โดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

หน้าที่ทางจริยธรรมในการวิจัย

ไม่เพียงแต่การมีจริยธรรมในการวิจัยจะช่วยเติมเต็มประเด็นด้านศีลธรรมแล้ว แต่ยังนำไปสู่ผลการวิจัยที่ดีขึ้นเนื่องจากจะทำให้ผู้วิจัยให้ความสำคัญต่อรายละเอียดในการวิจัยมากขึ้น รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับเทคนิควิธีทางสถิติและเทคนิคการวิจัยเชิงปริมาณ อีกทั้งยังทำให้เกิดการร่วมมือกันทำงานในลักษณะที่คาดการณ์ได้ ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของกระบวนการทำวิจัยและผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับการรักษามาตรฐานทางจริยธรรมในระดับสูงตลอดกระบวนการทำวิจัย ซึ่งการยึดถือแนวทางการทำวิจัยที่มีความรับผิดชอบ(RCR) จะช่วยทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่จะแตกต่างไปจากแนวปฏิบัติที่มีจริยธรรมที่เป็นที่ยอมรับ และป้องกันพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนที่จะนำไปสู่การทำผิดในการวิจัย (ปรับปรุงจาก The Guidelines for Ethical Practices in Research, http://www.pitt.edu/~provost/ethresearch.html)

อะไรคือการทำผิดในการวิจัย

คำกล่าวเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัย

“ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสาขาของการวิจัยอื่นๆ ทุกสาขา ล้วนขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของผลงานวิจัยที่ผ่านมา และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัย เช่นในสาขาสุขภาพ และความมั่นคงของชาติ ดังนั้น ความเชื่อมั่นของสาธารณชนในการหน่วยงานวิจัยจะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในผลงานวิจัยที่ผ่านมาด้วย รวมทั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่กำลังดำเนินต่อไป”

(Office of Science and Technology Policy—OSTP, Federal Record,12/6/09)

Office of Science and Technology Policy ได้สร้างความร่วมมือกับ หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ ในการสร้างคำจำกัดความสำหรับคำว่า การทำผิดในการวิจัย เพื่อที่จะสร้างความน่าเชื่อถือในการวิจัย และสร้างความเชื่อมั่นให้สาธารณชน และเพื่อบูรณาการนโยบายของหน่วยงานระดับสหพันธรัฐมากขึ้น ซึ่งคำจำกัดความข้างล่างนี้จะนำไปประยุกต์ใช้กับทุกๆ หน่วยงาน และผู้ได้รับทุนวิจัยจากรัฐบาลกลาง โดยล่าสุด มีสองหน่วยงานที่นำคำจำกัดความของ Office of Science and Technology Policy มาปรับใช้ในทางปฏิบัติแล้ว ซึ่งก็คือ The National Science Foundation (NSF) และ the National Institute of Health (NIH)

ทั้งนี้ คำจำกัดความของ Office of Science and Technology Policy กล่าวว่า “การทำผิดในการวิจัยประกอบด้วย 

(1) Fabrication คือ การแต่งข้อมูลขึ้นมา หรือการปรับแต่งผลการทำลองให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

(2) Falsification คือ การดัดแปลง (เปลี่ยน/ละทิ้ง) ข้อมูล รวมถึง ปัจจัยนำเข้าในการทำวิจัยต่างๆ เช่น อุปกรณ์ กระบวนการ

(3) Plagiarism คือ การลักลอกข้อมูล โดยนำความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย ของผู้อื่นมาใช้ โดยไม่ระบุถึงผู้ที่เป็นเจ้าของความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย

ซึ่งตัวอย่างของ  Plagiarism  ได้แก่

  • การนำไอเดียหรือข้อความจากงานวิจัยของผู้อื่นมาเขียนในงานตีพิมพ์ของตนเอง
  • นักศึกษาคัดลอกข้อความจากอินเตอร์เน็ตแบบคำต่อคำมาเขียนงานวิจัยโดยไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของงานก่อนหน้านี้ 
  • คณะนำข้อมูล/ผลงานวิจัยที่เกิดจากการทำงานของนักศึกษามาใช้ประโยชน์โดยไม่ได้ให้เครดิตแก่นักศึกษาผู้นั้น

 อย่างไรก็ตาม การทำผิดในการวิจัยจะไม่รวมถึงความผิดพลาด หรือการตีความผลการวิจัยที่ผิด โดยไม่ได้ตั้งใจ

Office of Research Integrity (ORI)

The HHS Office of Research Integrity (ORI) สนับสนุนการสร้างความมีจริยธรรมในการวิจัยด้านชีวการแพทย์และด้านพฤติกรรมศาสตร์  ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย U.S. Public Health Service (PHS) ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทั่วโลกของ 40,000 สถาบัน โดย ORI มีบทบาทในการกำกับดูแลการสืบสวนเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยและอำนวยความสะดวกให้แก่การทำวิจัยที่มีความรับผิดชอบ ผ่านการให้การความรู้ การมีกิจกรรมที่ช่วยป้องกันการทำผิดในการวิจัย และการวางกฎระเบียบ  นอกจากนี้ ORI ยังมีภาระหน้าที่ในการพัฒนานโยบาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน และสืบสวนการทำผิดในการวิจัย และยังมีหน้าที่ในการดำเนินโครงการ กิจกรรม ที่จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างจริยธรรมให้การวิจัย รวมทั้งปรับปรุงแนวทางการรับมือกับข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยอีกด้วย

กรณีศึกษาในอดีตที่เกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัย

ในอดีตที่ผ่านมา มีการนำประเด็นด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น

§ Isaac Newton น่าจะมีการปรับวิธีการคำนวณให้สอดคล้องกับผลการวิจัยที่เขาสร้างขึ้น

§ Gregor Mendel น่าจะมีการปรับแต่งข้อมูล เนื่องจากผลของการวิจัยเกี่ยวกับต้นถั่วเป็นข้อมูลที่ดูมีการปรับแต่งให้ดูดี เมื่อเทียบกับสิ่งที่เห็นในการทดลอง  

 § Robert Millikan ซึ่งวิจัยเกี่ยวกับประจุของอิเล็กตรอน ไม่ได้นำเสนอข้อมูลครบถ้วน และไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดจึงลบข้อมูลบางส่วนออก

§ Louis Pasteur ไม่อ้างอิงในงานวิจัยของเขาซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้วัคซีนเพื่อต้านโรคแอนแทรก โดยกล่าวอ้างว่า เขาใช้วัคซีนของเขาเองในการกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ bacilli.

เมื่อไม่นานมานี้ ยังมีตัวอย่างของการทำผิดในการวิจัยโดย Thereza Imanishi-Kari  David Baltimore และ  Margot O’Toole (งานวิจัยเกี่ยวกับ hearings and regulations) ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ไม่ได้โด่งดังมากนัก ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1985 โดย Margot O’Toole ซึ่งเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Tufts ได้ทำงานให้กับ Thereza Imanishi-Kari ในขณะที่ David Baltimore ซึ่งเป็นนักวิจัยที่ MIT ก็เป็นผู้ประพันธ์ร่วม ที่ได้รับรางวัลโนเบล  O’Toole เชื่อว่านายจ้างของเธอ ซึ่งก็คือ Imanishi-Kari ได้ทำการปรับแต่งข้อมูล เธอจึงชี้แจ้งเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยต่อคณะกรรมการของมหาวิทยาลัย Tufts และ MIT แต่คณะกรรมการของทั้งสองมหาวิทยาลัยกลับไม่ได้ตัดสินว่า Imanishi-Kari ทำผิดในการวิจัย แต่สรุปแค่ว่าเป็นการทำวิจัยที่ไม่ระมัดระวังเท่านั้น และเมื่อคณะกรรมของ NIH เข้ามาร่วมสอบสวนก็เข้ามาช่วยล้างความผิดให้กับ Imanishi-Kari แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบแค่นั้น ต่อมา Walter Stewart และ Ned Feder ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์จาก NIH เข้ามาร่วมการสอบสวนเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัย พวกเขาทั้งสองเชื่อว่า NIH ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมในการนำปัญหาเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยของ Imanishi-Kari มาเปิดเผย จนกระทั่งต่อมาในปี 1991 NIH’s misconduct division , the Office of Scientific Integrity ก็ได้พบว่างานวิจัยดังกล่าวมีการทำผิดในรูปของการแต่งข้อมูล ผลที่ตามมาก็คือ Thereza Imanishi-Kiri ถูกสั่งห้ามในการรับทุนวิจัยจากรัฐบาลกลางอีกเป็นเวลานาน 10 ปี ในขณะที่ David Baltimore ก็ต้องลาออกจากการเป็นผู้บริหารของ Rockefeller University ในขณะที่ผู้ที่แจ้งปัญหาต่อคณะกรรมการ  Margot O’Toole ก็ต้องออกจากวงการวิทยาศาสตร์ไปด้วย 

The HHS Office of Research Integrity ได้จัดตั้ง the OSI decision เนื่องจากกรณีของ Imanishi-Kari ต่อมาในปี 1996  The HHS Office of Research Integrity ก็ร้องเรียนต่อคณะกรรมการบริหารเพื่อให้ยกเลิก ORI decision ในขณะที่คณะกรรมการบริหารกลับกล่าวว่า ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ใดๆ ว่า Thereza Imanishi-Kiri ปรับแต่งข้อมูล แต่เพียงถูกกล่าวหาว่าเป็นการทำวิจัยที่ไม่ระมัดระวังเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการตรากฎระเบียบที่ให้ความสำคัญกับข้อกล่าวหาการทำผิดในการวิจัยโดย  NIH และ NSF ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิของผู้ที่รายงานการทำผิดในการวิจัย สิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และกระบวนการร้องเรียน

 Reference: http://www.hhs.gov/dab/decisions/dab1582.html

กรณีศึกษา Eric T. Poehlman Ph.D. Case

ในเดือนมีนาคม 2005  the Office of Research Integrity (ORI) พบว่า อาจารย์ของคณะแพทย์ศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัย Vermont College of Medicine ซึ่งก็คือ  Eric T. Poehlman, Ph.D., ได้มีส่วนในการทำผิดในการวิจัยทั้งการเขียนข้อเสนอขอทุนวิจัย การดำเนินการวิจัย และการรายงานผลการวิจัย โดยในขั้นของการเขียนข้อเสนอขอทุนวิจัยจาก NIH  Poehlman ได้ดัดแปลงข้อมูลที่นำมาจากการศึกษาเกี่ยวกับอายุของคนหลายรุ่น เขาดัดแปลงทั้งวิธีการวัดผล และปรับข้อมูลมาตลอดในช่วงระยะเวลาที่เขาทำการวิจัย ตลอดหลายปีที่เขาทำวิจัย เขาได้รายงานข้อมูลที่มาจากการดัดแปลงต่อที่ประชุมหลายๆครั้ง รวมทั้งในผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ด้วย เขาได้ดัดแปลงและปรับแต่งข้อมูลหลายต่อหลายครั้งเพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่สนับสนุนสมมติฐานของเขา และยังรายงานเกี่ยวงานวิจัยที่นำมาต่อยอดซึ่งไม่มีอยู่จริง นอกจากนี้ ยังยังนำเสนอรายงานเท็จต่อคณะกรรมการมหาวิทยาลัย และเมื่อความจริงปรากฏผลที่ตามมาก็คือ Poehlman ยินยอมที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเป็นที่ปรึกษาของ the Public Health Service  และลาออกจากการเข้าไปทำงานวิจัยสนับสนุนรัฐบาลสหรัฐ ต่อมาในปี 2006 เขาก็ถูกลงโทษโดยการจำคุก 399 วัน

  Reference: http://grants1.nih.gov/grants/guide/notice-files/NOT-OD-05-040.html

กรณีศึกษา Scott Reuben, MD

ในปี 2010 Scott Reuben, MD ซึ่งเป็นวิสัญญีแพทย์ได้ยอมรับผิดเกี่ยวกับการดัดแปลงผลการวิจัยซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาระงับความเจ็บปวด เช่น ยา celecoxib (Celebrex; Pfizer) และยา rofecoxib (Vioxx; Merck) สำหรับความเจ็บปวดหลังการทำศัลยกรรม โดยบริษัท Pfizer เป็นผู้ให้ทุนวิจัยในการศึกษาทางคลินิกเพื่อให้เขาใช้ยาของบริษัท celecoxib เป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาวิจัย ต่อมา Dr. Reuben ก็รายงานความสำเร็จในการศึกษาวิจัยในสองงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร  the journal Anesthesia & Analgesia ว่าเขาได้รักษาคนไข้ 200 คน โดยมี 100 คนได้รับยา  placebo และอีก 100 คนได้รับยา celecoxib และประสบความสำเร็จในการบำบัดความเจ็บปวด แต่ต่อมาเขาก็ยอมรับว่า เขาไม่ได้เชิญคนไข้มาทดลองแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการเท่านั้น ทำให้วารสารที่ตีพิมพ์ต้องถอนผลงานของเขาออกไปกว่า 20 บทความที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดในการวิจัยดังกล่าว  หลังจากนั้น ก็มีข่าวจาก the publication Anesthesiology News ว่า Dr. Reuben ต้องถูกลงโทษโดยการจำคุกเมื่อเดือนมิถุนายน 2010 เป็นเวลานาน 6 เดือนด้วยข้อหาการฉ้อโกงด้านสุขภาพ (healthcare fraud)

Reference: www.medscape.com – “Anesthesiologist Sentenced to 6 Months for Faked Research”

การป้องกันการทำผิดในการวิจัย

          นักวิจัยได้ถกเถียงเกี่ยวกับการป้องกันการทำผิดในการวิจัยเพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อถือในงานวิจัยที่จะช่วยสร้างความก้าวหน้าในวงการวิจัยและให้ได้รับการสนับสนุนโดยสาธารณชน การที่จะสร้างความไว้วางใจของสาธารณชนในหน่วยงานวิจัยนั้นมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในงานวิจัยที่ผ่านมาและที่กำลังดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม กรณีการทำผิดในการวิจัยที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งสถานการณ์ที่ตึงเครียดสำหรับผู้ที่ต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทั้งตัวผู้ถูกกล่าวหา ผู้ร่วมงาน ผู้ร้องเรียน สถาบัน ผู้ให้ทุนสนับสนุน คนไข้ และวารสารที่นำงานวิจัยไปตีพิมพ์ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะในการป้องกันและการระบุการทำผิดในการวิจัยดังนี้

 § ผู้บริหารสถาบันวิจัย หรือห้องแลบ จะต้องสร้างบรรยากาศที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของจริยธรรมในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

§ พนักงานในสถาบัน/แลบ จะต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับจริยธรรม

§ ผู้กำกับดูแลจะต้องมีการสื่อสารกับพนักงานอย่างต่อเนื่อง และต้องเข้าไปกำกับดูแล ตรวจสอบ และสุ่มตรวจเกี่ยวกับ research records

§ พนักงานควรที่จะต้องถูกต้องคำถามเกี่ยวกับการดัดแปลงข้อมูลใน research record ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเกินจริง การลบข้อมูลออก การเปลี่ยนแปลงการบันทึกข้อมูลทางอิเลคทรอนิกส์  

§ ถ้าเป็นไปได้ ควรมีติดต่อคนไข้กลุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจสอบและการควบคุมคุณภาพการวิจัย และติดตามผลกับคนไข้กลุ่มตัวอย่าง

§ ให้ภาระงานแก่พนักงานอย่างเหมาะสม

§ ข้อตกลงควรที่จะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของทั้งพนักงานและคนไข้

  § แบบฟอร์มการเก็บข้อมูลควรที่จะถูกออกแบบให้มีความง่ายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

§ สำหรับการวิจัยที่กำลังดำเนินอยู่ ควรที่จะฝึกอบรมพนักงานมากกว่าหนึ่งคนในการทำหน้าที่ติดตามผล

§ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในข้อมูลควรจะต้องทำโดยการขีดฆ่าออกจากข้อมูลต้นฉบับ 

§ สำเนาของรายงานของทุกๆ แลบควรที่จะเก็บไว้โดยแลบที่ทำวิจัย 

§ ผู้สนับสนุนการทำวิจัยไม่ควรจ่ายโบนัสที่ขึ้นอยู่กับจำนวนคนไข้ที่นำมาเป็นกลุ่มตัวอย่าง และไม่ควรให้นักวิจัยยอมรับโบนัสดังกล่าว   

Peter H. Abbrecht, M.D., Ph.D. from the Office of Research integrity (ORI), from PowerPoint presentation: “Comprehending Research Misconduct and Malfeasance” (http://www.endosociety.org/about/ethics/upload/11.ppt).

เป็นเรื่องธรรมดาแค่ไหนสำหรับการทำผิดในการวิจัย

กรณีศึกษาการทำผิดในการวิจัยไม่เคยถูกรวบรวมจนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1990 อย่างไรก็ตาม มีการประมาณการว่า อัตราการทำผิดในการวิจัยในสหรัฐต่อนักวิจัย 100000 คน อยู่ที่ 1 ต่อ 100,000 โดยในช่วงปี 2004-2006 มีจำนวนข้อกล่าวหาที่ส่งมายัง ORI 271 เคส ในขณะที่ช่วงปี 2007 และ 2008 มีจำนวน 217 และ 201 เคส ซึ่งมากกว่าช่วงปี 1992-2007 ที่มีเพียง 198 เคส ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการจัดการการทำผิดในการวิจัยของแต่ละหน่วยงานที่ไม่ได้มาการรายงานต่อรัฐบาลกลางซึ่งอาจทำให้มีการทำผิดจริงๆ เกิดขึ้นในจำนวนที่มากกว่านี้

ผู้ร้องเรียนการทำผิดในการวิจัย : การรายงานการทำผิด  

กฎระเบียบของรัฐบาลต้องการหน่วยงานที่จะวางนโยบายและระบบที่จะสามารถนำระเบียบไปปฏิบัติได้เกิดประสิทธิผล เพื่อให้แต่ละบุคคลสามารถรายงานการทำผิดในการวิจัยโดยไม่กลัวว่าจะเกิดผลร้ายแก่ตัวเขาเอง จากการศึกษาของ ORI ในปี 1995 พบว่า มากกว่าสองในสามของผู้ร้องเรียนการทำผิดในการวิจัยต้องเผชิญกับผลกระทบทางลบอย่างน้อยก็ต้องถูกกดดันให้ยกเลิกข้อร้องเรียน หรือบางคนต้องถูกกล่าวหาเสียเอง บางคนก็ถูกขับไล่โดยเพื่อนร่วมงาน ในขณะที่บางคนก็ได้รับการสนับสนุนการวิจัยลดลง มีผู้ร้องเรียนบางคนกล่าวว่าพวกเขาถูกไล่ออก และบางคนก็ถูกปฏิเสธในการเลื่อนตำแหน่ง แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบทางลบอะไรร้อยละ 90 ก็มีแนวโน้มที่จะแจ้งให้ ORI ทราบอีกถ้าหากพบเห็นการทำผิดในการวิจัย และที่น่าแปลกใจคือ ร้อยละ 75 ของผู้ที่ได้รับผลกระทบทางลบก็มีความตั้งใจที่จะแจ้งการทำผิดในการวิจัยอีก (รายงานฉบับเต็มของ ORI สามารถดาวโหลดได้ที่ http://ori.hhs.gov/documents/consequences.pdf)

สำหรับรายงานในปี 2006 ได้อธิบายถึงประสบการณ์ของ ORI ที่มีต่อผู้ร้องเรียน โดยมีการทบทวนกฎระเบียบ บทบาทของผู้ที่รายงานการทำผิดในการวิจัย และภาระหน้าที่ของหน่วยงานวิจัยและ ORI ที่จะต้องนำเสนอแนวทางในการจัดการกับข้อร้องเรียนอย่างมีประสิทธิผล (รายงานฉบับเต็มของ ORI สามารถดาวโหลดได้ที่  The full paper is at http://ori.hhs.gov/documents/Complainantarticle-Pascal-8-06.pdf)

อะไรคือแนวทางสำหรับผู้ร้องเรียนการทำผิดในการวิจัย  

ผู้ร้องเรียนการทำผิดในการวิจัย (“whistleblowers”) จะได้รับการปกป้องโดยกฎระเบียบที่ออกโดยรัฐบาลระดับสหพันธรัฐและรัฐบาลแห่งรัฐ โดย the False Claims Act of 1986 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรก ที่เริ่มมีบทบัญญัติในการปกป้องเสรีภาพในการพูดของบุคคลที่รายงานการทำผิดในการวิจัย ซึ่งเป็นกฎหมายพัฒนาขึ้นในช่วงสงครามพลเมืองที่ไม่เพียงปกป้องรัฐบาลจากผู้รับจ้างโครงการของรัฐที่ประพฤติไม่ดีแล้ว ยังเป็นการให้รางวัลผู้ร้องเรียนอีกด้วย โดยการกำหนดรางวัลที่ร้อยละ 15-30 ของผลลัพธ์หลังการพิจารณาคดี และยังมีบทบัญญัติในการเยียวยาแก่ผู้ร้องเรียนหากได้รับผลกระทบทางลบจากการถูกตอบโต้หลังการร้องเรียน ซึ่งแนวทางปฏิบัติเพื่อปกป้องผู้ร้องเรียนที่พัฒนาโดย HHS มีดังนี้

  1. การทำเอกสารร้องเรียน : เมื่อต้องการร้องเรียนจำเป็นต้องทำเอกสารให้มีความรอบคอบที่ระบุว่า ได้ทำเอกสารเมื่อไร เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไร ใครทำอะไร เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำไปแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น   
  2. กระบวนการจัดการภายในหน่วยงาน : เนื่องจากรัฐบาลกลางได้กำหนดให้หน่วยงานมีนโยบายจัดการกับปัญหาการทำผิดในการวิจัย โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับหน่วยงานในการจัดการปัญหาด้วยตัวเอง หากผู้ใดที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหา เขาจะต้องทบทวนกระบวนการจัดการภายในหน่วยงานก่อน เช่นเดียวกันกับผู้ร้องเรียนที่จะต้องรู้ว่าใครคือผู้ถูกกล่าวหา อะไรคือหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา วิธีการในการได้มาซึ่งหลักฐาน ใครมีบทบาทในการสอบสวนข้อกล่าวหา บทบาทของผู้ร้องเรียนที่ควรจะเป็นคืออะไร และกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลานานเพียงใด          
  3. ทัศนคติ : ผู้ที่มีประสบการณ์ในการวิจัยไม่มากนักจำเป็นต้องค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการร้องเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดควรที่จะต้องไปหารือกับนักวิจัยอาวุโสก่อน หรืออาจจะหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
  4. การแก้ปัญหาความขัดแย้ง : บางข้อกล่าวหาอาจจะถูกจัดการแก้ไขโดยใช้วิธี conflict resolution ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการก่อน เพื่อสร้างความตกลงร่วมกัน เพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับปัญหา ซึ่งอาจต้องมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ผู้ตรวจสอบจากภายนอก   
  5. แรงจูงใจของผู้ร้องเรียน : ผู้ร้องเรียนควรตระหนักว่าพวกเขาอาจจะต้องถูกตอบโต้ เขาจึงควรนำเสนอในรูปของการตั้งคำถามมากกว่าการสรุปว่าใครทำผิด

*Michael Kalichman, Director of the University of California San Diego Research and Ethics Program. “Seven Key Components of Good Peer Review”: Responsible Conduct of Research: An Introductory Guide (2001)

การติดตามผลข้อร้องเรียนการทำผิดในการวิจัย   

จากข้อมูลของ The Office of Science and Technology Policy (OSTP Policy)  ได้กล่าวว่า “หน่วยงานของรัฐบาลกลาง (Public Health Services Policy; National Science Foundation Policy) มีอำนาจเต็มใจการจัดการกับกรณีการทำผิดในการวิจัยในส่วนของโครงการที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลาง แต่สถาบันวิจัยก็มีภาระหน้าที่ในการป้องกันและตรวจสอบการทำผิด ทั้งการไต่สวนเบื้องต้น การสอบสวน และตัดสิน สำหรับข้อร้องเรียนที่เกิดภายในหน่วยงานของเขาเอง (see USC Scientific Misconduct Policy: http://ooc.usc.edu/policy-scientific-misconduct)

คำจำกัดความของ การไต่สวน สอบสวน และตัดสิน   

การไต่สวน คือ กระบวนการของการพิจารณาว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูลพอที่จะนำไปสู่การสอบสวนหรือไม่ ในขณะที่การสอบสวนเป็นกระบวนการที่เป็นทางการมากกว่า โดยเป็นการรวบรวมหลักฐานข้อเท็จจริงต่างๆ ที่จะนำไปสู่การพิจารณาว่าจะไม่รับข้อกล่าวหาหรือมีข้อแนะนำสำหรับสิ่งที่ค้นพบในการทำผิดในการวิจัย ในช่วงการแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง (resolution phase) คำแนะนำที่ได้จากขั้นตอนสอบสวนจะถูกนำมาทบทวน และการตัดสินลงโทษ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพฤติกรรมที่เป็นการทำผิดในการวิจัย จะต้องเป็นการกระทำโดยตั้งใจ หรือการกระทำที่รู้ตัว หรือเป็นการกระทำที่ไม่ได้คำนึงถึงแนวทางการปฏิบัติที่มีอยู่ ข้อกล่าวหาจะต้องถูกพิสูจน์โดยพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นความจริงหรือไม่จริง ดังนั้น มาตรฐานของ “หลักฐานที่น่าเชื่อถือและชัดเจน” และ  “เป็นมากกว่าแค่ข้อสงสัย” จึงต้องการการพิสูจน์อย่างหนัก

หน่วยงานรัฐบาลมักจะปล่อยให้สถาบันวิจัยจัดการเรื่องร้องเรียนในเบื้องต้นกันเอง แต่บางครั้งหน่วยงานภาครัฐจะนำมาพิจารณาไต่สวนเอง แต่ในบางสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านสุขภาพและความมั่นคงปลอดภัยหน่วยงานภาครัฐจะรีบทำการสอบสวนและจัดการอย่างรวดเร็วเพื่อปกป้องประโยชน์ของประเทศ

มาตรฐานในการรายงานการทำผิดในการวิจัยต่อรัฐบาลกลาง

สถาบันวิจัยจะต้องแจ้งต่อหน่วยงานภาครัฐถ้ามีไต่สวนกรณีการร้องเรียนการทำผิดในการวิจัยที่เป็นโครงการที่ได้รับทุนจากหน่วยงานของรัฐบาลกลาง  เมื่อสิ้นสุดการสอบสวน สถาบันวิจัยจะต้องนำสำเนาหลักฐาน รายงานผลการสอบสวน และคำแนะนำ ส่งไปยังหน่วยงานที่เป็นผู้พิจารณาตัดสิน รวมทั้งนำผลการตอบสนองต่อพยานหลักฐานและคำแนะนำของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตัดสิน เพื่อแจ้งไปยังหน่วยงานของรัฐบาลกลาง แต่ถ้าในช่วงการไต่สวน พบว่ามีประเด็นที่เกี่ยวกับด้านสุขภาพและความมั่นคง การดำเนินโครงการวิจัยจะถูกหยุดทันที และถ้ามีประเด็นเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะกฎหมายแพ่งหรืออาญา หรือเป็นเรื่องที่ถูกเปิดเผยออกไปยังสาธารณชน สถาบันวิจัยจะต้องแจ้งต่อหน่วยงานของรัฐบาลกลางทันที

การปกป้องผู้ร้องเรียนการทำผิดในการวิจัยและผู้ถูกกล่าวหา

 สถาบันวิจัยจะต้องจัดหามาตรการปกป้องผู้รายงานการทำผิดในการวิจัยและผู้ที่ถูกกล่าวหา เพื่อให้ผู้ร้องเรียนที่หวังดีรู้สึกปลอดภัยจากการตอบโต้ ทำนองเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาก็ควรได้รับสิทธิในการปกป้อง โดยการเก็บรักษาเรื่องราวเป็นความลับ มีการให้ข้อมูลแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่เพียงพอ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ได้ และมีโอกาสในการแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่กระบวนการพิจารณาเรื่องร้องเรียนควรที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินงานของสถาบัน

 นโยบายเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยของ  PHS เป็นนโยบายที่กำหนดให้สถาบันวิจัยต้องปกป้องผู้ร้องเรียน พยาน และผู้ที่เกี่ยวข้องในคณะกรรมการไต่สวนและสอบสวน สามารถดูข้อมูลได้จาก  http://ori.hhs.gov/documents/42_cfr_parts_50_and_93_2005.pdf.

ในปี 1995 ORI  ได้พัฒนาแนวทางสำหรับสถาบันและผู้ร้องเรียน (Guidelines for Institutions and Whistleblowers : Responding to Possible Retaliation Against Whistleblowers in Extramural Research”)  เพื่อตอบสนองต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการตอบโต้ผู้ร้องเรียน สามารถดูได้จาก http://ori.hhs.gov/misconduct/Guidelines_Whistleblower.shtml

การลงโทษ

การลงโทษผู้ทำผิดในการวิจัยมีแนวปฏิบัติดังนี้

 § มีขั้นตอนที่เหมาะสมในการตรวจสอบ research record.

§ การมีจดหมายสำหรับการว่ากล่าวตักเตือน

§  การกำหนดโทษของมาตรฐานขั้นต่ำเพื่อทำให้แน่ใจว่าจะสอดคล้องกับเงื่อนไขการให้ทุนสนับสนุน     

§ ยับยั้งหรือยกเลิกการให้ทุนวิจัย และ/หรือการสั่งห้ามบุคคลนั้นมาขอรับทุนวิจัยอีก   

§ การสั่งชดใช้ทุนคืน

สถาบันวิจัยจำเป็นต้องดำเนินการลงโทษให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ  โดย ORI ได้เปิดเผยกรณีการทำผิดในการวิจัยใน Federal Register  จดหมายข่าวของ ORI  รายงานประจำปีของ ORI  และเว็บไซต์ของ the ORI  นอกจากนี้ยังพบได้ใน  NIH Guide to Grants and Contracts  และสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร นอกจากนี้ PHS ก็ยังสามารถลงโทษด้วยวิธีการทางบริหารได้อีกด้วย 

สามารถดูข้อมูลได้ใน  http://ori.hhs.gov/misconduct/admin_actions.shtml

หน่วยงานภาครัฐอาจจะมีมาตรการลงโทษที่นอกเหนือไปจากมาตรการของสถาบัน ถ้าหากเป็นการทำผิดในการวิจัยที่เป็นการทำผิดกฎหมายอาญาและแพ่ง ซึ่งหน่วยงานภาครัฐมีอำนาจที่จะมอบหมายให้มีการทบทวนใหม่  

สรุป

รัฐบาลได้นำกฎระเบียบใหม่มาปรับใช้เพื่อจัดการกับปัญหาการทำผิดในการวิจัย มันเป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำวิจัยที่จะต้องทำความเข้าใจกับระเบียบดังกล่าวเพื่อที่จะทราบว่าจะต้องดำเนินการอะไรบ้างเมื่อมีการร้องเรียน ซึ่งการทำผิดในการวิจัยจะก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ที่ได้กระทำ รวมทั้งผู้ร้องเรียน และสถาบันวิจัยด้วย

Case Studies

 I. “การแก้ไขและการให้เครดิต”  –  การลักลอกข้อมูล

นักศึกษาคนหนึ่งชื่อ Lin ได้เคยทำงานในจีนในช่วงก่อนหน้านี้ และปัจจุบันอยู่ในระหว่างการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาปีที่ 2 เขาสนุกกับการทำวิจัย และประสบความสำเร็จอย่างมากในการเรียนภาคทฤษฎีของเขา แต่กังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านภาษาอังกฤษ ในช่วงฤดูร้อน เขาถูกทาบทามให้ช่วยเขียนบทความเกี่ยวกับ  “Intelligence Testing from Binet to the Present” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาจิตวิทยา เขาจึงอ่านข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และคัดลอกภาษาจากบทความที่ทบทวนไว้ แม้ว่าเขาจะอ้างอิง แต่ก็ไม่ได้ใช้  quotation marks เพื่อระบุถึงภาษาที่ยืมผู้อื่นมา  

1. ทำไมจึงเป็นสิ่งผิด  

2. มันสำคัญอย่างไรที่ประโยคที่คัดลอกมาควรจะต้องทำเครื่องหมายระบุไว้   

3. จะทำอย่างไรเพื่อให้นักศึกษาต่างชาติหรือเจ้าหน้าที่ของคณะมีความสามารถถึงระดับที่จำเป็นอย่างไร   

ในปีต่อมา Juan เขียนข้อเสนอสำหรับการทดสอบครั้งที่สอง เขาตระหนักดีว่าต้องระวังไม่ให้งานของเขาเป็นการลักลอกผลงานผู้อื่น  แต่เขากังวลเกี่ยวกับภาษาอังกฤษของเขา เขาจึงขอให้เพื่อนร่วมห้องช่วยแก้ไขภาษาให้ถูกต้อง และในที่สุดคณะกรรมก็กล่าวหาเขาว่าทำการลักลอกข้อมูลของผู้อื่น

1. เขาผิดหรือไม่กับการที่ให้เพื่อนช่วยแก้ไขภาษา  

2. อะไรคือความรับผิดชอบของคณะ  

3. เขาควรทำอะไร

II.  การให้เครดิต

 Dr. Rev Revson ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอก ได้ทำงานในคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย Time University เมื่อที่ปรึกษาของเขา Dr. Jones ได้รับบทความมาจาก   the Journal of Adult Learning จึงได้ขอให้ Rev ช่วยอ่านและเขียนวิจารณ์ ไม่นานหลังจากนั้น ณ ที่ประชุม บรรณาธิการของวารสารได้คุยกับ Dr. Jones เกี่ยวกับไอเดียที่ Rev เขียนลงในบทวิจารณ์ Rev รู้สึกแย่ ที่ไม่ได้ให้เครดิตเจ้าของไอดียดังกล่าว

 . Rev feels kind of bad, but cannot quite figure out the wrongs and rights of having done the review in the first place, and not getting credit for the idea.

 1. สิ่งที่คุณคิดคืออะไร  

2. จะให้เครดิตสำหรับไอเดียในสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างไร   

3. ทำไมเครดิตจึงสำคัญ 

II. ในสาขาที่ไม่มีใครรู้จัก 

LaToya Johnson และ Sandra Rajeev เป็นนักศึกษาปริญญาโทปีหนึ่ง ซึ่งได้ทำงานที่สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในนิวยอร์กซิตี้กับ  Dr. Francine Lockheart ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาผลกระทบของการไม่มีบ้านของเด็กๆ   Dr. Lockheart ได้รับทุนขนาดใหญ่จากรัฐบาลกลางเพื่อศึกษาเกี่ยวกับการได้รับการศึกษาของเด็กไร้บ้าน เปรียบเทียบกับเด็กที่มีบ้านแต่ยากจน โดยในการศึกษาวิจัยจะเป็นการศึกษาต่อเนื่องโดยจะติดตามเด็กกลุ่มดังกล่าวเป็นระยะยาวนาน 5 ปี นับแต่พวกเขาเรียนอยู่เกรด 5 จนถึงเกรด 10

ส่วนหนึ่งของการวิจัยจะเป็นการลงภาคสนาม ที่จะต้องลงไปสำรวจถึงที่อยู่ของเด็กไร้บ้าน และต้องขอความยินยอมจากครอบครัวของเด็กในการเข้าไปเก็บข้อมูลตลอดระยะเวลา 5 ปี นักวิจัยได้รับมอบหมายให้ศึกษาและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กเหล่านั้น ซึ่งจะต้องไปขอความยินยอมและเห็นชอบโดยพ่อแม่ของเด็ก และบางส่วนของแบบสำรวจก็จะต้องให้พ่อแม่กรอกข้อมูลเกี่ยวกับตัวพวกเขาและตัวเด็ก และบางส่วนก็จะเป็นผลการทดสอบของเด็ก โดยทั้งแบบสำรวจและแบบทดสอบก็จะเป็นส่วนสำคัญในการเก็บข้อมูลภาคสนาม

 1. คุณคิดว่าสามารถปรับปรุงรูปแบบการทดสอบของโครงการวิจัยให้ดีขึ้นได้อย่างไร  

แม้ว่าการเพิ่มบุคคลอื่นเข้าไปร่วมในการทดสอบจะเพิ่มต้นทุนการวิจัยในช่วงแรก แต่การสำรวจแบบออนไลน์จะป้องกันปัญหาในการทำแบบทดสอบซ้ำใหม่ คาดว่าจะไปเผชิญปัญหานี้ภายหลังหรือไม่ การบันทึกข้อมูลและผลการทดสอบเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันโอกาสที่จะดัดแปลงหรือแต่งข้อมูลได้     

2. ทำไมการได้รับความยินยอมจากพ่อแม่เด็กทั้งเด็กที่มีบ้านและไร้บ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ  

แหล่งที่มา

USC Scientific Misconduct Policy http://ooc.usc.edu/policy-scientificmisconduct

Office of Research Integrity (ORI)— Research Misconduct http://ori.dhhs.gov/education/products/rc r_misconduct.shtml

ORI Guidelines for Institutions and Whistleblowers: Responding to Possible Retaliation Against Whistleblowers in Extramural Research http://ori.hhs.gov/misconduct/Guidelines _Whistleblower.shtml

CITI Program www.citiprogram.org

Scientific Misconduct Blog http://scientificmisconduct.blogspot.com/

Public Health Services (PHS) Policies on Research Misconduct http://ori.hhs.gov/documents/42_cfr_part s_50_and_93_2005.pdf

National Science Foundation (NSF)- Misconduct http://www.nsf.gov/oig/misconscieng.jsp

Facebook Comments

Share with: