ประเด็นทางจริยธรรมที่ปรากฏในเรื่องการทำผิดในการวิจัย หรือที่เรียกอีกอย่างว่า

“บูรณภาพ ในการวิจัย” (research integrity)

หรือ

“การดำเนินการวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ”(responsible conduct of research)

มีอยู่ด้วยกันหลายประการ ในหัวข้อนี้จะได้วิเคราะห์ประเด็นเหล่านี้ในเชิง วิชาการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การทำความเข้าใจความคิดพื้นฐานของเรื่องนี้ในรายละเอียดต่อไป

เป็นที่ทราบกันว่า การทำวิจัยโดยเฉพาะในวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่การหาความรู้เกี่ยวกับโลก และธรรมชาติเพื่อทำความเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการทำนาย ควบคุมปรากฏการณ์ธรรมชาติ การหาความรู้ดังกล่าวทำไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ซึ่งระเบียบดังกล่าว คิดขึ้นมาเพื่อให้หลักประกันว่า ความรู้ที่ผลิตขึ้นมาได้จากกระบวนการนี้ สามารถเป็นความรู้ที่นำไปสู่ การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติได้อย่างถูกต้องจริงๆ การทำผิดไปจากระเบียบแบบแผนดังกล่าว ก็จะ นำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ไม่สามารถนับเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ ซึ่งก็จะเกิดผลเสียแก่ สังคมโดยรวม เพราะเมื่อมีข้อสรุปที่อ้างว่าเป็น “ความรู้” ข้อสรุปดังกล่าวก็ไม่สามารถทำงานแบบที่ สังคมต้องการจะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ เช่นไม่สามารถทำนายและอธิบายปรากฏการณ์ได้ และยัง ไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเทคโนโลยีได้เพราะเทคโนโลยีที่ทำงานได้จริง ย่อมต้องอาศัยฐานความรู้ ที่เป็นจริงแก่ธรรมชาติ ดังนั้นมิติทางจริยธรรมที่สำคัญประการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า การทำตาม ระเบียบแบบแผนที่ถูกต้องของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่ต้องทำหรือเป็นหน้าที่ที่ผู้วิจัยทุกคน ควรจะต้องรับรู้และทำให้ซึมซับอยู่ในจิตสำนึก เพื่อให้งานของตนออกมาถูกต้อง อันจะเป็นประโยชน์แก่ วงการความรู้และสังคมโดยรวม

ประวัติของแนวคิดเกี่ยวกับบูรณภาพการวิจัย

เนื่องจากในปัจจุบันวงการวิชาการของไทยมีความตื่นตัวและมีการผลิตผลงานวิจัยเพิ่มมากขึ้น ข่าวคราวเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยในประเทศไทยจึงมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรายละเอียดเรื่องนี้จะกล่าวถึง ในบทถัดไป อย่างไรก็ตามมาตรการการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบยังต้องพัฒนาอยู่อีกพอสมควร เนื่องจากประเทศไทยยังมีวงการวิชาการค่อนข้างเล็ก และมีความเกรงใจกันและความรู้สึกว่าต้องมีการ

รักษาชื่อเสียงหรือรักษา “หน้า” ของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดในการวิจัย อันที่จริงก็มีหน่วยงานบางแห่งที่ เริ่มมีหน่วยงานภายในที่ทำงานเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ เช่น คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล มีหน่วยงานที่เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Office of Research Integrity and Compliance มีหน้าที่ รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัย สอบสวนข้อเท็จจริงและเสนอผลการสอบสวนดังกล่าว ให้แก่ผู้มีอำนาจสั่งการพิจารณา ซึ่งก็เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน Office of Research Integrity ทั่วไปในระดับสากล เราอาจเรียกหน่วยงานนี้เป็นภาษาไทยได้ว่า “สำนักงานบูรณภาพการวิจัย” แต่ อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยอื่นๆในประเทศไทยเช่นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ยังไม่มีหน่วยงานนี้ แต่ การดำเนินการเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัย ยังเป็นแบบไม่เป็นทางการอยู่ เช่นเมื่อมีเรื่องร้องเรียน หรือ เรื่องการทำผิดเกิดขึ้นจนเป็นที่รับรู้ในระดับสาธารณะ ก็ให้ภาควิชาต้นสังกัดเป็นผู้พิจารณา และให้ หน่วยงานในการบริหารระดับสูงขึ้นไปพิจารณาสั่งการ ในบทต่อๆไปเราจะอภิปรายเรื่องนโยบายในการ บริหารงานเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยเป็นการเฉพาะ ในหัวข้อนี้เราสนใจประเด็นว่าแนวคิดเกี่ยวกับ การต้องให้ความสนใจแก่การทำผิดในการวิจัยในหน่วยงานวิชาการ (มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของ รัฐ) เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และในปัจจุบันสถานะเป็นอย่างไรมากกว่า

กล่าวโดยสรุป ความเป็นมาของการทำผิดในการวิจัยกับมาตรการกำกับดูแลปัญหาดังกล่าวใน ประเทศไทยกำลังเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการทำผิดในการวิจัยเพิ่งจะเริ่มมีขึ้นใน ประเทศไทย หากดูตัวอย่างของประเทศอื่นๆประกอบ ก็เข้าใจได้ว่าการทำผิดในการวิจัยในประเทศไทย เกิดขึ้นมานานมากแล้ว เท่าๆกับที่มีการทำวิจัยในประเทศ เพียงแต่ว่าการหาหลักฐานมายืนยันเรื่องนี้ทำได้ยากด้วยมีวัฒนธรรมในการปกปิดการทำผิดในหมู่ชนชั้นนำ อันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยมานาน ดังที่ทราบกันดี อย่างไรก็ตามแรงกดดันจากภายนอกผ่านทางการร่วมมือกันทำวิจัยในระดับหลาย หน่วยงานและหลายประเทศ รวมกับกระแสของการแข่งขันกันผลิตผลงานทางวิทยาศาสตร์และแข่งกัน ยกระดับการจัดอันดับของมหาวิทยาลัยโดยหน่วยงานระดับสากล ทำให้มหาวิทยาลัยไทยต้องปรับตัวไม่ สามารถอยู่กับการประพฤติปฏิบัติเดิมๆอีกต่อไปได้ เหตุการณ์นี้จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายเหตุใด มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้จัดตั้ง Office of Research Integrity ในหลายๆคณะภายในมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้สถาบันวิจัยระดับสูงของประเทศ เช่นหน่วยงานวิจัยภายใต้สำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ก็ได้จัดตั้งหน่วยงานแบบเดียวกันในองค์กรของตนเองด้วย

นอกจากนี้ แรงกดดันที่มาจากภายนอกอีกด้านหนึ่งก็ได้แก่การที่มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ในประเทศ ต้องจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ซึ่งอันที่จริงก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบบูรณภาพการวิจัย แต่เนื่องจากแรงกดดันเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมากกว่าเรื่องกระบวนการภายในของการวิจัย มหาวิทยาลัยกับสถาบันวิจัยของไทยจึงเริ่มดำเนินการเรื่องนี้มาก่อน โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการ จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ในหลายหน่วยงาน มีการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการทดลองในมนุษย์และใน สัตว์ทดลอง ซึ่งจนถึงเวลาที่เขียนรายงานฉบับนี้ กฎหมายเกี่ยวกับสัตว์ทดลองได้ประกาศใช้แล้ว แต่กฎหมายเกี่ยวกับการทดลองในมนุษย์ยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา

ดังที่กล่าวไปแล้ว แม้ว่าแนวคิดเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยที่ไม่ใช่จริยธรรมของการวิจัยใน มนุษย์หรือในสัตว์ทดลองจะยังเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในสังคมไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักวิจัยไทยไม่ เคยทำผิดมาก่อน ความเชื่อประการหนึ่งที่อธิบายปรากฏการณ์การลักลอกข้อมูลและความคิดของผู้อื่น ซึ่งมีอยู่ในปริมาณมากในสังคมไทย ได้แก่การที่คนไทยเชื่อว่าการคัดลอกความคิดหรือข้อเขียนของผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่มีความรู้และบารมีสูง ไม่เป็นความผิด ในทางตรงข้ามยังเป็นการดีด้วยซ้ำที่จะทำให้ ความคิดนั้นๆเผยแพร่ออกไป และคนอ่านโดยทั่วไปก็ไม่ถือว่าความคิดที่เผยแพร่มาจากผู้อื่นนั้น ความข้อ นี้ปรากฏในการเรียนแบบดั้งเดิมของไทยที่เน้นหนักเรื่องการคัดลอกข้อความที่ถือว่าเป็นความจริงสูงสุด อยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องค้นคว้าอะไรเพิ่มเติมอีก เป้าหมายของการเรียนอยู่ที่การจดจำข้อความ เหล่านั้นให้ถูกต้องทุกตัวอักษร ไม่ต้องไปแต่งเติมหรืออธิบายอะไรเองเพราะไม่มั่นใจว่าการแต่งเติมหรือ การอธิบายนั้นจะทำให้เนื้อความของข้อความในตำราศักดิ์สิทธิ์นั้นผิดไปหรือไม่ ด้วยเหตุนี้การลอกเลียน จึงไม่เป็นความผิดและยังได้รับการสนับสนุนด้วยซ้ำ เมื่อระบบการศึกษาเปลี่ยนจากแบบโบราณมาเป็น แบบสมัยใหม่ ความเชื่อเดิมๆนี้ก็ไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปด้วย และก็ยังได้รับการถ่ายทอดมาอย่างไม่ เปลี่ยนแปลงมาสู่ระบบการศึกษาสมัยใหม่ ซึ่งเรื่องนี้สามารถอธิบายปรากฏการณ์ที่ว่าเหตุใดนักเรียนไทย จึงมักเน้นเรื่องการท่องจำและการหาคำตอบตายตัวในทุกสิ่งทุกอย่างและทนไม่ได้กับความไม่แน่นอน ของความรู้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในความเป็นจริงการค้นคว้าหาความรู้ จำเป็นต้องประกอบไปด้วยความไม่ แน่นอนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว งานวิจัยเกี่ยวกับการลักลอกผลงานทางวิชาการของวิไลวรรณ ปึงพิพัฒน์ ตระกูล ระบุว่าสาเหตุหลักประการหนึ่งของการลักลอกผลงานวิจัยในหมู่อาจารย์และนิสิตของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ปทัสฐานทางวัฒนธรรม วิไลวรรณกล่าวว่าสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งได้แก่ความไม่รู้ ซึ่งก็หมายความว่าระบบการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในประเทศ ยังต้องปรับปรุงอีกมาก และเราก็มองได้อีกแง่หนึ่งว่าสาเหตุที่ความไม่รู้กับปทัสฐานทางวัฒนธรรมเป็นสาเหตุ สำคัญของพฤติกรรมการลักลอกผลงานวิชาการ ก็มาจากว่าสังคมไทยยังไม่ให้ความสำคัญแก่เรื่องนี้มากนัก ความเชื่อพื้นฐานของสังคมไทยก็ยังเป็นว่าการลักลอกไม่ใช่ความผิด หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่ควรถือเป็น เรื่องร้ายแรงที่จะต้องรีบหาทางแก้ไข ซึ่งความคิดเช่นนี้เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ และวิชาการสาขาอื่นๆของประเทศโดยตรง นอกจากนี้งานวิจัยของวิไลวรรณยังสอดคล้องกับงานวิจัย ของ Nina Heckler กับ David Forde ที่พบว่าปัจจัยทางวัฒนธรรม (ในกรณีนี้ได้แก่วัฒนธรรมอเมริกัน) มีส่วนส าคัญในจิตสำนึกของนักศึกษาเวลาคิดเกี่ยวกับการลักลอกผลงาน

นิยามของ “การวิจัย”

Facebook Comments

Share with: