังนั้นหน่วยงานจึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างความต้องการของประเทศ กับการสนับสนุนการวิจัยอย่างเท่าเทียมกันในระหว่างสาขาต่างๆ ซึ่งในความเป็นจริงต่างก็มีความสำคัญทั้งสิ้น

การปกป้องดูแล (stewardship)

คุณค่าประการสุดท้ายได้แก่การปกป้องดูแล ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงบ่อยนักในงานเขียนเกี่ยวกับบูรณภาพการวิจัย การปกป้องดูแลในแง่นี้หมายถึงการที่สมาชิกของวงการวิทยาศาสตร์ดูแลกันและกัน และ “ปกป้องดูแล” สังคมภายนอกที่อยู่แวดล้อมการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ด้วย การปกป้องดูแลดังกล่าวรวมไปถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ตระหนักว่างานของตนเองทำไปเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม การปกป้องดูแลจึงหมายถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ “ดูแล” สังคมด้วยการผลิตงานที่ตอบโจทย์และให้สังคมนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ นอกจากนี้องค์กรต่างๆเช่นสมาคมวิชาชีพ วารสารต่างๆ รวมทั้งสถาบันวิจัยต่างๆ ก็มีส่วนช่วยดูแลสังคมและวิชาชีพวิทยาศาสตร์ด้วยการออกกฎระเบียบเพื่อให้ความมั่นใจว่าหลักบูรณภาพการวิจัยจะได้รับการปฏิบัติ และเป็นหลักที่ถูกต้อง เป็นธรรม และมีการปรับปรุงอยู่เสมอ

การปกป้องดูแลยังหมายความรวมไปถึงการดูแลชีวิตการทำงานของนักวิทยาศาสตร์อีกด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่จ้างงานนักวิทยาศาสตร์อยู่ เช่นมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ นักวิทยาศาสตร์ควรจะได้รับบรรยากาศการทำงานที่เอื้ออำนวยให้ทำงานได้อย่างมีความสุข มีความเป็นธรรมในการประเมิน มีค่าตอบแทนที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้เป็นรูปธรรมที่แสดงว่าหน่วยงานที่จ้างงานนักวิทยาศาสตร์ปกป้องดูแลนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นหน่วยผลิตผลงานวิจัยให้แก่สังคม หน่วยงานจ้างงานยังมีหน้าที่สำรวจว่าการทำงานของนักวิทยาศาสตร์มีปัญหาอุปสรรคอะไร และจะทำงานเพื่อกำจัดปัญหาเหล่านั้นให้หมดไปได้อย่างไร

สรุป

กล่าวโดยสรุป การกระทำที่เข้าข่ายหลักบูรณภาพการวิจัย จะเป็นการกระทำที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าแกนหลักตามที่เสนอมา การแต่งข้อมูลขึ้นเอง การดัดแปลงข้อมูลและการลักลอกข้อมูลล้วนทำไปด้วยมูลเหตุจูงใจที่มาจากการละเมิดคุณค่าเหล่านี้ รวมทั้งระบบคุณค่าของเมอร์ตันด้วยทั้งสิ้น การให้การศึกษาแก่นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น การกระทำที่ออกมาจากความเข้าใจพื้นฐานที่ถูกต้อง ผู้กระทำจะสามารถอธิบายได้ว่าตนเองทำไป หรือไม่ทำอะไรไปด้วยเหตุอะไร ต่างจากการกระทำที่ผู้กระทำทำไปเพียงเพราะว่ามีข้อห้ามกำกับไว้ แต่ไม่เข้าใจว่ามีข้อห้ามไปเพื่ออะไร นอกจากจะอธิบายไม่ได้แล้ว ยังทำให้ผู้วิจัยไม่สามารถประยุกต์หลักการเหล่านี้ไปกับสถานการณ์ที่ตนเองไม่เคยพบมาก่อน และไม่ได้กล่าวถึงไว้ในข้อห้ามที่ตนเองท่องเอาไว้เฉยๆอีกด้วย การทำการกระทำจากความเข้าใจจากข้างในจึงย่อมเป็นการกระทำที่มีแนวโน้มที่จะถูกจริยธรรม และก่อให้เกิดผลดีในระยะยาวมากกว่าการกระทำที่เพียงแต่เดินตามข้อบังคับที่มีเขียนไว้เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นการไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานที่แท้จริง ยังนำไปสู่สถานการณ์ที่ผู้กระทำพยายามหาทางหลีกเลี่ยงข้อบังคับด้วยวิธีการฉ้อฉลต่างๆนานา มองหาช่องโหว่ของกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับอยู่ตลอด ซึ่งไม่เป็นผลดีแต่ประการใด.

Facebook Comments

Share with: