02 218 4756

Safeguarding research integrity in China (ทบทวนวรรณกรรม)

Safeguarding research integrity in China (ทบทวนวรรณกรรม)

 

Jane Qiu (2015) ศึกษาเกี่ยวกับการปกป้องจริยธรรมการวิจัยในจีน โดยนำเสนอการอภิปรายถกเถียงระหว่างบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ เกี่ยวกับ ของการขาดจริยธรรมในการวิจัยและแนวทางการแก้ปัญหาในจีน  

ผลการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับปัญหาด้านการทำผิดในการวิจัย พบว่า ที่ผ่านมา ประเด็นด้านจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นประเด็นที่น่ากังวลทั้งในจีนและวงการวิชาการระหว่างประเทศ  ซึ่งจากการสำรวจ  ในปี 2013 จากผู้ตอบแบบสอบถามทั่วประเทศจำนวน 33000 คน เกือบครึ่งของนักวิทยาศาสตร์คิดว่าการทำผิดในการวิจัยเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้อยละของผู้ที่เป็น  ‘ghost authorship’ หรือผู้ที่ร่วมทำวิจัยแต่ในนามแต่ไม่ได้เข้ามาร่วมในการทำงานจริง อยู่ที่ 50.1 ส่วนการทำผิดในการวิจัยในรูปของการลักลอกงานวิจัยอยู่ที่ร้อยละ 43.7 ในขณะที่การผิดในการวิจัยในลักษณะการดัดแปลงงานวิจัย และการแต่งข้อมูล อยู่ที่ร้อย 42.3 และ 36.7  สะท้อนให้เห็นถึงการขาดการกำกับดูแลที่ดีในหลายๆ ระดับ นอกจากนี้ ยังพบว่า จากการใช้เครื่องมือตรวจสอบการลักลอกงานวิจัยในปี 2013 ที่ได้รับทุนจาก National Natural Science Foundation of China (NSFC)  พบว่า มากกว่า 400 งานวิจัยมีความคล้ายคลึงกันกับงานในอดีตกว่าร้อยละ 50 และกว่า 40 งานวิจัยมีความคล้ายคลึงถึงร้อยละ 80 ซึ่งการทำผิดในการวิจัยเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปในวงการวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ แต่หลายๆ กรณีที่เป็นการทำผิดในการวิจัยเป็นงานวิจัยจากประเทศจีน  และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะจีนยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ซึ่งในอนาคตอาจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นเมื่อรัฐบาลปรับปรุงกฎระเบียบและกลไกการกำกับดูแลให้รัดกุมขึ้น และในการสร้างวัฒนธรรมด้านจริยธรรมในจีนก็จำเป็นต้องใช้เวลา  อย่างไรก็ดี สถานการณ์การทำผิดในการวิจัยดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยสำรวจในปี 2013 ที่พบว่าร้อยละ 55.5 ของนักวิจัยยอมรับว่าได้ทำผิดในการวิจัย แต่ก็ลดลงจากปี 2008 ร้อยละ 10 แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จในการลดการทำผิดในการวิจัยระดับหนึ่ง

 

ประเด็นการทำผิดในการวิจัยที่น่ากังวลอีกประเด็นคือ  ประเด็นเกี่ยวกับ  ‘GHOST OR GUEST AUTHORSHIPS’  จากการสำรวจของ The CAST survey สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประพันธ์งานวิจัยประเภท ghost/ guest authorships มีให้เห็นเป็นเรื่องปกติในจีน   ทั้งที่หน่วยงานและมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีกฎระเบียบเกี่ยวกับการใส่ชื่อเจ้าของผลงานอยู่แล้ว และวารสารต่างๆ ก็กำหนดให้เจ้าของผลงานระบุถึงภาระรับผิดชอบที่แต่ละคนทำ เช่น Springer มีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใส่ชื่อเจ้าของผลงาน ที่เป็นการป้องกัน ghost/guest authorships และการแก้ไขข้อพิพาทด้วย  อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังมีความแตกต่างกันในบางสาขา เช่น ชีววิทยา ที่อาจเป็นเรื่องปกติที่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบก็จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของผลงาน ในฐานะ corresponding author ในทุกๆ งานวิจัยที่มาจากห้องแลบของเขา ซึ่งอาจจะผิดจากสาขาอื่นๆ เช่น วิศวกรรม และประเด็นดังกล่าวจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นถ้ามีผู้เข้ามามีส่วนร่วมหลายๆ คนมากขึ้นในโครงการ แต่ในบางกรณีก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนว่ามันคือการทำผิด เช่น  การที่นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมักจะถูกเชิญให้เข้าไปมีชื่อร่วมในงานวิจัยเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะทำให้ผู้อื่นยอมรับ ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์คนนั้นไม่ได้ใช้ความรู้เข้ามาช่วยทำงานวิจัยใดๆ  หรือบางครั้ง คนที่ทำงานในภาครัฐที่ยังเรียนต่อปริญญาเอกอยู่มักจะใส่ชื่อตนเองเข้าไปในโครงการที่เขาไม่ได้เข้าไปร่วมทำงานด้วย ซึ่งกรณีที่กล่าวมาข้างต้นนับว่าเป็นการทำผิดของสถาบันการศึกษาที่ชัดเจน  ซึ่งการกระทำเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลด้านลบต่อเรื่องจริยธรรมแล้ว มันยังนำไปสู่การสร้างความหลงผิดให้การประเมินในระบบประเมินของจีน ทำให้คนที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญใดๆ กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ  และย่อมส่งผลต่อการจัดสรรทุนวิจัยที่บิดเบือนในอนาคต 

 

เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุเบื้องลึกของการทำผิดในการวิจัย ก็พบว่ามีหลากหลายสาเหตุ เช่น การที่สังคมจีนจะให้ความสำคัญกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สูง ทำให้หลายๆคนต้องการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทสำคัญในการค้นพบใหม่ รวมไปถึงได้รับรางวัลโนเบล จึงสร้างแรงกดดันให้แก่นักวิจัยที่จะต้องผลักดันตัวเองให้มีชื่อเสียงเพื่อจะได้รับทุนวิจัย และนั่นก็จะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของหน่วยงานและสถาบันการศึกษา ซึ่งทุนวิจัยดังกล่าวคิดเป็นเกือบร้อยละ 40 ของทรัพยากรของสถาบันการศึกษาทั้งหมด จึงทำให้จำนวนทุนวิจัยที่นักวิทยาศาสตร์หามาได้กลายเป็นเกณฑ์การประเมินผลงานที่สำคัญ จากการสำรวจในปี 2013 ชี้ให้เห็นว่า การสร้างแรงจูงใจทางการเงินหรือทางวัตถุมีส่วนสำคัญที่ทำให้การทำผิดในการวิจัยรุนแรงขึ้น จากการสำรวจพบว่าเกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสำรวจยอมรับว่าเงินเป็นเป้าหมายสำคัญ ร้อยละ 72 เห็นว่าจำนวนเงินที่มีเป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้วัดความสำเร็จของคน ในขณะที่ร้อยละ 51.2 คิดว่าเขาควรจะมีรายได้เป็นสัดส่วนกับสิ่งที่เขาทำให้สังคม นอกจากนี้  สาเหตุที่ทำให้เกิดการทำผิดในการวิจัยบางส่วนมาจากลำดับขั้นของการพัฒนา ซึ่งจีนยังอยู่ในขั้นของการกำลังพัฒนาที่ทำให้การกำกับดูแลการทำผิดยังไม่เข้มงวดและเป็นระบบที่มากพอ อย่างไรก็ดี ตั้งแต่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจในปลายทศวรรษ 1970 ระบบการประเมินคุณค่าก็ได้นำมาปรับใช้กับเรื่องวิทยาศาสตร์และหลายๆสาขามากขึ้น และในส่วนของระบบการประเมินก็เป็นอีกสาเหตุเช่นกัน เพราะระบบประเมินงานวิจัยในจีนอยู่บนพื้นฐานของจำนวนสิ่งตีพิมพ์และปัจจัยด้านผลกระทบ  (impact factor) มากกว่าการประเมินที่เน้นคุณภาพที่แท้จริงและการนำไปปรับใช้ในระยะยาว  นักวิจัยสนใจเพียงเกียรติยศและเงินทองที่ทำให้พวกเขายอมเสี่ยงที่จะกระทำผิดและคาดว่าคงไม่มีใครจับได้ จากการสำรวจในปี 2013 พบว่ามีผู้ตอบร้อยละ 52 เชื่อว่าระบบประเมินในปัจจุบันเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการทำผิดในการวิจัย ส่วนอีก ร้อยละ 72.3 เชื่อว่ามันเกิดจากเกณฑ์การประเมินที่ไม่เหมาะสม   นอกจากนี้ การที่ผู้กำกับดูแลมักจะผ่อนปรนในกรณีที่มีการทำผิดในการวิจัย เช่นกรณีของ Chen Jin  ซึ่งเป็นนักวิจัยที่ Shanghai Jiao Tong University ที่ถูกกล่าวหาว่า อ้างตนเป็นผู้พัฒนาแผ่นไมโครชิพแบบใหม่ รวมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในโครงการ กลับไม่ได้ถูกลงโทษใดๆ ซึ่งกรณีดังกล่าวมีส่วนกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์คนอื่นเล็งเห็นว่าต่อให้กระทำผิดก็อาจจะไม่ได้รับการลงโทษ จึงยอมเสี่ยงที่จะกระทำผิด  หรือในบางกฎระเบียบก็มีโทษที่เบาเกินไป เช่น  การลงโทษผู้ทำผิดโดยการห้ามขอรับทุนจาก NSFC อีกในช่วงเวลา 7 ปีนับแต่การกระทำผิด ซึ่งระยะเวลาเพียง 7 ปีน่าจะน้อยเกินไป ควรที่จะมีมาตรการที่รุนแรงกว่านั้น  อีกประเด็นที่สำคัญคือ การที่ผู้ตรวจสอบงานวิจัยไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการทำผิดทั้งที่ผู้ที่กระทำผิดคือนักศึกษาในกำกับของเขา ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาการทำผิดเกิดขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง ก็พบว่า วัฒนธรรมของจีนที่ทำให้คนยอมอดทนต่อพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัยอาจเป็นอีกปัจจัย จากการสำรวจพบว่า เกือบครึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจมีความเห็นใจและยอมยกโทษให้ผู้ทำผิดในการวิจัย และจากการสำรวจเฉพาะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์อายุไม่เกิน 35 ปี มีถึงร้อยละ 55.3 ที่มีทัศนคติเช่นนั้น ซึ่งทัศนคติที่เห็นใจผู้อื่นมักจะมีมากในกลุ่มของนักศึกษาเมื่อเทียบกับนักวิชาการอาวุโส

            จากการศึกษาแนวทางแก้ปัญหาในระยะยาว พบว่า ควรมีหลักสูตรการศึกษาด้านจริยธรรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ควรบ่มเพาะตั้งแต่ช่วงอายุน้อยๆ จนถึงช่วงเวลาที่ออกไปทำงานจริง เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับความจริงและควรที่จะเป็นเสมือนปราการสุดท้ายของการสร้างความมีจริยธรรมและความรับผิดชอบ นักวิทยาศาสตร์ทุกระดับจำเป็นต้องได้รับการศึกษาที่จะช่วยให้การทำงานวิจัยเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่ต้องเรียนรู้หลักการเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเด็นปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น  ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการที่เพียงพอ จากผลสำรวจของ the CAST survey ในปี พบว่ามากกว่า 1 ใน 3 คิดว่าเขาไม่มีความรู้ความเข้าใจในบรรทัดฐานของการดำเนินการวิจัย และถ้าสำรวจกลุ่มคนที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 และเกือบครึ่งไม่เคยได้รับการศึกษาในเรื่องจริยธรรมการวิจัย  และเมื่อศึกษาเรียบเทียบในต่างประเทศก็พบว่า วิธีการเรียนการสอนก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการ โดยการศึกษาในจีนเป็นการศึกษาในลักษณะของการบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด ในขณะที่สหรัฐเป็นการศึกษาที่เน้นการตั้งสมมติฐานโดยให้นักศึกษาวิพากษ์สถานการณ์ที่มีความคลุมเครือโดยอาจารย์จะเป็นผู้ชี้แนะ ซึ่งจากนี้ไปควรมีการทำให้หลักสูตรการศึกษาด้านจริยธรรมในจีนเป็นการศึกษาภาคบังคับสำหรับนักวิทยาศาสตร์ในทุกๆ ระดับ ตั้งแต่ปริญญาตรีไปจนถึงศาสตราจารย์ เช่นกรณีของ Springer ที่กำหนดประเด็นสำคัญๆ ที่จะช่วยป้องกันการทำผิดในการวิจัยผ่านการศึกษาอบรม โดยมีการพัฒนาระบบการศึกษาออนไลน์ที่เรียกว่า   ‘The author academy’ นอกจากนี้ ยังมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจำนวนมากในทุกๆปี 

 

            สำหรับประเด็นด้านการปกป้องจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ ก็พบว่า นอกจากภาครัฐแล้ว บทบาทของสถาบัน สื่อ และองค์กรในระดับฐานรากก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน  โดยรัฐบาลกลางมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และการปกป้องจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ โดย  NSFC มีคณะกรรมการด้านจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภายนอก ที่ต้องรับเรื่องร้องเรียนราวๆ 300-400 เรื่องต่อปี และมีการแจ้งผลการพิจารณาในรายงานที่เวียนกันภายในองค์กรจนถึงเมื่อปีที่ผ่านมาที่ได้เริ่มมีการนำผลการพิจารณากรณีที่ร้ายแรงประกาศต่อสาธารณชน นอกจากการสอบสวนข้อกล่าวหาแล้ว ก็ยังใช้ระบบการตรวจจับการลักลอกผลงานก่อนการรับข้อเสนอเพื่อจัดสรรทุนวิจัยอีกด้วย  ในสาขาของตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ได้ตั้งคณะกรรมการด้านจริยธรรมในการตีพิมพ์ เรียกว่า  COPE เพื่อทำหน้าที่วางแนวปฏิบัติในการสอบสวนและพิจารณาพฤติกรรมที่เป็นการทำผิดในการวิจัย โดยคณะกรรมการส่วนหนึ่งมาจาก Springer ซึ่งจะมีการมาร่วมประชุมกันทุกๆ เดือนเพื่ออภิปรายในกรณีที่ซับซ้อนให้ร่วมกันหาข้อสรุปว่าจะจัดการกับมันอย่างไร ซึ่งที่ Springer ผู้อ่านสามารถรายงานกรณีการผิดในการวิจัยทุกเมื่อต่อบรรณาธิการ ซึ่งบรรณาธิการมีสิทธิที่จะให้มีการสอบสวนเกิดขึ้น ในเวลาเดียวกัน Springer ก็ได้พัฒนาแนวปฏิบัติเฉพาะสำหรับแต่ละฝ่าย อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาครัฐทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและ  CAST เป็นเสมือนหน่วยงานที่เข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่องการสอบสวน แต่ส่วนใหญ่ การทำผิดในการวิจัยมักถูกเปิดเผยโดยสื่อ และการตีแผ่ข่าวในอินเตอร์เน็ตมักจะทำโดยบุคคลนิรนามเพื่อโจมตีนักวิจัย โดยเว็บไซต์ที่มักเขียนตีแผ่การทำผิดในการวิจัย คือ  the NewThreads ที่มีบทบาทสำคัญในการเข้ามาช่วยเติมเต็มการกำกับดูแลของภาครัฐที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งของวัฒนธรรมการวิจัยที่ดีและมีจริยธรรมมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก  The New Threads เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยมีใครตระหนักถึงปัญหาของการทำผิดในการวิจัย จนกระทั่งตอนนี้ หน่วยงานที่มีบทบาทกำกับดูแลการทำผิดในการวิจัยก็ยังมีแต่ชื่อ แต่ยังไม่มีการปฏิบัติที่มีประสิทธิผลชัดเจน หลายหน่วยงานยังขาดความโปร่งใสและขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน ทั้งนี้ จากการสำรวจโดย  China Medical Tribune พบว่า ร้อยละ 41 ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะรายงานการทำผิดในการวิจัย ในขณะที่ร้อยละ 22 กล่าวว่าภาครัฐยังไม่มีกลไกที่ดีในการจัดการกับข้อร้องเรียน แต่   the New Threads กลับมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการทำผิดและกระตุ้นให้มีการวิพากษ์เกี่ยวกับกรณีการทำผิดในการวิจัยอีกด้วย  อย่างไรก็ดี ก็ยังมีบางสิ่งที่ควรปรับปรุง คือ การแสดงหลักฐานในการบ่งชี้ว่าใครกระทำผิดที่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสอบสวนต่อไป และในขณะเดียวกัน  ภาครัฐก็มีบทบาทสำคัญในการวางกฎระเบียบเกี่ยวกับการที่ภาคประชาสังคมจะเข้ามาร่วมในการจัดการการทำผิดในการวิจัยเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้เกิดขึ้น จึงควรที่จะต้องร่างกฎระเบียบเพื่อกำหนดกรอบและแนวปฏิบัติว่ากิจกรรมต่างๆควรดำเนินการอย่างไร  ทั้งนี้ การรายงานการทำผิดทุกๆกรณีควรที่จะอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ควรที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเพื่อโจมตีหรือวิพากษ์วิจารณ์เพื่อใส่ร้ายผู้อื่น  นอกจากนี้ สิ่งที่ควรต้องพิจารณาให้รอบคอบก็คือ  การต่อต้านการทำผิดในการวิจัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการเดินตามแนวทางที่ปรับใช้ในประเทศอื่นๆ ซึ่งมันจะมีประสิทธิผลเมื่อนโยบายและระบบการตรวจสอบมีความสมบูรณ์เพียงพอ ซึ่งหากจะนำมาปรับใช้ในจีนก็ต้องมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบริบทภายในด้วย

 

Academic Research in the 21st Century

Academic Research in the 21st Century: Maintaining Scientific Integrity

in a Climate of Perverse Incentives and Hypercompetition

 

Marc A. Edwards  and Siddhartha Roy (2016) ศึกษาปัญหาในการสร้างแรงจูงใจที่ผิดในวงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่พฤติกรรมการทำผิดในการวิจัย และแนวทางในการปรับปรุงนโยบายในระดับสถาบันเพื่อสนับสนุนให้การทำวิจัยมีจริยธรรมมากขึ้น โดยในการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อ

  1. เพื่ออธิบายว่าแรงจูงใจทางลบและการแข่งขันที่สูงได้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของนักวิจัย มหาวิทยาลัย และลดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งเพิ่มการกระทำที่ขาดจริยธรรมอย่างไร
  2. เพื่อนำเสนอแบบจำลองที่จะช่วยอธิบายว่าการเน้นที่ปริมาณมากกว่าคุณภาพจะสร้างผลกระทบทางลบต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงอย่างไร
  3. ศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในยุคต่อไปของนักวิจัยในสาขา Science, Technology, Engineering and Mathematics (STEM) รวมทั้งการรับรู้ของสาธารณชน และอนาคตของวิทยาศาสตร์
  4. นำเสนอแนวทางที่คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์มีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น และยังคงได้รับความเชื่อถือจากสาธารณชน

ทั้งนี้ วิธีการศึกษาวิจัยจะดำเนินการทบทวนเอกสารต่างๆ ทั้งที่เป็นข้อเสนอแนะ ผลสำรวจ และงานวิจัยจากแหล่งต่างๆ  ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับภาพรวมของปัญหาพบว่า โครงสร้างแรงจูงใจและการให้รางวัลของวงการวิชาการมีการเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา การแข่งขันที่สูงขึ้นของบรรดาอาจารย์ที่จะก้าวไปสู่ตำแหน่งทางวิชาการ และนักศึกษาปริญญาเอกภายใต้สภาวะของตลาดแรงงานที่มีปริมาณอุปทานปัจจุบันของนักศึกษาปริญญาเอกมากเกินกว่าตำแหน่งที่มีอยู่ (Cyranoski et al., 2011; Stephan, 2012a; Aitkenhead, 2013; Ladner et al., 2013;Dzeng, 2014; Kolata, 2016) นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลอื่นๆ เกี่ยวกับความสนใจที่จะมาทำงานเป็นนักวิจัยของนักศึกษาปริญญาเอกในสถาบันที่เป็น  Tier-1 institutions ลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับสาขาวิชาชีพอื่นๆ (Sauermann and Roach, 2012; Schneider et al., 2014) ส่วนหนึ่งเพราะการมุ่งเน้นการใช้เมทริกการประเมินเชิงปริมาณมากเกินไป การแข่งขันเพื่อขอทุนที่มีจำกัด การปรับโมเดลการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยไปสู่โมเดลเชิงธุรกิจมากขึ้น และความยากในการสร้างผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นเสมือนสินค้าสาธารณะ

 

            จากการศึกษาแรงจูงใจทางลบที่ทำให้เกิดการทำผิดในการวิจัย ก็พบว่า เมื่อไม่นานมานี้ มีการนำระบบการประเมินที่เรียกว่า เมทริกการประเมินผลการดำเนินงานเชิงปริมาณ หรือ quantitative performance metrics (Van Noorden, 2010) มาปรับใช้ในการประเมินผลในวงการวิชาการ และมีการนำไปปรับใช้ในกระบวนการทำงานของมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจมากขึ้น (Plerou, et al., 1999; Brownlee, 2014; Kasperkevic, 2014) ซึ่งได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมของสถาบันการศึกษาในทางลบ และสร้างปัญหาต่างๆ ให้เกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคล และ ระดับหน่วยงาน แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ผลที่เกิดขึ้นในเชิงบวก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นไปในทิศทางที่แย่ลง เช่น  การให้รางวัลสำหรับนักวิจัยโดยพิจารณาจากจำนวนงานวิจัยที่ตีพิมพ์ ก็มีการคาดกันว่าจะส่งผลให้ผลิตภาพในการทำวิจัยจะเพิ่มขึ้น แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม เช่น การที่จำนวนสิ่งตีพิมพ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐานมีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่งานวิจัยจำนวนมากกลับมีระเบียบวิธีวิจัยที่แย่ลง นำไปสู่ ‘‘natural selection of bad science’’ (Smaldino and Mcelreath, 2016) ที่ทำให้งานวิจัยคุณภาพต่ำเกลื่อนวงการวิชาการมากขึ้นและงานคุณภาพดีลดลงไป หรือในกรณีที่ มีการกำหนดเป้าหมายในการให้รางวัลอาจารย์ที่อิงกับผลการสอบของนักศึกษา ซึ่งคาดกันว่าจะทำให้ประสิทธิผลในการสอนเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับทำให้มีการสอนเพื่อที่จะสอบและเป็นการเรียนระยะสั้นๆ เพื่อเอาความรู้เฉพาะบางส่วนไปสอบเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อเป้าหมายในการวัดผลิตภาพทางวิทยาศาสตร์ได้หันไปสู่การประเมินเชิงปริมาณมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนับจำนวนสิ่งตีพิมพ์ จำนวนการอ้างอิง การวัดด้วยดัชนีสิ่งตีพิมพ์ที่รวมการอ้างอิง (เช่น การวัดด้วย H-index หรือ ดัชนีที่แสดงถึงจำนวนผลงานวิจัย ที่มีจำนวนครั้งของการได้รับการอ้างอิงเท่ากับหรือมากกว่า จำนวนผลงานวิจัยนั้นๆ) การวัดผลด้วยดัชนีผลกระทบการอ้างอิงวารสาร (หรือหมายถึง จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความของวารสารนั้นจะได้รับการอ้างอิงในแต่ละปี หรือที่เรียกกันว่า journal impact factors (JIF)) การวัดด้วยจำนวนเงินที่ได้รับทุนวิจัย การวัดด้วยจำนวนสิทธิบัตร เป็นต้น ซึ่งการวัดผลเชิงปริมาณมีผลต่อการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยในการจ้างงาน การให้รางวัล การเลื่อนขั้น การให้ตำแหน่งทางวิชาการ และการให้ทุน (Abbott et al., 2010; Carpenter et al., 2014) ก็ทำให้บุคลากรในสถาบันหันมาบริหารจัดการการประเมินให้เพื่อให้มีทิศทางไปในทางที่เขาจะได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะรูปแบบการวัดผลเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถจัดการได้ จึงทำให้เกิดการหลงผิดและทำให้มีการทำงานที่มีประสิทธิผลต่ำลง สอดคลองกับกฎของ Goodhart ที่ว่า “เมื่อการวัดผลถูกนำไปกำหนดเป็นเป้าหมาย มันก็จะไม่เป็นการวัดผลที่ดีอีกต่อไป” (Elton, 2004; Fischer et al., 2012; Werner, 2015) และสุดท้าย การวัดผลแบบนี้ก็จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและสร้างผลลัพธ์ที่แย่กว่าระบบการประเมินแบบเก่า และเอื้อต่อการทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายที่ให้ประโยชน์ต่างตอบแทนกันขึ้นมา ซึ่งจากการสำรวจในปี 2010 พบว่า ร้อยละ 71 ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขากลัวว่าเพื่อนร่วมงานในสถาบันเดียวกันเขาจะโกงเพื่อที่จะได้รับการประเมินที่ดีขึ้น  (Abbott, 2010)

นอกจากนี้ เมทริกการประเมินผลเชิงปริมาณเป็นการประเมินที่เน้น “ผลผลิต” ซึ่งอาจไม่ได้สอดคล้องกับผลลัพธ์ทางการวิจัยที่สามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง โดยสถิติพบว่า ผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ที่วัดโดย “การอ้างอิงผลงาน” ได้เพิ่มขึ้นสองเท่าในทุกๆ  9 ปี นับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 (Bornmann and Mutz, 2015) ทำให้เกิดภาระงานในการจัดการผลผลิตนี้ที่เพิ่มขึ้น การเขียนงานวิจัยที่สั้นลงและขาดการบูรณาการ  (Fischer et al., 2012) นอกจากนี้ ระบบการประเมินดังกล่าวยังทำให้มีการโกงในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น เช่น  ล่าสุด มีการเปิดเผยโดยวารสารเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักวิจัยว่ามีการโกงผลการทดสอบความมีนัยยะสำคัญทางสถิติ า ซ:7j’(Falagas and Alexiou, 2008; Labbe´, 2010; Zhivotovsky andKrutovsky, 2008; Bartneck and Kokkelmans, 2011; Delgado Lo´pez-Co´zar et al., 2012; McDermott, 2013; Van Noorden, 2014; Barry, 2015) แต่ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการวิจัยกลับมีการเติบโตแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (Price, 1963; Frodeman, 2011) ซึ่งเป็นการเติบโตที่เกิดขึ้นถูกลวงตาจากผลของการจัดการเมทริกนั่นเอง

            ในการศึกษาแนวทางการสร้างความสมดุลในการประเมินด้านปริมาณและคุณภาพ ก็พบว่า ควรเน้นด้านปริมาณและคุณภาพในระดับที่เหมาะสม เพราะการเน้นหนักไปในบางเรื่องมากไปก็จะทำให้ประสิทธิภาพลดลง เช่น หากเป้าหมายของกิจการทางวิทยาศาสตร์คือเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้วิทยาศาสตร์ที่แท้จริงให้สูงที่สุด ความก้าวหน้าที่ให้ความสำคัญกับด้านคุณภาพมากเกินไปก็อาจจะต้องการการวิจัยที่เป็น  blinded studies เพิ่มสามหรือสี่เท่า ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยลดความผิดพลาดลงแต่อาจจะสร้างผลลัพธ์ที่ไม่มากนักเนื่องจากต้องเน้นความระมัดระวังที่มากเกินไป  ในขณะที่การให้ความสำคัญกับปริมาณมากเกินไปก็เกิดปัญหาขึ้นได้ เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมากๆ จะสร้างต้นทุนตามมาทีหลัง และทำให้ความก้าวหน้าที่แท้จริงลดลงด้วย นอกจากนี้  ในระบบที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากเกินไปจะมีแรงจูงใจน้อยลงที่จะหาทางทำงานที่ใช้ต้นทุนต่ำที่สุดเพราะระบบการตรวจสอบแบบถ่วงดุลที่เข้มงวดที่ทำให้มีการค้นพบปัญหาได้ง่าย ในขณะที่การเน้นปริมาณก็จะทำให้ผลิตภาพลดลงเนื่องจากข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจำนวนมากจากการขาดความระมัดระวัง การทำผิดในการวิจัย และการทบทวนที่ไม่ได้มาตรฐาน  ดังนั้น ผลิตภาพที่เหมาะสมจึงอยู่ระหว่างความสุดโต่งทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งเป็นไปได้ว่า การปฏิบัติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจจะเข้าใกล้จุดที่เหมาะสมมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ภายใต้ระบบของการสร้างแรงจูงใจที่ผิด เส้นโค้งผลิตภาพที่แท้จริงก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากการเข้าไปจัดการในการประเมินผลงานและพฤติกรรมที่ขาดจริยธรรม ซึ่งจากภาพที่ 1 ก็จะเห็นว่า เส้นโค้งมีการเคลื่อนลง เมื่อคนเข้าไปจัดการกับระบบอย่างขาดจริยธรรม

 

 ภาพที่ 1 ผลิตภาพทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง และ การเน้นความสำคัญด้านปริมาณ/คุณภาพ

อีกปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการวิจัยก็คือ ปัญหาของการมุ่งเน้นผลผลิตมากกว่าผลลัพธ์ หรือปริมาณมากกว่าคุณภาพ ที่จะสร้างระบบที่เรียกว่า  ‘‘perversion of natural selection’’ ที่จะกำจัดนักวิจัยที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและมีจริยธรรมออกไป  ในขณะที่เอื้อต่อคนที่ปรับตัวตามกระแสของแรงจูงใจด้านลบให้อยู่รอด ในทำนองเดียวกัน ถ้านักวิจัยที่มีจริยธรรมเริ่มรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมกับพฤติกรรมที่ไร้จริยธรรมเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานของตน พวกเขาก็จะกลายเป็นผู้ร่วมสมคบคิดตามแบบจำลอง Threshold Model of Collective Behavior (1978) ของ  Granovetter  เมื่อเป็นเช่นนี้ พฤติกรรมที่ไร้จริยธรรมก็จะฝังอยู่ในโครงสร้างและระบบของวัฒนธรรมวิชาชีพ (Ashforth and Anand, 2003) และก็จะทำให้นักวิชาการที่มีจริยธรรมและมีจิตสาธารณะมีเหตุผลเพียงพอที่จะออกจากสาขาวิชาชีพที่เขารัก และถูกแทนที่ด้วยคนที่ยอมรับสถานการณ์ที่ไร้จริยธรรมได้เข้ามามากขึ้น

 

เมื่อศึกษาถึงผลกระทบในระดับสถาบันก็พบว่า แรงจูงใจที่ผิดของสถาบันการศึกษาได้เติบโตและขยายตัวครอบคลุมมากขึ้นเรื่อยๆ และยังสร้างผลกระทบในวงกว้างขึ้น ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ การจัดอันดับสถาบันการศึกษายอดเยี่ยมของ U.S. News & World Report annual rankings (Morse, 2015) ที่ส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบในวงกว้าง และสร้างการรับรู้ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับคุณภาพของสถาบันการศึกษาที่อิงกับการจัดอันดับนั้น  (Casper, 1996; Gladwell, 2011; Tierney, 2013)  โดยการจัดอันดับนี้อยู่บนพื้นฐานของสูตรและอัลกอริทึม ซึ่งมหาวิทยาลัยที่ต้องการอันดับสูงๆ ก็อาจจะใช้กลวิธีในการกระจายทรัพยากรใหม่หรือการลงทุนในสาขาที่จะได้รับคะแนนประเมินในเมทริกสูงขึ้น ตัวอย่างของ  Northeastern University ที่ได้รับการจัดอันดับเพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 162 ในปี 1996 ไปเป็นอันดับที่ 42 ในปี 2015 เกิดจากการเปลี่ยนแปลงขนาดชั้นเรียน อัตราการยอมรับ และการประเมินของ Peer และยังมีกรณีของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ใช้วิธีการปรับการรายงานค่าทางสถิติที่ไม่เหมาะสม เช่น Bucknell University, Claremont-McKenna College, Clemson University, George Washington University, and Emory University (Slotnik and Perez-Pena, 2012; Anderson, 2013; Kutner, 2014) ซึ่งจากการสำรวจของ Gallup and Inside Higher Ed poll ในปี 2013 พบว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในวิทยาลัยเชื่อว่าสถาบันอื่นๆ ก็ส่งข้อมูลเท็จไปให้ สถาบันจัดอันดับเช่นกัน (Jaschik, 2013) สถานการณ์เช่นนี้ได้กดดันให้มีการโกงเกิดขึ้นทั้งระบบเพื่อที่จะรักษาอันดับของหน่วยงานไว้

จากการศึกษาปัญหาในหน่วยงานให้ทุนในสหรัฐก็พบว่า ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลกลางมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา การสร้างองค์ความรู้ใหม่ การเติมเต็มพันธกิจด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการป้องกันประเทศ เกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา จีนได้ถูกคาดว่าจะเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาที่สูงแซงหน้าสหรัฐภายในปี 2020 บางคนก็กังวลว่า สหรัฐจะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนาที่อ่อนแอลง เพราะการลดลงของการใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (Casassus, 2014; OECD, 2014; MIT, 2015; Porter, 2015) จากข้อมูลสถิติยังพบว่า  ค่า ‘‘Research Intensity’’ ของสหรัฐลดลงเหลือ ร้อยละ 0.78 ในปี  2014 เมื่อเทียบกับร้อยละ 2 ในช่วงทศวรรษที่ 1960 (ดังภาพที่ 2)

 

ภาพที่ 2 แนวโน้มของ  research intensity บทบาทของรัฐบาลกลาง ภาคธุรกิจ และผู้ให้ทุนอื่นๆ ในช่วงปี 1953-2013

ช่วงปลายทศวรรษที่ 2000 สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยได้ไปสู่การบริหารจัดการที่พึ่งพาเงินจากภายนอกมากขึ้น ด้วยความคาดหมายว่าทุนวิจัยที่เพิ่มขึ้นจะทำให้พวกเขานำไปใช้เพิ่มผลิตภาพในการวิจัยมากขึ้น จึงสามารถกู้ยืมเงินได้ง่ายขึ้น จนกระทั่งเกิดวิกฤตทางการเงินในปี 2007-2008 (Stephan, 2012a)  ที่มหาวิทยาลัยได้รับอนุญาตให้ชดเชยหนี้ที่เกิดจากความพยายามขยายการกู้ยืมที่สุดท้ายแล้วไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง (ill-fated expansion efforts) จึงทำให้ต้นทุนค่าบริหารจัดการเพิ่มขึ้น และเงินที่เอาไปใช้ในการทำวิจัยจริงกลับลดลง ทั้งๆ ที่เงินอุดหนุนการวิจัยยังคงเท่าเดิม

ตัวเลขการลงทุนในการวิจัยของรัฐบาลกลางที่ลดลงยิ่งทำให้เกิดสถานการณ์การให้ทุนวิจัยที่ย่ำแย่ (จากการสร้างสถานการณ์จำลอง 50 ปี)  และทำให้มีการแข่งขันเพื่อขอทุนเพิ่มขึ้น และนักวิจัยที่ต้องการขอรับทุนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน  (Lee, 2007; Quake, 2009; Harris and Benincasa, 2014; Schneider et al., 2014; Stein, 2015) จากสถิติพบว่า อัตราการให้ทุนของ NIH ได้ลดลงจากร้อยละ 30.5 ไปสู่ร้อยละ 18 ในระหว่างปี 1997 และ 2004  ในขณะที่ อัตราการให้ทุนของ NSF ยังคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ในช่วงร้อยละ 23-25 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (NSF, 2016)

แต่เมื่อพิจารณาเทียบกับจุดคุ้มทุนก็พบว่า อัตราการให้ทุนเหล่านี้ยังคงอยู่เหนือจุดคุ้มทุนซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 6 ซึ่งเป็นจุดที่ต้นทุนสุทธิของการเขียนข้อเสนอเท่ากับมูลค่าสุทธิจากการได้รับทุนจากผู้ให้ทุน (Cushman et al., 2015) จึงมีคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการให้ทุนวิจัยว่ามันมีการแข่งขันที่มากเกินไปหรือไม่ และมีการให้ความสำคัญกับความสำเร็จในอดีตมากเกินไปในการประเมิน (Lawrence, 2009; Fang and Casadevall, 2016) นักวิจัยจึงต้องปรับความคิดของพวกเขาให้สอดคล้องกับแนวทางการให้ทุนและใช้เวลาครึ่งหนึ่งของเวลาที่มีในการระบุถึงวิธีการที่จะทำตามข้อกำหนด และหันเหความสนใจออกไปจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ (NSB, 2014; Schneider et al., 2014; Belluz et al., 2016)

อีกความเสี่ยงหนึ่งที่เป็นระบบต่อจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์คือความโลภของมนุษย์ ทั้งที่ในอดีตมันเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้า ซึ่งมีหลักฐานพบว่า การตีพิมพ์งานวิจัยมักเจอปัญหากับการขาดการนำไปต่อยอด การใช้วิธีทางสถิติที่ไม่ได้มาตรฐาน ความล้มเหลวในการป้องกันไม่ให้เกิดความเอนเอียง  (Fanelli, 2009; Aschwanden, 2015; Belluz and Hoffman, 2015; Nuzzo, 2015; Gobry, 2016; Wilson, 2016) ซึ่งสัญญาณเตือนของปัญหาที่เป็นระบบเกิดขึ้นในช่วงปี 1991 เมื่อผู้อำนวยการของ NSF ชื่อ  Walter E. Massey กล่าวว่า ขนาดที่ใหญ่ขึ้น ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทำให้วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ตกอยู่ในภาวะที่อ่อนไหวต่อการทำผิด (The New York Times, 1991)  ซึ่งการทำผิดในการวิจัยนั้น ไม่ได้แค่จำกัดอยู่ที่นักวิจัยของสถาบันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงหน่วยงานของรัฐบาลกลางที่ถูกแรงจูงใจเชิงลบและภาวะการแข่งขันที่สูงทำให้มีการทำผิดไปด้วย จึงเกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า “การทำผิดในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระดับสถาบัน” หรือ  “Institutional scientific research misconduct” (Lewis, 2014; Edwards, 2016)

จากการศึกษาเกี่ยวกับต้นทุนของการทำผิดในการวิจัย ก็พบว่า ที่ผ่านมา มีนักเศรษฐศาสตร์เน้นย้ำถึงความแพร่หลายของงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่ไม่สามารถเอาไปต่อยอดได้และเป็นงานคุณภาพต่ำที่ได้สร้างต้นทุนทางการเงินที่สูงต่อสังคม ทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยังคงมีความน่าเชื่อถืออยู่อีกหรือ (The Economist, 2013)  แต่ก็ยังมีความหวังว่าปัญหาบางประการที่จะสามารถลดการทำผิดในการวิจัย โดยการสร้างแนวปฏิบัติ การเปิดเผยข้อมูล หรือการมี peer review หลังจากตีพิมพ์แล้ว การศึกษาแบบสหวิชา และความพยายามที่จะต่อยอดงานวิจัยที่เป็นงานที่สำคัญของสาขาวิชา สิ่งเหล่านี้อาจจะชดเชยได้บางส่วนกับอัตราความผิดพลาดที่สูงในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เกิดจากแรงจูงใจส่วนบุคคลและแรงจูงใจด้านสถาบันที่ผิด 

            ทั้งนี้ ในการศึกษาเกี่ยวกับต้นทุนในการทำผิด จะครอบคลุมการทำผิดในการวิจัย ซึ่งThe National Science Foundation ได้นิยามว่า เป็นความตั้งใจที่จะแต่งข้อมูลขึ้นมาเอง การดัดแปลงข้อมูล รวมถึงการลักลอกผลงานวิจัย ไม่ว่าจะเป็นในขั้นของการเขียนข้อเสนอ การดำเนินการวิจัย การทบทวนวรรณกรรม การรายงานผลการวิจัย (Steneck, 2007; Fischer, 2011) ซึ่งจากการสำรวจการทำผิดเหล่านี้ในระดับชาติ  พบว่า ร้อยละของผู้ตอบที่ทำผิดในการวิจัยที่ถูกสอบสวนโดย the Department of Health and Human Services (includes NIH) และ NSF อยู่ที่ราวร้อยละ 20-33  (U.S. Department of Health and Human Services, 2013; Kroll, 2015, pers. comm.) และเมื่อพิจารณาต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการทำผิดในการวิจัยก็พบว่า ในสหรัฐมีต้นทุนทางตรงของการทำผิดในการวิจัยในแต่ละชิ้นงานอยู่ที่ราว 525,000 เหรียญ และมากกว่า 110 ล้านเหรียญของความเสียหายที่เกิดขึ้นทุกปีเกิดในระดับสถาบัน (Michalek, et al., 2010) สำหรับงานวิจัย 291 เรื่องที่มีการกระทำผิดในการวิจัยในช่วง 1992-2012 คิดเป็นมูลค่า 58 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ได้รับการจัดสรรทุนจาก NIH การถูกถอดถอนออกจากการการตีพิมพ์สร้างต้นทุนทางตรงอยู่ที่ราวๆ 400,000 เหรียญต่องานวิจัย (Stern et al., 2014) นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ที่เป็นการทำผิดในการวิจัยที่ตรวจไม่พบอีกที่มากกว่ากรณีที่ตรวจพบราวสองเท่าในแต่ละปี ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงยังไม่แน่ชัดว่าจะมีมากน้อยแค่ไหนและไม่สามารถคาดการณ์ได้ นอกจากนี้ จากการศึกษาแบบบูรณาการสหวิชาเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยก็พบว่า ในช่วงปี 1987-2008 มีนักวิทยาศาสตร์ 1 ใน 50 คนที่ยอมรับว่าตนทำผิดในการวิจัยครั้งหนึ่งเป็นอย่างน้อย  และร้อยละ 14 รู้ว่าเพื่อนร่วมงานคนใดที่ทำผิดเช่นกัน  (Fanelli, 2009) อย่างไรก็ดี จำนวนการทำผิดจากการสำรวจเหล่านี้ยังเป็นการประมาณการณ์ที่ต่ำจนเกินไปเมื่อพิจารณาจากประเด็นคำถามที่อ่อนไหว อัตราการตอบที่ต่ำ และยังมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า  Muhammad Ali effect (เป็นความเอนเอียงเพื่อเข้าข้างตัวเองว่าตัวเองมีความซื่อสัตย์กว่าคนอื่นๆ) (Allison et al., 1989) และเมื่อสอบถามเชิงลึกมากขึ้น ก็พบว่า เกือบร้อยละ 34 ของนักวิจัยมีการรายงานตนเองว่าพวกเขามีส่วนในการทำผิดในรูปของ ‘‘questionable research practices ไม่ว่าจะเป็นการตัดจุดข้อมูลในกราฟโดยใช้ลางสังหรณ์ของตัวเองในการตัดสินใจ การเปลี่ยนรูปแบบการวิจัย การเปลี่ยนระเบียบวิธีวิจัย และผลลัพธ์จากการศึกษาวิจัย เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากผู้ให้ทุน ซึ่งเกือบร้อยละ 72 ของผู้ที่ถูกสำรวจก็รู้ว่าเพื่อนร่วมงานคนไหนที่ทำแบบนั้นเช่นกัน (Fanelli, 2009) อีกงานวิจัยอันหนึ่งที่อยู่ในงานวิจัยแบบสหวิชาของ Fanelli ที่ได้สำรวจอัตราการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำผิดในการวิจัยของนักศึกษาปริญญาเอก 2,000 คน คณะ 2,000 คณะ โดยคัดเลือกจากคณะต่างๆ 99 คณะ ได้แก่ เคมี วิศวกรรโยธา จุลชีววิทยา สังคมวิทยา พบว่า ร้อยละ 6-8 ของนักศึกษาและคณะทราบว่าคณะมีการปลอมแปลงข้อมูล (Swazey et al., 1993) และจากการสำรวจในสาขาการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และชีวการแพทย์ พบว่า  ร้อยละของงานวิจัยที่ถูกถอดถอนเพิ่มขึ้นสี่เท่านับแต่ปี 1975 โดยมีร้อยละ 67 ที่ถูกถอดถอนเพราะการทำผิดในการวิจัย (Fang et al., 2012)  ทำให้มีการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้การทำผิดเหล่านี้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การตกหลุมพลางของการตีพิมพ์ในวารสารชั้นเยี่ยม วัฒนธรรมของสถานศึกษา ช่วงอายุของหน้าที่การงาน และแรงจูงใจทางลบ (Martinson et al., 2009; Harding et al., 2012; Laduke, 2013; Schekman, 2013; Buela-Casal, 2014; Fanelli et al., 2015; Marcus and Oransky, 2015; Sarewitz, 2016)

            จากการศึกษายังพบว่า ปัญหาการทำผิดในการวิจัยอาจสร้างความเสียหายหนักขึ้นถ้ามันสร้างพฤติกรรมฝังลึกเข้าไปในโครงสร้างวัฒนธรรมขององค์กร และปัญหาดังกล่าวก็ยากแก่การแก้ไข เพราะมีแรงจูงใจที่สร้างขึ้นทั่วทั้งระบบที่กระตุ้นให้ผู้ที่เข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียแสร้งทำเป็นว่าไม่มีการทำผิดเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงไม่มีการพัฒนาระบบที่ชัดเจนโปร่งใสในการรายงาน สอบสวน หรือจัดการกับข้อกล่าวหา และใครก็ตามที่พยายามจะแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวก็มักจะพบกับความคับข้องใจและต้องถูกแรงสะท้อนกลับทางลบจากคนในวงการเดียวกัน  (Macilwain, 1997; Kevles, 2000; Denworth, 2008) จนกระทั่งทำให้ มีการขนานนามกิจการวิจัยของสถาบันสมัยใหม่ว่า‘‘Ponzi Scheme’’  หรือ การแชร์ลูกโซ่ โดย The Economist ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขใดๆให้ทันท่วงทีก็อาจจะทำให้วงการวิทยาศาสตร์เสี่ยงต่อการเกิดวัฒนธรรมที่เห็นการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติ  (Ashforth and Anand, 2003) เหมือนกับกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงของ  the Atlanta school ที่  Lance Armstrong ชนะการแข่งขัน the Tour de France ตลอดเวลา 7 ปี (1999–2005) เพราะการโดปยาก่อนการแข่งขัน ซึ่งคนอื่นๆในทีมก็โกงเช่นกัน เนื่องจากการมีวัฒนธรรมของการที่จะเอาชนะโดยไม่สนใจว่าจะทำถูกหรือผิดกฎ  (U.S. ADA, 2012; Rose and Fisher, 2013; Saraceno, 2013)   ในทำนองเดียวกัน ก็มีตัวอย่างอื่นๆ จาก  Atlanta Public Schools (APS) ที่มีการสร้างแรงจูงใจที่ผิดจนทำให้การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยอดีตพนักงานของ APS 12 คนถูกตัดสินจำคุก เนื่องจากการทำผิดจริยธรรมโดยการดัดแปลงข้อมูลผลการศึกษาของนักเรียน เพราะแรงจูงใจที่ผิดที่สถาบันสร้างขึ้น เนื่องจากถ้าผลการทดสอบดังกล่าวออกมาดีจะส่งผลเชิงบวกต่อทั้งนักเรียนและตัวพนักงานเอง โดยนักเรียนก็จะมีเกรดสูงขึ้น สถาบันการศึกษาก็จะได้รับทรัพยากรอุดหนุนมากขึ้น พนักงานก็จะได้โบนัสเพิ่ม (Kamenetz, 2015)

            จากการศึกษาดังกล่าว พบว่า น่าจะถึงเวลาที่ต้องมีการจัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพให้แก่สถาบันการศึกษาในยุคต่อไป  ซึ่งสิ่งที่ควรจะพิจารณาปรับปรุงในระยะต่อไปได้แก่

  1. ควรทำความเข้าใจขอบเขตปัญหาอย่างถ่องแท้ โดยการใช้ความรู้และประสบการณ์ของคนในวงการ STEM ตลอดจนการสำรวจอย่างครอบคลุมทั้งจากนักวิจัยและนักศึกษา
  2. The National Science Foundation ควรแต่งตั้งคณะทำงานที่ประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตร์ และนักสังคมศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญในการศึกษาด้านแรงจูงใจเชิงลบที่มีต่อพฤติกรรม เพื่อรวบรวมและทบทวนปัจจัยนำเข้าที่สำคัญในทุกๆ ระดับของสถาบันการศึกษา โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะมีหน้าที่พัฒนา “บัญชีว่าด้วยแนวปฏิบัติที่ดี” เพื่อเป็นแนวทางในการประเมินคนที่จะเข้ามาทำงานและเพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติดี
  3. แทนที่จะแสร้งทำไม่เห็นปัญหาของการทำผิดในการวิจัย นักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษาควรได้รับการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานการณ์บนโลกแห่งความเป็นจริง แรงจูงใจ และความตึงเครียดต่างๆ ที่มีส่วนในการสร้างโอกาสในการเกิดพฤติกรรการทำผิดในการวิจัยมากขึ้น
  4. นอกเหนือจากเป้าหมายของการบรรลุผลเชิงปริมาณที่ทำกันเป็นแบบแผนแล้ว นักศึกษาปริญญาเอกควรที่จะเป็นเสมือนผู้ฝึกหัดที่จะสร้างบทบาทใหม่ที่จะทำให้มีการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากขึ้น (Huber, 2014)
  5. มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องลดแรงจูงใจทางลบและสนับสนุนนโยบายที่ช่วยลดพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัยและกระตุ้นให้บุคลากรมีจริยธรรมมากขึ้น  

 

 

 

 

 

 

 

 

การส่งงานซ้ำกันสองที่ (Dual Submission)

กรณีศึกษา: การส่งงานซ้ำกันสองที่ (Dual Submission)

ผู้ประพันธ์งานวิจัยส่งมอบงานมายังวารสาร (วารสาร A) ซึ่งหลังจากผ่านกระบวนการ peer review 2 รอบ ก็ได้รับการตอบรับและตีพิมพ์ สัปดาห์ต่อมาหลังจากตีพิมพ์แล้ว บรรณาธิการของวารสาร B ได้ติดต่อมายังวารสารของพวกเรา และกล่าวว่าบทความดังกล่าวมีชื่อเรื่อง ผู้แต่ง และเนื้อหา เหมือนกับบทความที่ส่งไปยังวารสาร B ซึ่งเมื่อบรรณาธิการวารสาร B ส่งจดหมายยอมรับการตีพิมพ์ เจ้าของผลงานกลับถอนการตีพิมพ์โดยอ้างว่าได้รับการตอบรับจากวารสารอื่นแล้ว แม้ว่าบรรณาธิการวารสาร Bจะขอคำอธิบายจากเจ้าของผลงาน กลับไม่ได้รับการตอบสนอง ดังนั้น บรรณาธิการวารสาร B จึงตกลงร่วมกันว่าจะไม่ให้เจ้าของผลงานรายนี้ส่งผลงานมายังวารสารอีก

          บรรณาธิการวารสาร B จึงได้ติดต่อมาทางวารสาร A และเน้นย้ำถึงปัญหาดังกล่าว หลังจากตรวจสอบพบว่า เจ้าของผลงานผู้นี้ได้ส่งบทความมายังสองวารสารพร้อมกัน เราจึงติดต่อไปยังเจ้าของผลงานเพื่อขอคำอธิบาย เจ้าของผลงานตอบว่าเขาได้ส่งบทความไปยังสองวารสารจริงเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เขาอ้างว่าเขาลืมถอนบทความที่ส่งไปยังวารสาร B และขออภัยสำหรับสถานการณ์ดังกล่าว แต่ก็เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากประวัติการส่งข้อมูลที่บันทึกไว้บอกอย่างชัดเจนว่าเขาส่งบทความไปยังสองวารสารพร้อมกัน

          พวกเราจึงได้หารือกับบรรณาธิการวารสาร B เกี่ยวกับสิ่งที่ควรจะดำเนินการต่อไป บรรณาธิการวารสาร B เพิ่งจะมีคำสั่งห้ามการรับบทความของเจ้าของผลงานรายนี้ และยังต้องการนำพฤติกรรมการทำผิดดังกล่าวไปแจ้งให้หน่วยงานของเจ้าของผลงานทราบ และผู้ที่ควรเป็นคนแจ้งก็คือวารสาร แต่พวกเราลังเลที่จะติดต่อไปยังหน่วยงานเนื่องจากเจ้าของผลงานได้กล่าวขอโทษแล้ว และเห็นว่าวารสาร B ควรเป็นผู้ติดต่อไปเอง

 

คำถาม  

  • ควรดำเนินการอย่างไรกับเจ้าของผลงาน ควรหรือไม่ที่หน่วยงานจะสั่งห้ามไม่ให้เจ้าของผลงานรายนี้ส่งบทความไปยังทั้งสองวารสารอีก
  • ใครควรเป็นผู้ดำเนินการ วารสาร A หรือ B
  • บรรณาธิการทั้งสองวารสารเห็นด้วยว่าควรดำเนินการกับเจ้าของผลงานรายนี้เพื่อไม่ให้มีพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่ก็ไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไร

 

คำแนะนำ

The Forum แนะนำว่า ในการตัดสินใจว่าจะแจ้งหน่วยงานหรือไม่นั้น บรรณาธิการวารสารจะต้องพิจารณาถึงความอาวุโสของเจ้าของผลงานและถิ่นที่อยู่ของเขาก่อน ถ้าเขาเป็นคนของประเทศที่ไม่ได้มีความเข้มงวดด้านจริยธรรม เขาก็อาจจะได้รับการผ่อนผัน แม้ว่าบรรณาธิการจะรู้สึกว่าตนถูกหลอกลวง แต่ก็ควรเน้นการให้คำแนะนำมากกว่าการลงโทษ และหากเขามีพฤติกรรมแบบนี้อีกครั้งจึงควรแจ้งต่อหน่วยงานที่เขาสังกัด อย่างไรก็ตาม การติดต่อไปยังหน่วยงานเพื่อให้ลงโทษเจ้าของผลงานก็ไม่ใช่สิ่งที่มีประโยชน์  ดังนั้น COPE จึงไม่แนะนำให้สั่งห้ามเจ้าของผลงานส่งมายังวารสารอีกเพราะมันอาจขัดแย้งกับกฎหมายบางบทบัญญัติ

 

 

การทำวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ

แปลจาก On Being Scientist On Being a Scientist: A Guide to Responsible Conduct in Research: Third Edition หน้า 1-56

 

การทำวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ 

ความหลงใหลในความงดงามของวิทยาศาสตร์ ได้นำ Inez Fung กลับมาที่  the Massachusetts Institute of Technology ที่ที่เธอได้รับปริญญาเอกในสาขาอุตุนิยมวิทยา เธอกล่าวว่า “ฉันเคยคิดว่าเมฆเป็นเพียงแค่เมฆ” ฉันเคยฝันมาก่อนเลยว่าจะสามารถเขียนสมการเพื่ออธิบายเกี่ยวกับมันได้”

 

ความหลงใหลในการทำความเข้าในธรรมชาติเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยกลับมาที่ม้านั่งในห้องแลบ มุ่งมั่นในการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบ ซึ่งการที่ได้ค้นพบหรืออธิบายในสิ่งที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อนเป็นความท้าทายที่สำคัญ   และมันยังเป็นการเอื้อมถึงความสำเร็จที่เกิดจากการร่วมมือกันเพื่อค้นพบสิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่นักวิจัยคนอื่นๆด้วย

 

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่มากกว่าการได้ค้นพบบางสิ่งเท่านั้น แต่นักวิจัยยังพยายามค้นหาคำตอบของคำถามที่มนุษย์มักตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติ และการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ก็ยังสร้างผลกระทบทั้งทางตรงและผลกระทบที่ทันทีต่อชีวิตของมนุษย์บนโลก แต่อย่างไรก็ตาม รางวัลของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ใช่ว่าจะได้รับง่ายๆ เนื่องจากการค้นพบและนำเสนอความรู้ใหม่ๆ  ต้องเผชิญแรงกดดันต่างๆ จำนวนมาก  พวกเขาต้องทำการตัดสินใจที่ยากเกี่ยวกับการที่จะออกแบบการวิจัยอย่างไร จะนำเสนอผลการวิจัยอย่างไร รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อร่วมงานด้วย ถ้าการตัดสินใจที่ทำลงไปไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็จะสร้างผลเสียตามมา เช่น เสียเวลา เสียทรัพยากร การชะลอความก้าวหน้าในความรู้ใหม่ๆ และยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นทั้งต่อวิชาชีพและต่อตนเองด้วย

 

ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยได้พัฒนามาตรฐานทางวิชาชีพที่ออกแบบขึ้นเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับวิทยาศาสตร์ และเพื่อลดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในการทำวิจัย  แม้ว่ามาตรฐานดังกล่าวอาจจะไม่ได้มีการเขียนในรูปกฎหมายอย่างเป็นทางการ แต่มันก็ได้สร้างสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับในวงกว้างเกี่ยวกับแนวทางในการทำวิจัยและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และนักวิจัยเองก็คาดหวังว่าเพื่อนร่วมวิชาชีพจะยอมรับและสนับสนุนให้คนอื่นๆ ปฏิบัติตามมาตรฐานเช่นกัน  ซึ่งใครก็ตามที่ไม่ทำตามมาตรฐานนั้นก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในอาชีพการงานไป

นักวิจัยมีหน้าที่ 3 ประการ ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการปฏิบัติตามมาตรฐาน ได้แก่

  1. นักวิจัยต้องให้ความสำคัญกับความไว้วางใจที่เพื่อนร่วมวิชาชีพมีให้ เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นกิจการที่ต้องมีการสะสมองค์ความรู้ไปเรื่อยๆ งานวิจัยหนึ่งก็จะต้องสร้างขึ้นต่อยอดจากงานวิจัยในอดีต ถ้างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้การขยายผลการวิจัยต่อไปในอนาคตเป็นไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องต่อไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดการเสียทรัพยากรและเวลาจำนวนมากในการ และสุดท้ายก็จะทำให้ความก้าวหน้าในสาขาวิชานี้ช้าลง
  2. นักวิจัยมีหน้าที่ต่อตัวพวกเขาเอง ทั้งนี้ เพราะการทำวิจัยที่ไม่รับผิดชอบจะทำให้การเอื้อมไปถึงเป้าหมายเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็น การได้รับปริญญาบัตร การได้รับทุนวิจัย การได้มีตำแหน่งทางวิชาการ การมีชื่อเสียงในฐานะนักวิจัยที่ซื่อสัตย์และมีประสิทธิผล ซึ่งการรักษามาตรฐานดังกล่าวจะช่วยสร้างความมีจริยธรรมในตนเองที่จะเอาไปปรับใช้ในอาชีพการงานได้ดี
  3. นักวิจัยมีหน้าที่ต่อสังคมส่วนรวม เนื่องจากผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบต่อสังคม บางงานวิจัยเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความกินดีอยู่ดีของคน นอกจากนี้ ผู้วางนโยบายยังใช้ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในการตัดสินในเชิงนโยบายต่างๆ เช่นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สเต็มเซลล์ การลดภัยธรรมชาติ ทำให้รัฐทุ่มเงินจำนวนมากในการให้ทุนวิจัย แม้ว่าผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์อาจจะไม่ได้สร้างผลกระทบหรือนำไปปรับใช้ในทันที แต่มันก็เป็นการปูทางสำหรับความก้าวหน้าในอนาคต

 

ที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงในการวิจัย 

นักวิจัยทุกคนมีที่ปรึกษาและบางคนก็มีพี่เลี้ยงเพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินการวิจัยด้วย โดยที่ปรึกษาจะช่วยกำกับดูแลการวิจัยในภาพรวม นำเสนอแนวทางและคำแนะนำในปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ส่วนพี่เลี้ยงก็คล้ายกับที่ปรึกษา แต่จะทำหน้าที่แนะนำให้การวิจัยเป็นไปในทางที่จะมีประสิทธิผลมากขึ้น  รวมทั้งคอยกระตุ้นให้นักวิจัยมีกำลังใจเมื่อพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก รวมทั้งการช่วยสร้างเครดิตในงานวิจัยให้นักวิจัยหน้าใหม่ นักวิจัยที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนมีพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ผู้ช่วยนักวิจัย ผู้บริหาร หรือพนักงานที่ช่วยงานวิจัย ที่สามารถเป็นพี่เลี้ยงได้ทั้งสิ้น  และมันจะเป็นประโยชน์มากหากนักวิจัยสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ประกอบด้วยพี่เลี้ยงที่หลากหลายกลุ่ม ที่มีประสบการณ์แตกต่างกันเพื่อเข้ามาช่วยเติมเต็มงานวิจัยให้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

แม้ว่าพี่เลี้ยงมีบทบาทในการช่วยแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ก็ยังมีส่วนช่วยสร้างประโยชน์ทางอ้อมอื่นๆ เช่น ช่วยให้นักวิจัยเกิดไอเดียใหม่ๆ ช่วยสร้างเครือข่ายในการวิจัยที่ทำให้การทำวิจัยมีความเข้มแข็งขึ้น  การช่วยให้นักวิจัยหน้าใหม่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น นอกจากนี้ พี่เลี่ยงยังมีส่วนช่วยให้มีการรวมตัวกันทางสังคมในสาขาวิทยาศาสตร์ที่จะยิ่งทำให้วิชาชีพมีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งทุกๆคนไม่ว่าจะอยู่ในระดับของความก้าวหน้าในอาชีพระดับใด ก็ควรจะมีบทบาทการเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน

ที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงมักจะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของนักวิจัยฝึกหัด ดังนั้น พวกเขาต้องระวังไม่ให้มีการใช้บทบาทหน้าที่ไปในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่าง ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงกับผู้รับคำปรึกษามีความซับซ้อน และบางครั้งก็เกิดความขัดแย้งในหลายๆ เรื่อง เช่น การแบ่งเครดิตในการวิจัย การแบ่งหน้าที่กันในการดำเนินการวิจัย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงเป็นเพียงผู้ช่วยนักวิจัยให้พัฒนางานวิจัยที่จะช่วยสร้างความก้าวหน้าในสายงานได้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิผล ดังนั้น ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงจึงต้องรักษามาตรฐานในการเป็นที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีเพื่อทำหน้าที่อย่างมีจริยธรรมไม่ใช่หน้าที่ไปในทางที่ผิด

นอกจากนี้  นักวิจัยที่เริ่มทำงานใหม่ๆ มีหน้าที่ที่จะต้องปรับตัวเข้าหาที่ปรึกษา/พี่เลี้ยง โดยพวกเขาจะต้องรู้ความคาดหวังของอีกฝ่ายที่ชัดเจน ดังนั้นนักวิจัยเหล่านี้จึงจำเป็นต้องค้นหา และปรับตัวเข้ากับปรึกษา/พี่เลี้ยงมากกว่าที่จะคาดหวังว่าให้ปรึกษา/พี่เลี้ยงปรับตัวเข้ามาหาเขา ซึ่งแนวปฏิบัติที่ชัดเจนควรทำให้เกิดขึ้นเพื่อระบุถึงความสัมพันธ์ของแต่ละฝ่ายที่ต้องมีต่อกัน เพราะความลักษณะความสัมพันธ์ที่เกิดระหว่างมนุษย์นั้นไม่เพียงพอที่จะช่วยให้การทำงานราบรื่น แต่ทั้งสองฝ่ายควรมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างมืออาชีพมากกว่า นอกจากนี้ หน่วยงานเองก็ควรสนับสนุนให้เกิดที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีโดยมีมาตรการจูงใจต่างๆ ตลอดจนมีการฝึกอบรมการเป็นที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีด้วย

 

 การนำข้อมูลมาทดลอง

เพื่อให้การดำเนินการวิจัยเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ นักศึกษาที่ทำการวิจัยจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าจะใช้ข้อมูลอย่างไรให้เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม ในปี 2002 จึงมีบรรณาธิการของวารสาร Journal of Cell Biology เริ่มที่จะทดสอบภาพในเอกสารต้นฉบับเพื่อให้รู้ว่ามันถูกปรับเปลี่ยนในทางที่ละเมิดมาตรฐานของการตีพิมพ์หรือไม่ ซึ่งเกือบๆหนึ่งในสี่ของงานวิจัยที่ส่งมาตีพิมพ์มีภาพที่แสดงให้เห็นถึงการปรับแต่งที่ไม่เหมาะสม บรรณาธิการจึงขอให้ทุกคนส่งงานวิจัยตัวจริงมาให้ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาพที่ส่งมาให้ในตอนแรก  ผลจากการเปรียบเทียบพบว่า ร้อยละ 1 ของงานวิจัยมีการปรับแต่งเพื่อหลอกลวง “fraudulent manipulation” มันจึงส่งผลกระทบต่อข้อสรุปในงานวิจัย และทำให้บรรณาธิการต้องปฏิเสธการตีพิมพ์ลงวารสาร

นักวิจัยที่ปรับแต่งข้อมูลในทางที่หลอกลวงผู้อื่นเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับคุณค่าพื้นฐานในการวิจัยและขัดกับมาตรฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และยังเป็นการหลอกลวงเพื่อนร่วมวิชาชีพและยังทำลายความก้าวหน้าของวิชาการ ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ถูกต้องสามารถสร้างผลกระทบได้อย่างมหาศาลที่เราอาจคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในยุคที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ที่ทำให้ข้อมูลมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปในวงกว้าง มันจึงทำให้ผลกระทบจากการบิดเบือนข้อมูลรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต โดยข้อมูลที่ถูกบิดเบือนอาจเกิดจาก การออกแบบการทดลองที่ไม่ดี การวัดผลที่ไม่ระมัดระวัง และการจัดการที่ไม่เหมาะสม

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นักวิจัยได้พัฒนาและปรับปรุงวิธีการ/เครื่องมือที่จะช่วยรักษาความมีจริยธรรมในการวิจัย โดยบางวิธีการถูกนำไปปรับใช้ในบางสาขาของการวิจัย เช่น การทำสอบความมีนัยยะสำคัญทางสถิติ การใช้  double-blind trials , proper phrasing of questions on surveys  ส่วนในบางเครื่องมือก็ปรับใช้ในวงกว้างหลากหลายสาขา เช่น การอธิบายว่าได้ทำอะไรเพื่อให้ข้อมูลหรือผลการทดลองมีการขยายผลจากงานวิจัยในอดีต  

เพราะความสำคัญของวิธีการเหล่านี้ งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์จำนวนมากจะต้องอธิบายให้ชัดเกี่ยวกับกระบวนการที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เพียงพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือไม่เพียงแต่ความน่าเชื่อถือของข้อมูลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการในการได้มาซึ่งข้อมูลด้วย อย่างไรก็ดี แม้ว่าอาจจะไม่สามารถที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกันในช่วงที่ได้รับข้อมูลมาได้ แต่นักวิจัยก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้องสร้างฐานข้อมูลที่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้อย่างถาวรเพื่อให้ผู้อื่นเข้ามาตรวจสอบและต่อยอดได้ ซึ่งในการวิจัยทั้งวิจัยอุตสาหกรรมและสถาบัน นักวิจัยจำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ที่สร้างที่เก็บข้อมูลรายวัน แต่น่าเสียดายที่นักวิจัยเริ่มต้นมักไม่ได้รับการอบรมในเรื่องดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการบันทึกข้อมูล การวิเคราะห์ การเก็บรักษาและการแบ่งปันข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานด้านวิจัยจำเป็นต้องพิจารณาในวาระการประชุมเพื่อปรับปรุงในสิ่งเหล่านี้

หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย รวมถึงผู้ให้ทุน และวารสารต่างๆ จึงมีนโยบายที่ให้นักวิจัยต้องเปิดเผยและแบ่งปันแหล่งข้อมูล และหากนักวิจัยไม่นำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งข้อมูลที่สำคัญที่จะเอามาวิจัยและสร้างข้อสรุปก็จะถือว่าไม่ทำตามมาตรฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าในบางครั้ง ข้อมูลและวิธีการต่างๆ มีจำนวนมาก และไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆ หรืออาจมีต้นทุนสูงในการนำมาเปิดเผย  แต่นักวิจัยก็มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างวิธีการเข้าถึงข้อมูลให้ได้ เช่น การสร้างคลังข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสร้างช่องทางการรักษาและแบ่งปันข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เช่น คลังภาพถ่ายทางดาราศาสตร์, protein sequences, archaeological data, cell lines, reagents, and transgenic animals.

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเผยแพร่และจัดการข้อมูล คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทำให้ข้อมูลบางอย่างถูกนำไปใช้ขยายผลการวิจัยก่อนที่จะมีการเก็บบันทึก ดังนั้น การที่จะนำข้อมูลนั้นไปแบ่งปันก็จะต้องแบ่งปันซอร์ฟแวร์และฮาร์ดแวร์ด้วย เพราะเทคโนโลยีด้านดิจิตอลมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว บางข้อมูลที่เก็บอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์อาจจะไม่สามารถเข้าถึงได้ในไม่กี่ปีต่อมา ดังนั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบข้อกำหนดเกี่ยวกับการตีพิมพ์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคตอีกด้วย

 

ความผิดพลาดและความละเลย 

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีความอ่อนไหวต่อค่าความผิดพลาด ณ ระดับของความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์นั้น เทคนิคการทดลองมักจะไปจนถึงขีดกำจัด สัญญาณของการค้นพบอาจจะยากที่จะแยกกับตัวรบกวน และแม้แต่คำถามที่จะต้องหาคำตอบก็อาจไม่ได้ถูกจำกัดความที่ดีมากนัก ในบางครั้ง นักวิจัยจะต้องพบกับความเสี่ยงในการสำรวจหาไอเดียใหม่ๆ เขาอาจจะต้องพึ่งพาเทคนิคในทางทฤษฎีที่ไม่ได้มีการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบมากนัก เขาอาจจะต้องขยายขอบเขตของการคาดเดาออกไป ในการยอมรับความเสี่ยงเหล่านั้นคงไม่สามารถกล่าวโทษงานวิจัยที่ไม่เป็นระเบียบไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรถูกตำหนิคือ การแนะนำที่ผิดต่างหาก

นักวิจัยเป็นเพียงแค่มนุษย์ พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่จะมีเวลาทำงานไม่จำกัด หรือเข้าถึงทรัพยากรไม่จำกัด แม้ว่าจะเป็นนักวิจัยที่มีความรับผิดชอบที่สุด เขาก็อาจจะมีข้อผิดพลาดที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจทำผิดในการวิจัยในการออกแบบการทดลอง หรือการทดสอบความถูกต้องของเครื่องมือ การบันทึกข้อมูล การแสดงผล และอื่นๆ อย่างไรก็ดี นักวิจัยมีหน้าที่ทั้งต่อตนเอง สังคมส่วนรวม และต่อวิชาชีพ ที่จะต้องทำวิจัยให้ถูกต้องและระมัดระวัง  ซึ่งที่ผ่านมา ระเบียบและข้อบังคับทางวิทยาศาสตร์ก็ได้พัฒนาวิธีการและแนวปฏิบัติที่จะช่วยลดโอกาสในการเกิดความผิดพลาดและความล้มเหลวในการสังเกตการทำไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ และยังระบุให้ทุกๆ ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ควรที่จะต้องมีการเตรียมการอย่างระมัดระวัง ต้องมีการเข้ากระบวนการ Peer Review และมีการตรวจสอบพิจารณาที่รอบคอบแม้ว่าหลังจากการตีพิมพ์แล้ว

นอกเหนือไปจากความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจก็คือ ความผิดพลาดจากความละเลย  รวมถึงความรีบเร่ง การขาดความระมัดระวัง และไม่ใส่ใจ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งกับมาตรฐานในการวิจัย และสร้างความเสี่ยงต่อตนเองและสังคม ซึ่งความผิดพลาดเหล่านี้จะสร้างผลกระทบอย่างมหาศาลต่อทั้งสาขาวิทยาศาสตร์และสังคมส่วนรวมที่ต้องพึ่งพิงผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน  

แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดที่ได้รับการตรวจสอบรับรองโดย Peer แต่การนำไปปรับใช้จริงเพื่อขยายผลการทดลองอื่นๆ ก็มักจะมีการเลือกให้เหมาะสมกับงานของแต่ละคน จึงไม่จำเป็นที่สร้างการวิจัยใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานของการค้นพบหรือทฤษฎีเก่าที่คนอื่นสร้างขึ้น อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้วงการวิทยาศาสตร์ นักวิจัยควรที่จะต้องเชื่อมั่นในการตรวจสอบที่ผ่านมาที่เป็นการตรวจรับรองบนพื้นฐานของมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ

บางครั้ง ข้อผิดพลาดในงานวิจัยก็อาจจะมีงานวิจัยต่อๆมา ที่เข้าไปมีส่วนแก้ไขข้อผิดพลาดของงานวิจัยในอดีตด้วย แต่ข้อผิดพลาดที่เป็นข้อผิดพลาดที่สร้างความหลงผิด ก็อาจจะทำให้การวิจัยต้องสูญเสียเวลาและทรัพยากรมากโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น เมื่อมีข้อผิดพลาดปรากฏขึ้นในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาแล้ว ก็ควรจะแก้ไขโดยระบุเพิ่มเติมในสิ่งตีพิมพ์ เช่น erratum (for a production error), corrigendum (for an author’s error)  ในส่วนของความผิดพลาดในเอกสารอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่บันทึกไว้ รวมถึง ข้อเสนอการวิจัย การบันทึกระหว่างการปฏิบัติการ รายงานความก้าวหน้า บทคัดย่อ รายงานภายใน ก็ควรจะทำให้ถูกต้องเพื่อรักษาความมีจริยธรรมและในขณะเดียวกันก็ยังป้องกันไม่ให้นักวิจัยคนอื่นทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะความเข้าใจผิดต่อไปอีก

 

การทำผิดในการวิจัย

พฤติกรรมของนักวิจัยบางคนทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออาชีพทางวิทยาศาสตร์  รวมทั้งสร้างความเสี่ยงต่อชื่อเสียงของวงการวิทยาศาสตร์ และประโยชน์ต่อสังคมที่ควรจะได้รับจากงานวิจัย ซึ่งพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จะถูกเรียกว่าเป็น  “การทำผิดทางวิทยาศาสตร์” หรือ scientific misconduct  เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ U.S. Office of Science and Technology Policy ซึ่งเป็นหน่วยงานให้ทุนวิจัยที่สำคัญของสหรัฐได้วางกรอบแนวคิดเกี่ยวกับคำว่า Misconduct ว่ามีคุณลักษณะที่ประกอบด้วย การแต่งข้อมูลขึ้นมา การดัดแปลงข้อมูล และการลักลอกข้อมูล ทั้งในกระบวนการเขียนข้อเสนอขอทุนวิจัย การดำเนินการวิจัย การทบทวนวรรณกรรม และการรายงานผล

ทั้งนี้จากนิยามของ  U.S. Office of Science and Technology Policy  สามารถอธิบายในแต่ละประเด็นได้ดังนี้

(1) Fabrication คือ การแต่งข้อมูลขึ้นมา หรือการปรับแต่งผลการทำลองให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

(2) Falsification คือ การดัดแปลง (เปลี่ยน/ละทิ้ง) ข้อมูล รวมถึง ปัจจัยนำเข้าในการทำวิจัยต่างๆ เช่น อุปกรณ์ กระบวนการ

(3) Plagiarism คือ การลักลอกข้อมูล โดยนำความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย ของผู้อื่นมาใช้ โดยไม่ระบุถึงผู้ที่เป็นเจ้าของความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังกล่าวถึงพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายว่าเป็น การทำผิดในการวิจัย โดยพฤติกรรมนั้น ได้แก่ การไม่ทำตามแนวปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับ อย่างไรก็ดี การทำผิดในการวิจัยจะไม่รวมถึงความแตกต่างในความคิดเห็น ดังนั้น สถาบันวิจัยหรือหน่วยงานให้ทุนวิจัยแต่ละหน่วยงานก็มีการนิยามบางอย่างเพิ่มเติม เช่น การลอบบี้ผู้ที่เป็น peer review เพื่อประเมินผลงานตนเอง รวมทั้งการตีพิมพ์ผลงานที่ไม่จัดสรรเครดิตในงานวิจัยให้เหมาะสม  ไม่สนใจกฎเกณฑ์สำคัญในการทำวิจัย ความล้มเหลวในการรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัย การแก้แค้นหรือตอบโต้ผู้ที่รายงานการทำผิดในการวิจัย เป็นต้น ในขณะที่  National Science Foundation ได้รวมถึง พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากแนวปฏิบัติในการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับ ที่เป็นเสมือนการทำผิดในการวิจัยอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ทั้งสามรูปแบบของการทำผิดในการวิจัยนี้ก็ยากแก่การพิสูจน์ว่าเป็นการกระทำโดยตั้งใจหรือไม่ เพราะบางคนอาจแก้ตัวว่า มันคือความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดี ในวงการวิทยาศาสตร์จะเป็นต้องควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะการกระทำเหล่านี้จะสร้างผลกระทบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียเวลา การทำลายชื่อเสียง การสร้างความรู้สึกของการถูกทรยศ   รวมถึงสร้างผลกระทบทางลบต่อคนในวงการ ทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนอีกด้วย

 

การแต่งข้อมูลในข้อเสนอขอทุนวิจัย 

Vijay เรียนจบปริญญาโทปีแรก และกำลังสมัครเข้าโครงการ predoctoral fellowship  ของ   National Science Foundation เขาได้ส่งงานวิจัยที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ และรายงานไปว่า ทำเสร็จแล้ว เพื่อให้ทันเวลาก่อนปิดรับสมัคร โดยในการสร้างหลักฐานปลอมเพื่อส่งไปยังหน่วยงาน หลังจากนั้น หน่วยงานได้สอบถามมายังคณะที่เขาเรียน เมื่อเรื่องจริงปรากฏขึ้น เขาจึงถูกไล่ออกจากโครงการที่กำลังศึกษาอยู่

  1. คุณคิดว่ามีนักวิจัยที่มักอ้างสถานะของงานวิจัยที่เกินจากที่เป็นอยู่บ่อยๆ หรือไม่
  2. คุณคิดว่าทางคณะควรไล่เขาออกเพราะการกล่าวอ้างถึงสถานะของงานวิจัยที่เกินจริงหรือไม่
  3. ถ้าเขาไปสมัครเรียนที่อื่นต่อ สถาบันการศึกษาที่เขาสมัครควรทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือไม่
  4. อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาควรมีความรับผิดชอบในการตรวจสอบก่อนหรือไม่

ใช่การลักลอกผลงานหรือไม่?

Professor Lee กำลังเขียนข้อเสนอเพื่อขอทุนวิจัย ซึ่งมีกำหนดปิดรับสมัครอีก 2 วันข้างหน้า เพื่อให้เขียนเนื้อหาที่เป็นภาพรวมให้เสร็จทันเวลา เขาจึงไปคัดลอกข้อความที่ผู้อื่นเขียนมาใส่ในข้อเสนอการวิจัยของตนเอง โดยคัดลอกข้อความเป็นประโยคๆ ที่คนอื่นสรุปมา และก็ใส่อ้างอิงสำหรับประโยคที่ลอกมานั้น

จึงเกิดคำถามตามมาว่า

  1. การคัดลอกประโยคของผู้อื่นมา โดยที่ไม่มีการเชื่อมโยงใดๆ กับงานวิจัยก่อนหน้า เข้าข่ายการลักลอกงานวิจัยหรือไม่
  2. การอ้างอิงเพียงเท่านี้ เป็นการให้เครดิตเจ้าของผลงานที่เพียงพอหรือไม่

การตอบสนองต่อการไม่ปฏิบัติที่น่าสงสัยว่าจะไม่ตามมาตรฐานทางวิชาชีพ 

วิทยาศาสตร์เป็นวงการที่มีการวางกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมตนเอง แม้ว่าภาครัฐจะมีบทบาทในการเข้ามากำกับดูแลการวิจัย แต่ภายในวงการวิจัยก็กลายเป็นแหล่งที่มาของมาตรฐานและแนวปฏิบัติเพื่อให้นักวิจัยดำเนินการตาม ทั้งนี้ การวางกฎระเบียบเพื่อควบคุมภายในนั้นจะช่วยให้เกิดความมั่นใจว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานวิชาชีพจะถูกสร้างขึ้นโดยผู้ที่มีประสบการณ์และมีคุณวุฒิ และในการนำมาปรับใช้ในทางปฏิบัตินั้น นักวิจัยก็จะต้องมีการกระตุ้นเตือนเพื่อนร่วมงานให้เขาปฏิบัติตามด้วย และอาจแจ้งให้ผู้อื่นทราบเมื่อพบเห็นใครที่กำลังฝ่าฝืนมาตรฐานทางวิชาชีพและแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้

แต่การตัดสินเกี่ยวกับพฤติกรรมการฝ่าฝืนมาตรฐานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความผิดปกติที่เกิดจากการทำวิจัยมันเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งบางครั้งก็อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ หรือบางครั้งก็เป็นการรายงานเพื่อกลั่นแกล้งกันซึ่งมีให้เห็นในอดีตบ่อยๆ แม้ว่าจะมีกฎที่ห้ามไม่ให้มีการตอบโต้หรือรายงานเพื่อกลั่นแกล้งกันก็ตาม  อีกทั้งการกล่าวหาใครสักคนว่ามีพฤติกรรมการวิจัยที่ไม่รับผิดชอบก็มักส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายตามมา อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีความยาก แต่นักวิจัยก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำเมื่อพบเห็นว่าเพื่อนร่วมงานของตนกำลังทำผิด

การทำผิดในการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งข้อมูลขึ้นมา การดัดแปลง หรือการลักลอกงานวิจัย มีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบต่อวงการวิทยาศาสตร์ให้มีระบบการกำกับดูแลที่อ่อนแอลง ลดความเชื่อมั่นของสาธารณชนเกี่ยวกับความมีจริยธรรมในวงการวิทยาศาสตร์ และจะลดทอนประโยชน์ที่ควรจะได้จากการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย  จึงทำให้หลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการวิทยาศาสตร์ หรือคนในสังคม พยายามปกป้องคุณค่าพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ไว้ สถาบันวิจัยหลายๆหน่วยงานที่ได้รับทุนวิจัยจากรัฐก็จะต้องมีนโยบายและกระบวนการในการสอบสวนและรายงานพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัย  เพื่อให้นักวิจัยตระหนักรู้และปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว

ในส่วนของการตอบสนองต่อพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัยของแต่ละหน่วยงานจะมีความแตกต่างกัน เพราะมีการนิยามพฤติกรรมที่เข้าข่าย การแต่งข้อมูล การดัดแปลงข้อมูล และการลักลอกงานวิจัย ที่แตกต่างกัน  นอกจากการกระทำทั้งสามประเภทแล้ว หน่วยงานต่างๆ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ควรที่จะกระตุ้นไม่ให้เกิดการปฏิบัติที่เรียกว่า  questionable research practices (QRPs) ด้วย โดยใช้วิธีที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งมีอยู่มากมาย และหน่วยงานต้องมีหน้าที่ที่จะระบุว่า QRPs ไหนที่สุ่มเสี่ยงเพียงพอที่ควรจะต้องหามาตรการลงโทษ แต่วิธีการที่จะระบุ QRPs ก็ควรที่จะต้องแตกต่างไปจากการพิจารณาเรื่องการทำผิดในการวิจัยปกติ  อีกทั้งสาขาวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันก็ควรต้องนิยาม QRPs ในรูปแบบที่ต่างกันไปด้วย

ที่ผ่านมา  เหตุการณ์ที่แวดล้อมการฝ่าฝืนมาตรฐานก็มักจะแตกต่างกันไปมาก จนทำให้ต้องสร้างระบบการตรวจสอบในประเด็นต่างๆ ที่ชัดเจนว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ข้อสงสัยว่ามีการทำผิดควรที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาในรูปของคำถามมากกว่าข้อกล่าวหา และในทำนองเดียวกัน การแสดงออกถึงความกังวลและให้มีการชี้แจงจะดีกว่าการตั้งข้อกล่าวหาเลย นอกจากนี้ การตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมในการวิจัยก็ควรจะมีวัตถุประสงค์ที่ชัด มีความเป็นธรรม และไม่มีอคติเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นไปได้ว่า ควรจะมีการพูดคุยกับผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยก่อน เพราะบางครั้งข้อสงสัยมันอาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนก็เป็นได้  อย่างไรก็ดี ในการตั้งข้อสงสัยและการพูดคุยเพื่อค้นหาความจริงก็ควรจะต้องมุ่งเน้นการรักษาความลับของงานวิจัยด้วย  

 หลายๆ หน่วยงานของรัฐบาลกลางขนาดใหญ่ในสหรัฐได้กำหนดนโยบายที่ให้สถาบันวิจัยต้องจัดให้มี the research integrity officer เพื่อทำหน้าที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับสถานการณ์ที่น่าสงสัยว่าจะเป็นการทำผิดในการวิจัย  เพื่อให้ผู้ร้องเรียนกล้าที่จะเข้าไปร้องเรียนโดยตรงต่อหน่วยงานนั้น  โดยจะต้องมีการแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วน คือ การไต่สวนเบื้องต้นเพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ  และการสอบสวนเพื่อหาข้อสรุปและตัดสินใจที่จะดำเนินการต่อไป  ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องถูกออกแบบให้มีความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา มีการปกป้องผู้ที่ร้องเรียน และต้องมีการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานให้ทุนด้วย  ทั้งนี้ ในการออกแบบแบบจำลองในการดำเนินการของกระบวนการดังกล่าวสามารถประยุกต์จาก แนวทางที่กำหนดโดย  the Department of Health and Human Services Office of Research Integrity

 

Treatment of Misconduct by a Journal

การปรากฏขึ้นของเทคโนโลยี stem cell เป็นประเด็นร้อนในช่วง 1995-2005 สร้างแรงกดดันให้นักวิทยาศาสตร์เข้ามาฉวยโอกาสของความก้าวหน้านี้ในการทำวิจัย จนทำให้มีการทดลองการโคลนนิ่งสิ่งมีชีวิตหลากหลาย ตั้งแต่แกะ  ไปจนถึงมนุษย์

ในปี 2005  ทีมวิจัยจาก  Seoul National University นำโดย    Hwang Woo-Suk  รายงานเกี่ยวกับการโคลนนิ่งสุนัข จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการวิจัยด้าน stem cell ที่โดดเด่นในเกาหลี  ต่อมาทีมนักวิจัยก็พยายามทำโครงการโคลนนิ่งจากตัวอ่อนมนุษย์ และก็มีการตีพิมพ์งานวิจัยออกมา

ไม่กี่สัปดาห์หลังงานวิจัยถูกเผยแพร่ ก็มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเซลล์ไข่ที่ใช้ในการทดลอง รวมทั้งมีการเข้าไปค้นหาการทำผิดในการงานวิจัยในหลายๆเรื่อง สุดท้ายก็พบว่า นักวิจัยในทีมได้กระทำการวิจัยที่หลอกลวง มีการแต่งข้อมูลขึ้นมาเอง

และจากเหตุการณ์นั้น ก็ทำให้การทำวิจัยด้าน stem cell ไม่ก้าวหน้าต่อไป และส่งผลกระทบให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากในการวิจัยครั้งนี้ รวมทั้งทรัพยากรในการวิจัยของคนอื่นที่พยายามต่อยอดงานวิจัยนี้  นอกจากนี้ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อสาขาการวิจัย และนำไปสู่แรงกดดันให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบใหม่เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของสาขาการวิจัยนี้ 

 

การวิจัยที่มีมนุษย์และสัตว์เป็นส่วนหนึ่งในการทดลอง

นักวิทยาศาสตร์คนใดก็ตามที่ดำเนินการวิจัยที่อาศัยมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งในการทดลองมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการปกป้องสวัสดิภาพของผู้ที่ถูกทดลองตามกฎระเบียบที่บัญญัติโดยรัฐบาลกลาง รัฐ และท้องถิ่นในสหรัฐ และตามข้อบังคับของแต่ละกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งกฎระเบียบเหล่านี้ได้ถูกออกแบบเพื่อทำให้มั่นใจว่าความเสี่ยงต่อผู้ที่ถูกทดลองจะลดลงเหลือน้อยที่สุด และเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าต่อการสร้างประโยชน์จากการวิจัยให้เกิดขึ้น  ดังนั้น  ผู้วิจัยที่เข้าข่ายดังกล่าวต้องแสดงหนังสือยินยอมของผู้ที่เข้าร่วมเป็นผู้ถูกทดลองในการวิจัย ที่สอดคล้องกับกฎระเบียบที่ชื่อว่า  The Common Rule lay out requirements for research involving human participants โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวได้ระบุถึงประเภทการวิจัยใดที่เข้าข่ายต้องมีหนังสือแสดงความยินยอม วิธีการ และกระบวนการที่จำเป็น ตลอดจนระบุให้ต้องมีการฝึกอบรมนักวิจัยก่อนดำเนินการวิจัยจริงอีกด้วย

ทั้งนี้ งานวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลางที่เกี่ยวกับการทดลองในมนุษย์จะต้องถูกตรวสอบและต้องได้รับความเห็นชอบโดยคณะกรรมการที่เรียกว่า Institutional Review Boards (IRBs) โดย IRBs จะเห็นชอบกับโครงการหรือไม่นั้นมีเกณฑ์พิจารณาที่สำคัญ คือ การสอดคล้องกับกฎที่เรียกว่า Common Rule นอกจากนี้  IRBs ยังต้องติดตามเพื่อทบทวนการวิจัยในระหว่างดำเนินการ การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจสร้างผลกระทบทางลบ รวมทั้งตรวจสอบความขัดแย้งของผลประโยชน์  ซึ่งระบบดังกล่าว ไม่เพียงแต่ผู้รับทุนจากรัฐบาลกลางที่จะต้องดำเนินการเท่านั้น แต่รวมถึงทุนจากหน่วยงานอื่นๆ ก็เช่นกัน และนโยบายเหล่านี้ยังถูกนำไปปรับใช้ในหน่วยงานของประเทศอื่นๆ ด้วย

อย่างไรก็ดี การวิจัยที่มีมนุษย์เข้ามามีส่วนร่วมได้ทำให้เกิดคำถามตามมาคือ

  • ควรมีใครที่จะถูกถามให้เข้าร่วมในการวิจัยที่มีความเสี่ยงต่อตัวพวกเขาเองในขณะที่ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนที่ชัดเจนให้พวกเขาหรือไม่
  • ควรมีการปรับหนังสือยืนยอมให้สอดคล้องกับคนแต่ละกลุ่มที่มีความแตกต่างกันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น เด็ก นักโทษ ผู้ป่วยทางจิต คนที่ไร้การศึกษา และคนกลุ่มอื่นๆ ที่มีความอ่อนไหวสูง
  • ควรสร้างข้อกำหนดเดียวกันแล้วนำไปบังคับใช้กับการวิจัยในพื้นที่อื่นๆ ของโลกหรือไม่ หรือควรมีมาตรฐานที่มีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่หรือไม่

            ในส่วนของการใช้สัตว์ในการวิจัยก็มีกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นกัน  โดยในสหรัฐมีกฎหมายที่เรียกว่า  พระราชบัญญัติสวัสดิภาพสัตว์   ที่มีบทบัญญัติว่า   “to insure that animals intended for use in research facilities . . . are provided humane care and treatment.” และในส่วนของหน่วยงานด้านสาธารณสุขก็มีนโยบายเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ที่ใช้ทดลองเช่นกัน ซึ่งครอบคลุมไปถึงทุกๆโครงการวิจัยที่มีสัตว์เป็นตัวทดลองที่ได้รับทุนจาก  National Institutes of Health โดยจะกำหนดให้หน่วยงานที่รับทุนวิจัยต้องวางมาตรการที่จะให้มีการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากสัตว์ที่เหมาะสม รวมถึงมีการฝึกอบรมนักวิจัย และมีการทดสอบทางชีววิทยา ซึ่งนโยบายเกี่ยวกับงานวิจัยด้านนี้อิงอยู่กับสองกฎหมายหลักๆ ทั้ง   พระราชบัญญัติสวัสดิภาพสัตว์   และ แนวทางในการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลอง ( the Guide for the Care and Use of Laboratory Animals) โดยเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ แนวทางสำหรับนักวิจัยที่ใช้สัตว์ในการทดลองที่นักวิจัยต้องยึดถือเพื่อปฏิบัติอาจแบ่งออกได้เป็นสามแนวทางใหญ่ๆ ที่เรียกว่า 3R ได้แก่

  • Reduction คือ การลดจำนวนสัตว์ที่ใช้ในการทดลองให้น้อยลง
  • Refinement คือ การตรวจสอบกลั่นกรองกระบวนการทำวิจัยเพื่อเทคนิคการทำวิจัยที่ลดความตึงเครียด/เจ็บปวดของสัตว์ให้มากที่สุด
  • Replacement คือ การปรับเปลี่ยนสิ่งที่ใช้ในการทดลองไปสู่สิ่งที่ไร้ความรู้สึก แทนสัตว์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตจิตใจ

ดังนั้น ใครก็ตามที่จะทำวิจัยที่สัตว์เป็นตัวทดลองจำเป็นต้องได้รับการให้ความรู้และอบรมให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์เหล่านี้

ทั้งกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ และนโยบายเกี่ยวกับการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลอง กำหนดให้หน่วยงานวิจัยต้องมีคณะกรรมการที่เรียกว่า  Institutional Animal Care and Use Committees (IACUCs)  ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสัตว์ รวมทั้งคณะกรรมการอื่นๆที่มาจากภาคประชาชน ที่มีหน้าที่ในการทวนสอบและพิจารณาเห็นชอบข้อเสนอขอทุนวิจัยที่ใช้สัตว์ในการทดลอง ตรวจสอบโครงการที่เกี่ยวกับการดูแลสัตว์ รวมทั้งมีหน้าที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สัตว์ในการทดลอง ซึ่งในปัจจุบัน the American Association for the Accreditation of Laboratory Animal Care accredit research institutions   ได้นำกฎระเบียบดังกล่าวมาปรับใช้เสมือนแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานขององค์กร  

 

การทดสอบกับนักเรียน 

Antonio กำลังศึกษาวิธีการเพิ่มความสามารถในการจดจำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์สาขาจิตวิทยา  เขาได้ประยุกต์ใช้วิธีการทดลองที่เรียกว่า  interactive Web-based instructional modules แล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนในชั้นเรียนของเขา  (ซึ่งในขณะที่ทดสอบเขาเป็นผู้ช่วยสอน) เขาคาดว่านักเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมในการทดลองน่าจะมีผลการเรียนที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วม

หลังจากทดสอบแล้ว เขาก็ได้นำผลการวิจัยมาเผยแพร่ในงานประชุมวิชาการ เพื่อหวังว่าเขาจะได้รับเครดิตในการทำงานด้านวิชาการที่ดีขึ้นหลังจากเรียนจบปริญญาเอก

จึงเกิดคำถามตามมาว่า

  • เขาควรที่จะไปขออนุญาต IRB  ก่อนจะดำเนินการหรือไม่ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีมนุษย์เป็นตัวทดลอง
  • เขาควรบอกอะไรบ้างแก่นักเรียนก่อนการทดลอง
  • เขาจำเป็นต้องมีหนังสือขอความยินยอมหรือไม่

ความปลอดภัยในการวิจัยในห้องแลบ

นอกจากกฎระเบียบเกี่ยวกับสวัสดิภาพคนและสัตว์ในการทดลองแล้ว รัฐบาลกลางสหรัฐและแนวปฏิบัติของวิชาชีพยังมีข้อกำหนดที่ครอบคลุมถึงประเด็นอื่นๆ ในการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินทุนวิจัย การเผยแพร่ผลการวิจัย การจัดการกับวัสดุอุปกรณ์ที่อันตราย และความปลอดภัยในห้องแลบ

ในสองประเด็นสุดท้ายนั้นมักถูกมองข้ามในการวิจัย แต่กลับมีอุบัติเหตุในห้องแลบที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอยู่ต่อเนื่องเช่นกัน  ที่ผ่านมามีลูกจ้างราวครึ่งล้านในสหรัฐต้องมีบทบาทในการจัดการวัสดุทางชีวภาพที่อันตราย และอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ในเดือนมีนาคมปี 2006 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่  National Institute of Higher Learning in Chemistry ในฝรั่งเศส  ซึ่งคร่าชีวิตนักวิจัยและสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าถึง 130 ล้านเหรียญ ดังนั้น นักวิจัยควรทบทวนข้อมูลและกระบวนการการทำวิจัยในประเด็นเรื่องความปลอดภัยอย่างน้อยปีละครั้ง และสร้างบัญชีรายชื่อของแต่ละกิจกรรมเพื่อตรวจสอบทีละประเด็น ดังนี้

  • การใช้อุปกรณ์และเสื้อผ้าป้องกันที่เหมาะสม
  • การจัดการวัสดุอุปกรณ์ในห้องแลบที่ปลอดภัย
  • กระบวนการใช้เครื่องมือในการทดลองที่ปลอดภัย
  • การกำจัดวัสดุอุปกรณ์ที่ปลอดภัย
  • การระบบการจัดการและระบบการตรวจสอบในเรื่องความปลอดภัย
  • มีกระบวนกรประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย
  • มีระบบการขนส่งอุปกรณ์ระหว่างห้องแลบที่ปลอดภัย
  • ออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัย
  • ระบบการตอบสนองต่อปัญหาเร่งด่วน
  • มีการให้ความรู้บุคลากรก่อนเข้ามาทำงานในแลบ
  • กฎระเบียบของภาครัฐที่สามารถปฏิบัติได้จริง

 การเผยแพร่ผลการวิจัย

ในศตวรรษที่ 17 นักวิทยาศาสตร์หลายๆคนมักเก็บผลงานที่ตนเองคิดค้นได้เป็นความลับเพื่อไม่ให้ผู้อื่นนำไปอ้างสิทธิในผลงานของตน ที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของไอแซค นิวตัน ที่ไม่ได้นำเสนอผลการค้นพบต่อบุคคลอื่นเพราะกลัวว่าคนอื่นจะแอบอ้างไปเป็นผลงานของตนเอง 

Henry Oldenburg ซึ่งเป็นเลขาธิการของหน่วยงาน Royal Society of London เป็นผู้ริเริ่มแนวทางในการส่งต้นฉบับของงานวิจัยไปตีพิมพ์โดยมีระบบ Peer review และกลายมาเป็นวิธีการเผยแพร่งานวิจัยที่สำคัญ ซึ่งในการตีพิมพ์จะยึดถือหลักการสำคัญคือ คนแรกที่ค้นพบ ไม่ใช่คนแรกที่ตีพิมพ์ เพื่อให้เครดิตของผลงานวิจัยแก่ผู้ที่ค้นพบเป็นคนแรก และเมื่อมันถูกตีพิมพ์ก็เท่ากับคนอื่นๆ สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ผู้ที่หยิบบางส่วนของงานวิจัยของผู้อื่นไปใช้ก็ต้องอ้างอิงเพื่อให้เครดิตแก่ผู้ค้นพบด้วย อย่างไรก็ดี มันก็มีบางครั้งที่นักวิจัยไปนำไอเดียจากงานวิจัยอื่นมาปรับใช้โดยปราศจากการให้เครดิตเจ้าของงาน

นอกจากนี้ การอ้างอิงงานของบุคคลอื่นมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่หลายๆการอ้างอิงกลับมีความผิดพลาดเยอะมาก ไม่เพียงแค่การสะกดผิด  แต่ยังมีเขียนหัวข้อเรื่องผิด เขียนปีผิด และเลขหน้าผิด และในบางครั้งการอ้างอิงกลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นในงานวิจัยเลย นอกจากนี้การอ้างอิงในบางกรณีกลับกล่าวถึงสิ่งที่งานวิจัยที่ใช้อ้างอิงเขียน แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้องก่อนหน้า ดังนั้น การมี peer review ที่มีความรับผิดชอบจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเลี่ยงปัญหาดังกล่าว

ดังนั้นในการอ้างอิงควรมีการดำเนินการอย่างเหมาะสมและระมัดระวัง และนักวิจัยควรอ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนเพื่อให้ทราบความเชื่อมโยงของแต่ละงาน รวมทั้งงานวิจัยชิ้นแรกที่เป็นที่มาของความรู้ต่างๆ ที่มีการนำมาอ้างอิงต่อๆ กันมา และนอกเหนือจากการตีพิมพ์ในวารสารเพื่อเผยแพร่ผลงานแล้ว นักวิจัยก็ยังมีทางเลือกอื่นๆที่สามารถเผยแพร่สิ่งที่ตนคิดค้น เช่น งานสัมมนาวิชาการ การประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ควรกระทำเบื้องต้นก่อนการตีพิมพ์ผลงานเป็นทางการด้วยซ้ำ เพราะนักวิจัยจะได้ทราบถึงข้อคิดเห็นของผู้อื่นที่มีต่องานวิจัยของตน และสามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้งานวิจัยมากขึ้น ซึ่งในยุคของเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมที่ก้าวหน้ายิ่งทำให้นักวิจัยมีช่องทางในการเผยแพร่งานวิจัยรวดเร็วขึ้นและกว้างขวางขึ้น   โดยในบางส่วนของงานวิจัยสามารถนำไปเผยแพร่ได้เลย เช่น ข้อมูลดิบ โมเดลที่ใช้ในการประมวลผล รวมถึงงานวิจัยฉบับร่าง ซึ่งสามารถเผยแพร่ได้ก่อนการส่งให้ peer review อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่งานวิจัยโดยเลี่ยงกระบวนการกำกับดูแลการตีพิมพ์ที่มีมาตรฐานชัดเจนนั้นอาจทำให้ทำลายแบบแผนที่ดีของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์  เพราะ Peer review จะมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแนวทางที่มีคุณค่ามากขึ้นที่นักวิจัยจะนำไปปรับปรุงคุณภาพงานวิจัยของตน  ดังนั้น งานวิจัยที่การตีพิมพ์เผยแพร่ไม่ได้ผ่านกระบวนการ peer review ย่อมจะมีความน่าเชื่อถือที่ลดลง ทั้งนี้ มีเหตุผลสำคัญที่ตอบคำถามที่ว่า ทำไมนักวิจัยควรที่จะต้องยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลให้แก่สาธารณชนในรูปแบบอื่นๆ ก่อนการส่ง peer review นั่นเพราะถ้าการตีพิมพ์ที่อื่นในขณะที่การวิจัยยังไม่มีความเหมาะสม (เพราะไม่มีกระบวนการของ peer review) จะลดความน่าเชื่อถือของงานวิจัยลง และทำให้ความเชื่อมั่นในวงการวิทยาศาสตร์ลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ การตีพิมพ์ผลงานที่อื่นโดยไม่ระวังอาจทำให้บางวารสารถือเป็นการตีพิมพ์ซ้ำอีกด้วย

ซึ่งในบางครั้ง นักวิจัยถูกลวงให้ส่งงานวิจัยเดียวกันไปตีพิมพ์สองที่ แม้ว่าวารสารและวงการวิชาการส่วนใหญ่จะห้ามการกระทำนั้น พวกเขาก็อาจจะตีพิมพ์ผลในรูปของ   “least publishable units” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งตีพิมพ์ที่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะตีพิมพ์ แต่ไม่เพียงพอที่จะนำเสนอเรื่องราวเต็มรูปแบบของโครงการวิจัย การทำในลักษณะนี้เป็นการสร้างความสูญเสียในเวลาและทรัพยากรของบรรณาธิการ ผู้อ่าน และผู้รีวิว และทำให้เกิดต้นทุนต่อองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ด้วย นอกจากนี้มันอาจจะทำให้เกิดประสิทธิผลที่ต่ำลง ดังนั้น การสร้างความมีคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์จึงมีความสำคัญ ในบางหน่วยงานวิจัยและรัฐบาลกลางจึงมีนโยบายในการจำกัดจำนวนหน้าของการตีพิมพ์  

 

ความเป็นเจ้าของผลงาน และการจัดสรรเครดิตให้ผู้ร่วมงานวิจัย  

เมื่องานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ รายชื่อของผู้ที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยจะบ่งชี้ว่าใครมีส่วนในการทำงานบ้าง  อย่างไรก็ดี ข้อตกลงในการเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของผลงานนั้นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสาขาการวิจัยหรือข้อบังคับของแต่ละพื้นที่  ในบางข้อบังคับ ชื่อของผู้นำทีมวิจัยอาจจะอยู่ท้ายสุด แต่ในบางกรณีก็เขียนเป็นชื่อแรก  ในบางสาขาของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ชื่อของที่ปรึกษาจะไม่ค่อยปรากฏในสิ่งตีพิมพ์ ในขณะที่สาขาอื่นๆ จะมีการใส่รายชื่อของที่ปรึกษาด้วย  ในบางกลุ่มของการวิจัยจะมีการเขียนชื่อตามลำดับอักษร อย่างไรก็ดี หลายๆวารสารหรือหลายๆกลุ่มวิชาชีพก็จะมีการสร้างแนวทางในการเขียนรายชื่อเจ้าของผลงานในรูปแบบต่างๆ กัน

ในบางครั้ง การตัดสินใจว่าใครคือเจ้าของผลงานบ้างนั้นอาจไม่สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนในตอนเริ่มโครงการ และอาจต้องกำหนดรายชื่อเมื่อสิ้นสุดโครงการวิจัยแล้ว โดยเฉพาะในการวิจัยที่เป็นสหวิชาการที่มีลักษณะของการเข้ามามีส่วนร่วมของคนต่างสาขาวิชาชีพกัน หรือที่เรียกว่า interdisciplinary collaborations หรือ multigroup projects โดยผู้ที่เข้ามาร่วมทำงานวิจัยจากหลายกลุ่มก็จะคุ้นเคยกับแบบแผนในสาขาของตนเอง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดของการแบ่งสรรเครดิตการทำวิจัย คือ การบันทึกชื่อแต่ละคนและแบ่งปันเครดิตระหว่างคนที่เข้ามาร่วมงานกันแต่ละคน

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ ประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการให้น้ำหนักว่าใครมีเครดิตในงานวิจัยมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร โดยนักวิจัยที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันโครงการวิจัยให้ก้าวหน้านับเป็นผู้ที่ควรได้รับเครดิตสูงสุด ในขณะที่นักวิจัยที่ถูกทาบทามเข้ามาร่วมในภายหลังจะได้รับน้อยกว่าแม้ว่าคนที่มาทีหลังจะลงแรงในการทำงานวิจัยมากกว่าก็ตาม ในทำนองเดียวกัน นักวิจัยที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการก็ควรได้รับเครดิตมากกว่าผู้ที่ทำงานในโครงการเฉยๆ นอกจากนี้ นักวิจัยที่มีส่วนในการสร้างไอเดียใหม่ๆให้แก่งานวิจัยก็ควรจะได้รับการจัดสรรเครดิตที่สูงกว่าด้วย ทั้งนี้ ในบางครั้งที่ชื่อของบางคนเข้าอยู่ในบัญชีรายชื่อของเจ้าของผลงานแต่กลับไม่ได้ทุ่มเทใดๆ ให้กับการทำงานมากนัก แม้ว่าจะใส่ชื่ออยู่ในส่วนของ    “honorary,” “guest,”   “gift”  ก็อาจจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด และให้น้ำหนักกับผู้ที่ทุ่มเทในงานมากน้อยลงไปด้วย  ซึ่งผู้ที่กำกับดูแลสิ่งตีพิมพ์ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใส่ชื่อที่ไม่เหมาะสมในลักษณะนี้  นอกจากนี้ ยังมีกรณีของการใส่ชื่อบุคคลที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมใดๆเลยและไม่มีใครรู้จักในรายชื่อเจ้าของผลงานด้วย ซึ่งเป็นกระทำที่น่าตำหนิอย่างยิ่ง

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์งานวิจัยจึงมีนโยบายบุคคลที่จะมีชื่อร่วมในผลงานต้องเป็นผู้ที่มีส่วนในการสร้างผลงานที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบงานวิจัย การวิเคราะห์และแปลผล การร่างรายงานวิจัย  แต่สำหรับผู้ที่อำนวยความสะดวกต่อการทำงาน เช่น การจัดหาพื้นที่สำหรับทำงานอาจจะไม่เพียงพอที่จะให้ผู้นั้นมีรายชื่อเป็นเจ้าของผลงาน แต่อาจจะใส่ชื่อในส่วนของ footnote หรือใส่ชื่อในส่วนของการแสดงความขอบคุณเท่านั้น

นอกจากนี้ การใส่ชื่อเจ้าของผลงานยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง ซึ่งการใส่ชื่อของเจ้าของผลงานที่เหมาะสมจะแสดงถึงความมีสามัญสำนึกที่จะรับผิดชอบต่องานวิจัยและยังสร้างเครดิตให้แก่ผู้ที่ทำงานวิจัยด้วย  เมื่องานวิจัยถูกพบว่ามีข้อผิดพลาด ผู้ที่มีรายชื่อในการเป็นเจ้าของผลงานก็ต้องเข้ามีส่วนร่วมรับผิดชอบทุกคน จะอ้างว่ามีส่วนในการทำเพียงเล็กน้อยไม่ได้ อย่างไรก็ดี การกระจายความรับผิดชอบก็อาจจะมีความยากในกรณีของงานวิจัยร่วมระหว่างหลายสาขาวิชาชีพ เพราะนักวิจัยจากสาขาหนึ่งอาจจะกล่าวว่าพวกเขาไม่มีภาระที่ต้องร่วมรับผิดชอบในบางส่วนของงานที่ที่ไม่ใช่ส่วนของสาขาของเขา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ทุกๆคนจะต้องรับผิดชอบในทุกๆ ส่วนของงานวิจัย ซึ่งบางครั้งอาจแก้ปัญหาโดยให้ผู้อื่นช่วยตรวจสอบงานวิจัยที่อยู่นอกเหนือจากส่วนของเขาเพื่อสร้างความมั่นใจว่างานจะออกมาถูกต้อง ทั้งนี้ ในบางงานวิจัยก็อาจจะมีวิธีแก้ปัญหาการแบ่งภาระรับผิดชอบโดยการเขียน footnote กำกับว่า ผู้วิจัยแต่ละคนรับผิดชอบในส่วนไหนให้ชัดเจน

ทรัพย์สินทางปัญญา 

การค้นพบโดยผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะคุณค่านักวิจัยเองที่จะได้รับความรู้ใหม่ที่ก้าวหน้ามากขึ้น หรือต่อภาครัฐที่จะนำไปปรับใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ดีขึ้น หรือต่อภาคอุตสาหกรรมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ  ดังนั้น นักวิจัยควรที่จะต้องมีความตระหนักถึงคุณค่าเหล่านี้ และควรรู้ถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งควรรู้ว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างไร และควรต้องสร้างความคุ้นเคยกับกฎระเบียบที่ช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมและการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมอีกด้วย

ในบางกรณี ประโยชน์ที่เกิดจากความรู้ใหม่ๆก็จำเป็นต้องมีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะโดยผ่านสิทธิบัตร หรือลิขสิทธิ์ หรือโดยการเก็บความรู้ใหม่ๆ ไว้เป็นความลับทางการค้า โดยทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นเสมือนสิทธิทางกฎหมายในการควบคุมการนำความรู้จากการวิจัยไปใช้ในบริบทเฉพาะ หรือการควบคุมนำความรู้จากการวิจัยไปเผยแพร่ ทั้งสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างกลไกทางกฎหมายที่จะช่วยเข้าถึงความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของภาคเอกชนกับผลประโยชน์สาธารณะ และมันยังช่วยให้นักวิจัย องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร และบริษัทต่างๆ ได้รับสิทธิในการแสวงหากำไรจากความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

ในส่วนของสิทธิบัตรนั้น เจ้าของสิทธิบัตรสามารถปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของเขาที่เกิดจากการคิดค้น โดยกฎหมายสิทธิบัตรจะช่วยให้คนอื่นไม่สามารถเข้ามาทำเลียนแบบ หรือ ใช้ประโยชน์ หรือ นำไปขาย นักวิจัยที่ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสิทธิบัตรอาจจะมีหน้าที่สำคัญต่อผู้ให้ทุนสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการใช้โน้ตบุ๊กเฉพาะสำหรับโครงการ การไม่เปิดเผยข้อมูลในการวิจัย ซึ่งในสหรัฐได้มีกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิบัตรที่มีข้อกำหนดชัดเจนเกี่ยวกับนิยามของผู้ประดิษฐ์ ซึ่งต้องมีชื่ออยู่ในสิทธิบัตรนั้น

ในส่วนของลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่มีความโดดเด่นมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีด้านดิจิตอลมีบทบาทมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีดิจิตอลที่พัฒนาขึ้นทำให้สามารถคัดลอกและกระจายข้อมูลได้ง่ายขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยลิขสิทธิ์จะช่วยปกป้องการแพร่กระจายของความรู้ใหม่ๆ แต่ก็มิได้ปกป้องตัวความรู้ใหม่โดยตรง ดังนั้น เมื่อนักวิจัยเขียนงานวิจัยหรือหนังสือ ลิขสิทธิ์ก็จะเข้าช่วยปกป้องในส่วนของข้อความและภาพต่างๆ ในสิ่งพิมพ์ แต่อย่างไรก็ดี บุคคลอื่นก็สามารถนำไอเดียในการทำวิจัยไปปรับใช้ในงานวิจัยของเขาได้ ทั้งนี้ ในการใช้ประโยชน์บางอย่างก็สามารถทำได้ ถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ที่ไม่แสวงหากำไร เช่น การวิจัย หรือการศึกษา แต่สิ่งที่ต้องห้ามก็คือการใช้ไปในทางที่จะลดมูลค่าตลาดของงานวิจัยลง 

ในส่วนของความลับทางการค้า มักใช้มากในภาคอุตสาหกรรมเพื่อที่จะเก็บรักษาข้อมูลจากการวิจัยที่มีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างมูลค่าทางการค้า ในกรณีนี้ จึงไม่มีบทบัญญัติใดๆที่เกี่ยวข้องกับการนำไอเดียไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ   

ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยส่วนใหญ่ก็ได้มีนโยบายที่ระบุเฉพาะเกี่ยวกับการดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายเหล่านี้จะระบุว่าจะต้องเก็บข้อมูลอย่างไร  เก็บรักษาข้อมูลอย่างไร  เผยแพร่ข้อมูลอย่างไร และเมื่อไร การถ่ายโอนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร สิ่งที่ค้นพบจะมีการเปิดเผยอย่างไร รวมถึงจะมีการกระจายผลประโยชน์จากสิทธิบัตรอย่างไร อย่างไรก็ดี กฎหมายสิทธิบัตรมีความแตกต่างกันในและประเทศ นักวิจัยจึงจำเป็นต้องนำกฎระเบียบที่แตกต่างกันมาพิจารณาเมื่อต้องร่วมงานกับนักวิจัยในประเทศอื่นในโครงการเดียวกัน บางกรณี นักวิจัยที่ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรมักจะชะลอการตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ ที่ปรึกษาจำเป็นต้องทำให้นักวิจัยเหล่านี้ตระหนักความสำคัญของการตีพิมพ์ผลงานที่มีต่อความก้าวในอาชีพตน และนักวิจัยไม่ควรที่จะชะลอการตีพิมพ์เพื่อซื้อเวลาที่มากจนเกินไปเพื่อปกป้องผลการวิจัยของตน ซึ่งสิ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจว่าการตีพิมพ์ผลงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตร คือ การที่มีหน่วยงานที่เรียกว่า   University technology transfer offices ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่กำกับดูแลในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ นโยบายของสถาบันวิจัยบางหน่วยงานก็อาจจะไม่ได้ระบุถึงประเด็นในเรื่องดังกล่าว หรือบางหน่วยงานก็อาจจะให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การที่หน่วยงานหรือนักวิจัยจะได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ การแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงการ นักวิจัยจะสามารถใช้ข้อมูลที่หามาในการทำวิจัยเมื่อออไปจากสถาบันได้หรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สถาบันวิจัยจะเป็นเจ้าของข้อมูลที่นำมาใช้ในการวิจัยแม้ว่าจะหามาโดยนักวิจัยก็ตาม แต่ก็อาจจะมีการทำข้อตกลงกันเกี่ยวกับรายละเอียด และนักวิจัยก็อาจจะได้รับสิทธิในการนำข้อมูลที่เขาหามาไปใช้ในการทำงานที่อื่นก็เป็นได้

 

ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ความรับผิดชอบ และคุณค่า 

นักวิจัยมักมีประโยชน์หลากหลายไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์ในเรื่องความคิด ผลประโยชน์ทางการเงิน หรือแม้แต่ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ซึ่งผลประโยชน์ดังกล่าวนั้นมักเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันและบางครั้งก็มีความขัดแย้งกัน  หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น ความขัดกันในผลประโยชน์ ทั้งนี้ ความขัดกันในผลประโยชน์ หมายถึง สถานการณ์ที่นักวิจัยมีความต้องการที่อาจจะถูกแทรกแซงด้วยการคุณค่าในเรื่องวิชาชีพ การจัดการสถานการณ์เพื่อลดปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์จึงมีความสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งความมีจริยธรรมของนักวิจัยและสาขาวิทยาศาสตร์

ความขัดกันในผลประโยชน์เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ นักวิจัยที่ต้องการเริ่มธุรกิจเพื่อนำผลงานวิจัยที่ทำในห้องแลบไปใช้ประโยชน์ทางการค้าก็อาจจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่จะต้องสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าในการศึกษา กับ ผลประโยชน์ทางการค้า ในบางครั้งนักวิจัยก็เลือกที่จะตีพิมพ์ผลงานในกรอบความรู้แคบๆ หลายๆงาน แทนที่จะตีพิมพ์งานวิจัยเต็มรูปแบบที่ประกอบด้วยข้อค้นพบที่สำคัญเพื่อสร้างความก้าวหน้าของวงการวิชาการ  หรือในบางครั้งนักวิจัยก็ตัดสินใจที่จะเน้นผลประโยชน์ทางการเงินโดยขอทุนวิจัยที่เป็นการทำงานในลักษณะงานประจำ มากกว่าที่จะขอทุนที่จะช่วยสร้างความก้าวหน้าในสาขาวิชาชีพ หรือบางครั้งก็อาจจะทำงานวิจัยที่ผลงานที่สร้างขึ้นจะทำให้เขาได้รับโบนัสจากนายจ้างเป็นหลัก ซึ่งการมุ่งที่ผลประโยชน์เชิงตัวเงินก็อาจจะสร้างผลกระทบต่อการออกแบบการวิจัย รวมถึงการตีความ และการนำเสนอ และอาจจะทำลายชื่อเสียงของนักวิจัย ตลอดจนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อวงการวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ ในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวก็เข้ามามีผลกระทบในประเด็นเรื่องความขัดแย้งในผลประโยชน์ จะเห็นได้จากในบางหน่วยงานมีการให้ทุนวิจัยโดยพิจารณาจากคนที่เคยเป็นที่ปรึกษา เคยเป็นนักศึกษาปริญญาโทในกำกับดูแล หรือเป็นเพื่อนร่วมงานวิจัยเก่า ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจให้ทุน  นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมี ความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวระหว่างอาจารย์และนักศึกษาที่มักต้องห้ามในสถาบันการศึกษาเพื่อป้องกันความขัดกันของผลประโยชน์ เมื่อเป็นเช่นนี้ หน่วยงานให้ทุนต่างๆ รวมถึงหน่วยงานจัดทำวารสารจึงมีนโยบายให้นักวิจัยระบุถึงประโยชน์ทางการเงินและความสัมพันธ์ส่วนตัวให้การเสนอขอทุนด้วย ดังนั้น นักวิจัยจึงต้องตระหนักรู้เกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้ และมีความเข้าใจว่าพวกเขามีบทบาทสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้กับวงการวิชาการและชื่อเสียงของวิชาชีพอย่างไร อย่างไรก็ดี ได้มีการสร้างกระบวนการที่ช่วยแก้ปัญหา ความขัดกันของผลประโยชน์  ที่เรียกว่า  a formal review process ซึ่งความขัดแย้งที่สำคัญจะถูกระบุให้ชัดเจนขึ้น เพื่อนำมาเปิดเผยและอภิปรายถกเถียงกัน

แม้ว่าจะมีแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดกันในผลประโยชน์ แต่ในบางกรณีนักวิจัยที่เข้าร่วมทีมวิจัยก็อาจจะไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว เนื่องจากปัญหาความขัดกันในความรับผิดชอบที่เป็นอีกประเด็นปัญหาหนึ่ง  เช่น ในการที่นักวิจัยที่เป็นนักศึกษาจะต้องทำการตัดสินใจเกี่ยวกับการแบ่งเวลาระหว่างงานวิจัยที่กำลังทำ กับภาระหน้าที่อื่นๆ เป็นต้น ซึ่งการขัดกันในความรับผิดชอบนี้อาจเป็นความขัดแย้งกันระหว่างการที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรให้การทำวิจัยสอดคล้องข้อบังคับ จะทำอย่างไรเพื่อให้เป็นการเคารพในผลประโยชน์/พันธกิจ/ค่านิยมของนายจ้าง หรือทำอย่างไรจึงจะนำเสนอผลการศึกษาให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งความขัดแย้งกันในความรับผิดชอบเหล่านี้เป็นแหล่งที่มาของความตึงเครียดในชีวิตนักวิจัยและอาจสร้างปัญหาต่ออาชีพการงานในอนาคต  ซึ่งในการจัดการภาระรับผิดชอบเหล่านี้เป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่ง แต่ก็มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันความขัดกันของผลประโยชน์ โดยในกรณีของความขัดกันของผลประโยชน์นั้น หน่วยงานด้านวิจัยมีนโยบายที่กำหนดมีการทำแนวทาง/คู่มือเกี่ยวกับความขัดกันของผลประโยชน์ เช่น มีการจำกัดเวลาที่เอาไปทำงานภายนอกคณะ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ยังมีการฝึกอบรมที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการจัดการความขัดกันของความรับผิดชอบ อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญสุดในการจัดการความขัดกันของผลประโยชน์ที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ การระบุถึงความขัดแย้งดังกล่าว ให้ได้ก่อนค่อยเริ่มหาทางจัดการกับมัน

นอกเหนือจากความขัดแย้งกันในความรับผิดชอบและความขัดกันในผลประโยชน์แล้ว ก็ยังมีประเด็นเรื่องคุณค่าและความเชื่อของแต่ละคนที่มักเข้ามาทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการทำวิจัย นักวิจัยบางคนอาจจะมีความเชื่อทางการเมือง วัฒนธรรม ศาสนา และปรัชญาที่แรงกล้าที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ความเชื่อและคุณค่านั้นก็สามารถที่จะทำให้มันอยู่ร่วมกับวิทยาศาสตร์ได้ในบางครั้ง อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ชี้ให้ถึงหลายๆ เหตุการณ์ที่ความเชื่อส่วนบุคคลหรือความเชื่อในสังคมเข้ามาบิดเบือนการทำงานวิจัย เช่น การปฏิเสธระบบความคิดอันเป็นรากฐานของสังคมของพันธุศาสตร์เมนเดเลียนในสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 ได้ทำลายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับชีววิทยาในโซเวียต

ทั้งนี้ ความปรารถนาที่จะทำงานให้ดีเป็นคุณค่าหนึ่งของมนุษย์ ดังนั้น  มันจึงเป็นเสมือนการพิสูจน์ว่ามาตรฐานของความซื่อสัตย์และความเป็นกลางจะถูกดำรงรักษาไว้อย่างยั่งยืน ดังนั้น นักวิจัยควรมีใจที่เปิดกว้างต่อการรับรู้ความคิดใหม่ๆ และพยายามในการทดสอบและค้นหาความรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนยอมรับความคิดของผู้อื่นที่อาจขัดแย้งกับข้อมูลที่สังเกตได้

 

นักวิจัยในสังคม

มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่มากไปกว่าความรับผิดชอบภายในวงการวิทยาศาสตร์เอง แต่นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังต้องมีหน้าที่ที่จะต้องแสดงให้สังคมเห็นถึงว่าจะนำงานวิจัยและความรู้ที่พวกเขาสร้างขึ้นไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร

นักวิจัยมักมีบทบาทสมมติที่แตกต่างกันในการอภิปรายถึงความรู้ใหม่ๆต่อสังคม พวกเขามักจะนำเสนอความคิดเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญและคำแนะนำต่อหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา บริษัทเอกชน และองค์กรอื่นๆ พวกเขาสามารถเข้าไปมีส่วนในการประเมินผลประโยชน์และความเสี่ยงจากการใช้ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ พวกเขามักจะให้ความรู้แก่นักศึกษา ผู้วางนโยบาย หรือภาคประชาชนเกี่ยวกับประเด็นด้านนโยบายและวิทยาศาสตร์ พวกเขาสามารถลอบบี้ผู้แทนประชาชนหรือเข้าร่วมในการประท้วงทางการเมือง ในบางครั้ง นักวิจัยก็เป็นเสมือนนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ และผลผลิตจากงานของเขาก็เป็นเสมือนปัจจัยนำเข้าที่จะนำไปปรับใช้ในกระบวนการออกแบบนโยบายสาธารณะ  นอกจากนี้ พวกเขาก็ยังมีบทบาทในการเป็นพลเมืองที่มีจุดยืนเหมือนพลเมืองทั่วไปในเวทีสาธารณะ

อย่างไรก็ดี นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีบทบาทในเชิงวิชาชีพที่สำคัญในการดำเนินการและนำเสนอผลการวิจัยที่เป็นกลางและถูกต้องให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  แม้ว่าในบางประเด็นที่พวกเขาต้องการสนับสนุนอยู่แล้ว ก็อาจจะถูกผู้อื่นมองว่าขาดความเป็นกลาง แต่นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็มีสิทธิที่จะแสดงความเชื่อมั่นต่อบางสิ่งและทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม กิจกรรมเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจุดยืนในสิ่งที่เขาเชื่อมั่น

คุณค่าซึ่งวิทยาศาสตร์ได้ยึดมั่น รวมถึง ความซื่อสัตย์ ความเป็นธรรม การเป็นกัลยาณมิตร และการเปิดกว้าง เป็นเสมือนแนวทางในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันรวมถึงในการทำงานวิจัยด้วย คุณค่าเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ที่ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์สามารถสร้างผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ มีประสิทธิผล และสร้างสรรค์ที่มากขึ้น

ภาคผนวก

การอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีศึกษาต่างๆ

 

การเปลี่ยนแผน A CHANGE OF PLANS (Page 5)

ความแตกต่างในความคิดเห็นเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์มักจบด้วยความตึงเครียดระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา ดั้งนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดีระหว่างกันตลอดช่วงเวลาการวางแผนการทำวิทยานิพนธ์  ทั้งนี้ ควรมีการประชุมร่วมกันบ่อยๆ เพื่อทบทวนความก้าวหน้าและหารือถึงสิ่งที่จะทำต่อในอนาคต อย่างไรก็ดี ถ้าหากนักศึกษารู้สึกอึดอัดที่จะเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาแบบที่ Joseph เป็น  คณะกรรมการวิทยานิพนธ์คนอื่นๆ ก็ควรที่จะเข้ามาสร้างความเข้าใจร่วมกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

การเลือกข้อมูล THE SELECTION OF DATA (Page 10)

หน้าที่สำคัญของ Deborah and Kamala ในการเขียนผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์gที่จะช่วยอธิบายว่าพวกได้ทำอะไรและอะไรคือพื้นฐานของสิ่งที่ทำ  ดังนั้น คำถามที่พวกเขาจำเป็นต้องตอบให้ได้ คือ

  • ถ้าพวกเขาอ้างในงานวิจัยว่าข้อมูลถูกปฏิเสธเพราะปัญหาเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า ควรหรือไม่ที่ข้อมูลจะต้องนำมารวมไว้ในภาพที่ตีพิมพ์ด้วย
  • เขาควรทำอย่างไรเกี่ยวกับ point ที่จะเก็บไว้หรือทิ้งไป
  • ควรใช้วิธีในการวิเคราะห์ความผิดพลาดอะไร
  • พวกเขาควรทำอย่างไรที่จะกู้ข้อมูลเหล่านี้ทั้งที่มันยากที่จะทำการวัด
  • มันจะดีที่สุดหรือไม่ถ้าจะเน้นไปที่ความผิดพลาดอย่างเป็นระบบ (ความผันผวนของกระแสไฟ) และคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะกำจัดความผันผวนดังกล่าว หรือจะทำการทดลองที่ปรับค่าความผันผวนซ้ำ

ซึ่งการปรึกษากับผู้ดูแล หรือนักวิจัยอาวุโสน่าจะเป็นทางเลือกเพิ่มเติมที่ควรนำมาพิจารณา

 

การค้นพบข้อผิดพลาด DISCOVERING AN ERROR (Page 14)

 เมื่อการมีข้อผิดพลาดในการบันทึกทางวิทยาศาสตร์ นักวิจัยคนอื่นๆสามารถที่จะทำผิดพลาดซ้ำ หรืออาจจะเสียเวลาและเงินทองในการค้นพบและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น  ในกรณีของ  Marie and Yuan ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานที่มีข้อผิดพลาดแฝงอยู่ ซึ่งเป็นการหลอกลวงนักวิชาการคนอื่นๆ หลงผิด จึงเป็นประเด็นที่ว่า พวกเขาควรที่จะบอกบรรณาธิการว่าส่วนไหนของงานวิจัยที่มีข้อผิดพลาดและการแก้ให้ควรทำอย่างไร

 

มันคือการลักลอกข้อมูลหรือไม่ IS IT PLAGIARISM? (Page 18)

การเขียนทบทวนวรรณกรรมจำเป็นต้องมีการวิพากษ์ไปถึงงานวิจัยเริ่มต้น ซึ่งศาสตราจาร Lee ควรพิจารณาการคัดลอกเพียงประโยคเดียวที่เจ้าของงานคนอื่นสรุปมามันจะทำให้เป็นการเอาเปรียบผู้ที่ไปทบทวนงานวิจัยอื่นๆแล้วมาสรุปหรือไม่  นอกจากนี้ เพราะการทบทวนวรรณกรรมในงานวิจัยอาจจะสร้างความไม่สมบูรณ์หรือความคลาดเคลื่อนได้ Lee จึงควรใช้ความพยายามในการทบทวนวรรณกรรมมากกว่านี้เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ทบทวนแล้วมาเขียนมันถูกต้องเหมาะสมแล้ว  ยิ่งกว่านั้น Lee ควรที่จะจินตนาการว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเจ้าของผลงานที่Leeคัดลอกมา กลับถูกกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้มาทบทวนวรรณกรรมจากข้อเสนอวิจัยของ Lee เอง

การสร้างความสมดุลในอาชีพ A CAREER IN THE BALANCE (Page 22)

Peter ตกอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องค้นหาทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาว่า ควรจะปรึกษาใครเกี่ยวกับความถูกต้องของการทำวิจัยที่ทำโดย Jimmy เพื่อนร่วมงานของเขา การที่เขาจะไปปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษา ก็กลัวว่าจะเกิดปัญหาขึ้นเพราะ Jimmy เป็นคนโปรดของอาจารย์ ที่จะทำให้การตัดสินออกมาไม่ยุติธรรม  บางที Peter ควรหันไปพูดคุยกับ Jimmy โดยตรง เพราะหลายๆ ข้อสงสัยอาจหายไปถ้าต่างคนต่างได้มีโอกาสอธิบายในสิ่งที่อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจ  อย่างไรก็ดี หาก 

Peter ไม่สะดวกใจจะคุยกับ Jimmy เขาอาจจะไปปรึกษาเพื่อที่ไว้วางใจได้ หรือบุคลากรคนอื่นในคณะ หรือแม้แต่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบของมหาวิทยาลัย คนเหล่านั้นอาจช่วย Peter ให้ค้นพบคำตอบของปัญหาต่างๆ ได้

 

การทดลองโดยใช้นักเรียน TESTS ON STUDENTS (Page 25)

แม้ว่าวิธีการทดลองไม่ได้อันตรายต่อตัวนักเรียน แต่ Antonio ก็ต้องได้รับการอนุมัติจาก   IRB ก่อน  แม้ว่าการวิจัยของเขาเน้นเทคนิคที่เกี่ยวกับการสอนที่อาจได้รับยกเว้นการตรวจสอบของ  IRB แต่การได้รับการยกเว้นหรือไม่นั้น ต้องให้ IRB เป็นผู้ตัดสิน ดังนั้น เขาควรจะพิจารณาให้ลึกซึ้งก่อนในหลายๆประเด็นที่เกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจเชิงบังคับให้นักเรียนต้องเข้าร่วมการทดลองหรือการทำให้นักเรียนบางกลุ่มได้เปรียบเหนืออีกกลุ่ม  การแสดงยินยอมแบบเปิดเผยจึงควรต้องกระทำ

 

การเปลี่ยนแปลงข้อตกลง A CHANGE OF PROTOCOL (Page 26)

แนวปฏิบัติในการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลองถูกออกแบบเพื่อปกป้องสวัสดิภาพสัตว์ และเพิ่มคุณภาพในงานวิจัย  แต่ทั้งสองเป้าหมายกลับไม่ได้รับมาปรับใช้โดย Hus เลย ดังนั้น ใครจะสามารถนำประเด็นดังกล่าวหารือกับหน่วยงาน อะไรคือภาระรับผิดชอบแลบและความเป็นผู้นำขององค์กรในดำเนินการตามกฎหมายด้านสวัสดิภาพสัตว์

แนวปฏิบัติในการตีพิมพ์ PUBLICATION PRACTICES (Page 32)

ในสาขาวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้เน้นนับจำนวนงานวิจัย แต่จะเน้นความแตกต่างในการค้นพบใหม่ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้   Andre และนักศึกษาฝึกงานของเขาจึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรจึงเข้ามีส่วนสร้างปรากฏการณ์ที่สำคัญในสาขาวิชาชีพของพวกเขา พวกเขาจำเป็นต้องเริ่มที่จะเขียนก่อนที่จะคำนึงถึงจำนวนงานวิจัย  พวกเขาอาจจะถามตัวพวกเขาเองเกี่ยวกับกระบวนการที่จะช่วยในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะ

  • พวกเขาจะทำการอภิปรายงานวิจัยเป็นลำดับแรกๆ ได้อย่างไร
  • นักศึกษาเหล่านั้นถูกทำให้เชื่อว่าพวกเขาจะเป็นผู้ประพันธ์ลำดับแรกในสิ่งตีพิมพ์หรือไม่ ถ้าได้ จะสร้างผลกระทบต่อนโยบายและกระบวนการของหน่วยงานในอนาคตอย่างไร

ใครได้รับเครดิต WHO GETS CREDIT? (Page 36)

Robert จำเป็นต้องรู้ว่าบริษัทของเขา วารสารที่เขาจะส่งตีพิมพ์ ได้มีนโยบายที่เหมาะสมกับสถานะของเขาหรือไม่ ถ้าใช่ เขาต้องตัดสินใจว่าจะนำนโยบายไปหารือกับผู้กำกับดูแลหรือไม่  หรือจะไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านวิจัย หรือบรรณาธิการหรือไม่ ถ้าไม่ เขาก็จะต้องตัดสินใจว่าจะร้องเรียนเกี่ยวกับแนวปฏิบัติเกี่ยวกับรายชื่อเจ้าของผลงานในเอกสารอื่นๆ หรือไม่ อะไรคือผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ของแต่ละทางเลือกที่จะช่วยในการตัดสินใจของเขา

 

โอกาสทางการค้า ? A COMMERCIAL OPPORTUNITY? (Page 42)

ใบอนุญาตของซอร์ฟแวร์เป็นข้อตกลงทางกฎหมายและผู้ใช้ซอร์ฟแวร์ทุกคนต้องยอมรับมัน ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ Shen ต้องทำก็คือการไปขออนุญาตเจ้าของซอร์ฟแวร์ในการเผยแพร่  อย่างไรก็ดี ในการตัดสินใจของแต่ละคนก็ต่างกัน นักวิจัยหลายๆ คนมักตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ และหลายคนก็เลือกที่จะยอมให้ผู้อื่นนำไปใช้ฟรี แต่บางคนก็พยายามที่จะใช้สิ่งที่ตนคิดค้นเพื่อประโยชน์ทางการค้า  และบางคนก็คิดว่าการสร้างประโยชน์เชิงการค้าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดทั้งต่อวงการวิชาการ ต่อตัวพวกเขา และต่อองค์กรด้วย  ดังที่อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาได้แนะนำให้เขาไปหารือร่วมกับ  technology transfer officer เพื่อเรียนรู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไร

 

ความขัดแย้งในความรับผิดชอบ A CONFLICT OF COMMITMENT (Page 45)

Sandra ยังเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และยังไม่ได้มีหน้าที่ทำงานในอุตสาหกรรม  แต่การทำงานวิจัยที่มีภาคอุตสาหกรรมมาเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนนั้นอาจจะไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ด้านการศึกษาดีก็ ในความเป็นจริง มันก็อาจจะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เข้าใจถึงมุมมองของภาคอุตสาหกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความต้องการของคนในสังคม อย่างไรก็ดี คำถามก็คือ โดยธรรมชาติของงานวิจัยจะสามารถทำให้สอดคล้องกับมิติด้านการศึกษาได้หรือไม่ ในขณะที่ที่ปรึกษาของเธอเข้าไปมีความสัมพันธ์กับภาคธุรกิจที่อาจทำให้เกิดความขัดกันของผลประโยชน์  แล้วเธอจะทำอย่างไรกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ผลกระทบที่เป็นไปได้ต่ออาชีพของเธอในอนาคตคืออะไร