02 218 4756

กรณีศึกษา กิตติศักดิ์

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

ผมชั่งใจอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือไม่เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานหลายปีแล้ว และหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ผมก็ไม่เคย take action ต่อเลยเพราะถือว่าผมทำหน้าที่ของผมเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้เกิดประเด็นสงสัยเกี่ยวกับงานเขียนของ อ. กิตติศักดิ์ ปรกติชิ้นหนึ่งใน social media และผมอ่านคำชี้แจงของ อ.กิตติศักดิ์ทาง facebook แล้วเห็นว่า สมควรมีคำอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้สาธารณชนได้ข้อมูลและความเห็นในมุมของผมดังนี้ครับ

ตอนที่ผมเป็นอาจารย์ใหม่ๆ ผมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการประจำคณะกับอาจารย์รุ่นพี่อีก 2 ท่านเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบภาระงาน (workload) ของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยงานสอน งานกรรมการและงานเขียน เพื่อประเมินความดีความชอบประจำปี ในปีนั้น อ.กิตติศักดิ์ส่งมาช้าเลยเวลาที่กำหนดไว้แต่กรรมการก็ไม่ serious ผ่อนผันให้ ตอนที่ผมตรวจเป็นการตรวจงานของอาจารย์ที่ส่งมาทีหลัง อาจารย์ท่านอื่นๆ ตรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมจำได้ว่า อ.กิตติศักดิ์ส่งงานเขียนมามากสูงเท่าศอก ถ้าจำไม่ผิดมีทั้งภาษาไทย เยอรมันและอังกฤษ การตรวจงานเริ่มจากอาจารย์ผู้ใหญ่สองท่านก่อน ผมเข้ามาใหม่ตรวจคนสุดท้าย อาจารย์ 2 ท่านก็อ่านๆๆๆและก็ส่งต่อๆมา ผมก็อ่านๆ ๆละเอียดบ้างไม่ละเอียดบ้างพลิกไปพลิกมา ในใจเวลานั้นผมยังชม อ.กิตติศักดิ์ว่า ผลงานเยอะจริงๆ อาจารย์แกคงขยันมาก อ่านไปสักพักผมก็มาสะดุดงานชิ้นหนึ่งที่ผมใช้เวลาอ่านสักไม่ถึงนาทีผมก็บอกกับกรรมการว่า “ผมคุ้นๆ กับงานชิ้นนี้” อาจารย์ 2 ท่านมองหน้าผมด้วยตาเขม็ง มีสีหน้าสงสัย ผมก็ย้ำอีกว่าผมคุ้นๆ ว่าเคยอ่านบทความนี้น่ะ แล้วผมก็บอกอาจารย์ทั้งสองว่ารอแป็บนึง เผอิญห้องที่ตรวจงานใกล้กับห้องผม เพื่อความแน่ใจเพราะการตรวจงานเขียนที่มีพิรุธต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนแน่นอน ผมก็ไปห้องผมเอาบทความของ Professor Peter Schlechtriem มาให้อาจารย์ทั้งสองท่านดู อาจารย์ท่านหนึ่งยังเปรยๆขึ้นว่า อาจารย์เยอรมันอาจลอก อ.กิตติศักดิ์ก็ได้ หรืออาจใกล้เคียงกันก็ได้ (ต่างคนต่างเขียนเผอิญคล้ายกันพอดี) ผมก็เลยยื่นต้นฉบับให้ดู อาจารย์ทั้งสองอ่านสักครู่ ก็ไม่พูดอะไร บอกแต่เพียงว่าให้ทำเป็นข้อสังเกตและให้ผมเป็นผู้ชี้แจงในที่ประชุมตอนพิจารณาความดีความชอบประจำปี ขั้นตอนนี้ผมจะข้ามไปไม่อยากกล่าวถึงในรายละเอียด ต่อไปนี้คือความเห็นผม

1. หลายคนสงสัยมาถามผมรู้ได้อย่างไร เพราะมีบทความเกี่ยวกับ CISG เป็นพันชิ้น เหตุผลที่ผมทราบมีสองประการ คือ ประการแรก ผมเพิ่งอ่านบทความนี้ประมาณ 3-4 อาทิตย์ก่อนตรวจงานของ อ.กิตติศักดิ์ ฉะนั้นข้อความสำนวนและเนื้อหายังติดตาอยู่ ประการที่สอง ผมอ่านบทความของ อ.กิตติศักดิ์แป็บเดียวก็รู้ว่า “ผิดปกติ” เพราะเชิงอรรถตัวเลขมีกรอบสี่เหลี่ยม ต้นฉบับก็เป็นสี่เหลี่ยม ผมคิดเอาเองว่าเทคนิคนี้น่าจะมาจากการคลิ๊ก copy select all (คนใช้ program word จะเข้าใจ) หรือไม่ก็รูดเมาส์ copy ลงมา จากนั้นก็มา paste ใหม่ ด้วยวิธีการนี้ “เชิงอรรถ” ก็เลยติดมาทั้งดุ้นจาก Internet

2. อ.กิตติศักดิ์ได้เปลี่ยนชื่อบทความ เปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนจาก “เยอรมัน” เป็น “ไทย” แล้วก็รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และงานชิ้นนี้อาจารย์ไปนำเสนอในงานที่ประชุมระหว่างประเทศแห่งหนึ่งด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดและร้ายแรงที่สุดคือ อ. กิตติศักดิ์เปลี่ยนชื่อเจ้าของบทความจาก “Professor Peter Schlechtriem” มาเป็น “Kittisak Prokati” คำชี้แจงที่ว่าเป็นเรื่องของผู้ช่วย Teaching assistance หรือ “ผมรีบร้อนไม่ทันระมัดระวัง” หรือความผิดพลาดทางเทคนิคอะไรทำนองนี้นั้น ผมว่าฟังไม่ขึ้น เรื่องแบบนี้ ผมว่า TA ไม่มีความสามารถและไม่กล้าทำแน่นอน ส่วนที่บอกว่ารีบร้อน ไม่ดูให้ดีนั้น ผมสงสัยว่า “รีบร้อนตอนทำ” หรือ “รีบร้อนตอนส่งให้คณะกรรมการตรวจ” แต่ไม่ว่าจะรีบร้อนตอนไหนก็ตาม ก็ไม่ถูกอยู่ดี คนจะทำแบบนี้ได้ต้องใช้เวลาอ่านเพื่อที่จะหาช่องว่าจะแก้ไขจะเพิ่มคำไหนจะลบคำไหนดี ถ้ารีบร้อนทำไม่ได้แน่นอน

ลงโฆษณากับประชาไท
ระดมทุน 1 ล้าน พิมพ์หนังสือ ‘รู้ก่อนกา กลเกมเลือกตั้ง 62’ แสนเล่ม
3. ที่ อ.กิตติศักดิ์ชี้แจงว่า ต้องการเผยแพร่ผลงานของ Professor Peter Schlechtriem คำถามมีว่าถ้าต้องการเผยแพร่ผลงานของ Prof. Schlechtriem จริง ทำไมต้องแก้ชื่อเจ้าของบทความจาก “Professor Peter Schlechtriem” มาเป็นของตนเองแทน อีกอย่างการสัมมนาหรือการเรียนการสอน อาจารย์ผู้สอนก็สามารถแจกเอกสารประกอบซึ่งเขียนโดยนักวิชาการท่านอื่นได้เป็นปกติทั่วไปได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแจกงานเขียนของตนเอง ทำไมไม่เลือกวิธีการนี้?

จริงๆ ผมมีข้อสังเกตมากกว่านี้แต่ไม่อยากเขียน สุดท้ายผมขอกล่าวว่า กรณีของ อ.กิตติศักดิ์ ไม่ใช่เป็นรายแรกและรายสุดท้าย งานเขียนวิชาการที่ดีต้องใช้เวลา ใช้ความอุตสาหะ หมกตัวเองอยู่ในห้องสมุด ทั้งค้นคว้าทั้งอ่าน rewrite หลายรอบ ทำงานอย่างโดดเดี่ยวมีวินัย (โดยเฉพาะการทำ citation) ขั้นตอนเหล่านี้เป็นขั้นตอนที่ผู้คนทั่วไปไม่เห็น ไม่โด่งดัง ผมเชื่อว่ามีนักวิชาการที่ดีหลายท่านผ่านขั้นตอนนี้  (แม้ว่านักวิชาการที่ดีจำนวนมากไม่ดังทางสื่อก็ตาม) แต่นักวิชาการบางคนไม่อยากผ่านขั้นตอนนี้ แต่อยากได้รับการยอมรับเร็ว อยากมีผลงานเขียนเร็วๆมากๆ จึงใช้วิธีการทางลัดรวดเร็วทันใจดี แต่ไม่หยั่งยืนและที่สำคัญขาดความภาคภูมิใจในผลงานของตนเองครับ

ที่มา https://prachatai.com/journal/2014/05/53132  

Sherry

กรณีศึกษา  Sherry (จากที่ครอบมาในเมล์)

Sherry เป็นนักศึกษาปริญญาเอกทำงานในแลบของ Dr. Buddy Norman เมื่อ Norman ขอให้เธอเขียนงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ ในช่วงที่งานวิจัยของเธอใกล้จะเสร็จ เธอจึงแสดงให้เขาเห็นว่าเธอกำลังเขียนอะไรอยู่ เขาจึงขอไฟล์ข้อมูลซึ่งประกอบด้วยข้อมูลต้นฉบับที่ยังไม่เสร็จจากเธอ และถามเธอว่า คาดว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนจึงจะทดลอง สรุปผล และเขียนรายงานผลเสร็จ เธอจึงตอบว่าราวๆ 2-3 เดือน

 ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น Sherry มาถึงที่ทำงานเพื่อเข้าร่วมประชุมชี้แจงความก้าวหน้าของงานวิจัย และพบเอกสารการยอมรับการตีพิมพ์บนโต๊ะทำงาน และระบุถึงงานวิจัยที่เธอกำลังทำ เธอรู้สึกตกใจเพราะรู้ตัวว่าจริงๆ แล้วงานวิจัยนั้นเธอยังทำไม่เสร็จ เธอตัดสินใจว่าจะไม่พูดอะไร และคิดว่า Dr. Norman จะพูดถึงมัน แต่เขาก็ไม่ได้พูดถึง 

ในคืนนั้น เธอมองไปที่เอกสารต้นฉบับที่โต๊ะของ Norman เธอพบเอกสารที่สมบูรณ์ที่อธิบายถึงผลการทดลองในงานวิจัยที่เธอกำลังทำอยู่ เธอตัดสินใจที่จะไปคุยกับหัวหน้าของเธอเกี่ยวกับการแต่งข้อมูลดังกล่าว เพราะแม้ว่าผลการทดลองที่รายงานจะสอดคล้องกับสิ่งที่เธอค้นพบและคาดการณ์ว่าจะพบ แต่ก็มันก็เป็นรายงานผลอย่างไม่ซื่อสัตย์เพราะเธอไม่ได้เป็นคนทดลองเอง

          ในวันถัดไป เธอไปพบกับ Norman เธอต้องการให้นำงานวิจัยกลับมาก่อนยังไม่ส่งพิมพ์ แต่หัวหน้าของเธอกลับบอกว่า งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตอบรับและกำลังจะตีพิมพ์ และเขายังกล่าวว่า ชื่อของ Sherry จะเป็นผู้ประพันธ์คนแรก ซึ่งถ้ามีการถอนสิ่งตีพิมพ์คืนก็จะสร้างผลเสียให้เธอในภายหลัง และอาจกระทบต่อความก้าวหน้าในอาชีพของเธอเองด้วย และเขายังกล่าวต่ออีกว่า หน่วยงานของเขากำลังรอคอยการค้นพบที่ยิ่งใหญ่มาเป็นเวลานาน ทุนวิจัยที่จะนำมาจ่ายเป็นเงินเดือนของคนในหน่วยงานก็ใกล้จะได้รับการต่ออายุอีก เขาอธิบายว่าเขาเชื่อมั่นว่างานวิจัยของ Sherry จะต้องเป็นไปด้วยดี ถ้าหากงานวิจัยนี้ไม่ได้รับการตีพิมพ์ก็จะทำให้ไม่ได้รับทุนวิจัยต่อ และหน่วยงานนี้อาจจะต้องปิดตัวลง

 

คำถามเพื่อการอภิปราย

  • Sherry ควรที่จะถอนงานวิจัยคืนมาหรือไม่ หรือเธอไม่ควรจะพูดอะไร แล้วปล่อยให้งานวิจัยของเธอสนับสนุนการคาดการณ์ของ Norman อะไรคือจริยธรรมที่เธอควรทำ
  • ถ้า Sherry ตัดสินใจที่จะถอนงานวิจัยคืน พฤติกรรมของเธอจะเป็นเสมือน “whistle-blowing” หรือไม่ และอะไรคือผลกระทบต่อหน้าที่การงานของเธอ
  • ประเด็นด้านจริยธรรมอะไรที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาจากการกระทำของ Norman ? นอกจากการแต่งข้อมูลแล้ว เขามีสิทธิที่จะนำต้นฉบับของ Sherry มาทำให้เสร็จและส่งตีพิมพ์หรือไม่

สิ่งที่เป็นไปได้สำหรับ Sherry คือ การไปติดต่อกับบรรณาธิการ และแจ้งถึงความผิดพลาดในงานวิจัย เพื่อขอให้เลื่อนการตีพิมพ์ออกไปก่อนจนกระทั่งรอให้จัดการกับข้อผิดพลาดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้ Sherry ไม่ต้องมีปัญหากับ Norman และไม่ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของเธอ

Sherry ตัดสินใจว่า การเป็น   “whistle-blowing” จะสร้างผลกระทบทางลบต่อตัวเธอและเพื่อนร่วมงานในแลบ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญกว่าความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ที่อาจจะนำมาแก้ไขให้ถูกต้องภายหลังได้ เธอจึงทำงานวิจัยให้เสร็จ ซึ่งถ้าสิ่งที่หัวหน้าของเธอคาดหวังไว้เป็นจริง ก็จะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ามันผิด เธอจะต้องประสบกับความยุ่งยากอย่างมาก 

คำถามเพื่อการอภิปราย

  • อะไรคืออุปสรรคด้านจริยธรรมในการใช้เหตุผลของ Sherry
  • คุณจะนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไรกับเรื่องนี้

          Sherry นั่งและมองไปที่กราฟที่เธอสร้างขึ้นจากข้อมูลของเธอ มันเหมือนกับสิ่งที่เขียนอยู่ในงานตรงหน้าที่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่หัวหน้าของเธอแต่งขึ้น เธอรู้สึกโล่งใจ ทุนของหน่วยงานก็กำลังจะได้รับต่อเนื่อง จนกระทั่งต่อมาเธอได้รู้ว่า Norman ได้ทำการแต่งข้อมูลของงานวิจัยของนักศึกษาอีกจำนวนมาก หลังจากได้คุยกับอดีตนักศึกษาจากรัสเซียที่ชื่อ Kirchoff เธอจึงตัดสินใจติดต่อไปยังคนอื่นๆ ที่สามารถยืนยันสิ่งที่ Kirchoff ได้พูด 

 

คำถามเพื่อการอภิปราย

  • Sherry ควรทำอะไรในขณะนี้ หลังจากได้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับ Norman
  • ถ้า Sherry รายงานพฤติกรรมของ Norman คุณคิดว่าเธอก็จะถูกกล่าวหาว่าทำผิดไปด้วยหรือไม่?
  • อะไรคือหน้าที่ที่เธอต้องมีต่อนักศึกษาใหม่ในแลบ?

 

 

นักวิจัยที่มีความทะเยอทะยานมากเกินไป จนต้องทำการแต่งข้อมูล

CASE STUDY #1: นักวิจัยที่มีความทะเยอทะยานมากเกินไป จนต้องทำการแต่งข้อมูล

การจัดประเภทจริยธรรมในกรณีนี้: การโกงการทำวิจัยและผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

 ช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ the National Science Foundation (NSF), the National Institutes of Health (NIH), the Public Health Services (PHS), the Office of Scientific Integrity (OSI), รวมถึงองค์กรด้านวิทยาศาสตร์อีกจำนวนมาก เช่น the National Academy of Sciences (NAS) ได้สละเวลาและใช้ความพยายามอย่างมากในการสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับนิยามของ “การทำผิดทางวิทยาศาสตร์” ซึ่งนิยามที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะนำไปสู่การพัฒนาและดำเนินนโยบายรวมทั้งกฎระเบียบต่างๆที่จะช่วยให้การดำเนินการวิจัยเป็นไปอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลาง อีกทั้งการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นสาขาที่ต้องให้ความสำคัญเรื่องการทำผิดในการวิจัยอย่างมาก แม้ว่าการทำผิดจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่การทำผิดมันแม้เพียงเล็กน้อยก็ย่อมจะส่งผลกระทบไปในวงกว้าง และถ้ากรณีการทำผิดในการวิจัยที่เป็นที่สนใจของสาธารณชนจะมีผลในการทำลายความเชื่อมั่นทั้งต่อนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเองและสาธารณชน แม้ว่ามันจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก นอกจากนี้ การทำผิดในการวิจัยจะมีผลกระทบที่รุนแรงขึ้น ถ้ามีนักวิทยาศาสตร์ที่ทำวิจัยต่อยอดจากงานวิจัยของผู้อื่นๆ แล้วงานวิจัยก่อนหน้ามีการดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ก็จะเกิดผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิการสังคม ซึ่งภาครัฐจะต้องใช้ข้อมูลจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปพัฒนาในเชิงนโยบาย ถ้าการดำเนินการวิจัยไม่ถูกต้องก็จะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมหาศาล

          แม้ว่าจะไม่มีนิยามที่แน่นอนตายตัวเกี่ยวกับการทำผิดทางวิทยาศาสตร์ แต่นิยามที่นำเสนอในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็แบ่งออกได้เป็นการทำผิดสามประเภท ได้แก่ การแต่งข้อมูล การดัดแปลงข้อมูล และการลักลอกงานวิจัย โดยการแต่งข้อมูลเป็นวิธีการที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งเป็นการสร้างข้อมูลเท็จขึ้น เพื่อหวังจะลวงผู้อื่นให้เข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการแต่งข้อมูลจะถูกจับผิดหรือเข้าไปจัดการได้ง่ายๆ เสมอไป ซึ่งมีกรณีศึกษาที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างซึ่งเป็นตัวอย่างการทำผิดที่เกิดจากนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่ประสบความสำเร็จและมีความทะเยอทะยานสูง ดังนี้

 

Darsee Case

Dr. John Darsee ซึ่งเป็นนักศึกษาและนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เก่งของมหาวิทยาลัย Notre Dame ในช่วงปี 1966-70 หลังจากนั้นก็ไปอยู่มหาวิทยาลัย Indiana ในช่วง 1970-74 มหาวิทยาลัย Emory  ในช่วงปี 1974-79 และมหาวิทยาลัย Harvard ในช่วงปี  1979-1981 เขาได้รับการยกย่องจากทั้งสี่สถาบันว่าเป็นนักวิจัยที่มีศักยภาพในระดับ all-star  ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาทำงานวิจัยกว่า 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในฐานะนักวิจัยใน Cardiac Research Laboratory ซึ่งมี Dr. Eugene Braunwald เป็นผู้กำกับดูแล ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 ปี เขาเป็นนักวิจัยคนแรกที่ตีพิมพ์ผลงานถึง 7 ฉบับ ในวารสารด้านวิทยาศาสตร์ที่ถูกจัดชั้นในระดับดีเยี่ยม โดยสาขาที่เขาทำวิจัยเกี่ยวข้องกับการทดลองยาโรคหัวใจกับสุนัข จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม 1981 เพื่อนร่วมงานของเขาที่ทำงานในแลบสังเกตเห็นว่า Darsee ได้จัดประเภทข้อมูลโดยใช้เวลาที่ผิดไปจากความจริง และในที่สุด เขาก็ต้องรับสารภาพต่อพี่เลี้ยงของเขาว่าเขาได้แต่งข้อมูลจริงๆ แต่เขาก็ยืนยันว่าเขาเพียงไม่กี่ครั้ง และที่ต้องทำเพราะแรงกดดันที่จะต้องทำงานให้เสร็จภายในเวลาอันสั้น หลังจากนั้น Dr. Robert Kroner ก็ใช้เวลาหลายเดือนเพื่อตรวจสอบงานวิจัยอื่นที่ทำโดย Darsee ในที่สุด Darsee ก็ถูกไล่ออก รวมทั้งถูกถอนจากตำแหน่งทางวิชาการที่เคยเสนอขอ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ Braunwald และ Kroner ตรวจสอบความผิดปกติในงานวิจัยของเขา เขาก็ยังทำวิจัยต่อไปเรื่อยๆ ในช่วงระหว่างนั้น ช่วงเดือนตุลาคม Braunwald และ Kroner ก็พบความผิดปกติอีกครั้ง เมื่อเปรียบเทียบผลการวิจัยจากแลบทั้ง 4 ที่ National Heart ซึ่งอยู่ในสถาบัน Lung and Blood Institute (NHLBI) และพบว่า ข้อมูลที่ Darsee เป็นคนนำเข้ามาในแบบจำลองดูผิวเผินเสมือนว่าดีเกินไป จึงสงสัยว่า Darsee จะทำการแต่งข้อมูลรวมทั้งดัดแปลงข้อมูล จึงมีการสอบสวนเกิดขึ้น และผลการสอบสวนก็ย้อนไปพบปัญหาเกี่ยวกับ questionable research practices ตั้งแต่ช่วงที่ Darsee ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี

อะไรคือผลที่ตามมาหลังจากการทำผิดในการวิจัยของ John Darsee?

อันดับแรกคือ Darsee ต้องสูญเสียตำแหน่งหน้าที่การงานที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รวมทั้งตำแหน่งทางวิชาการที่กำลังเสนอขอ ส่วน The National Institutes of Health (NIH)ก็ตัดสิทธิการขอทุนของ Darsee แต่หลังจากนั้นเขาก็ออกจากสถาบันวิจัยและไปทำงานในสาขาอื่น  ในขณะที่ต้นทุนต่อสังคมส่วนรวมที่เกิดจากการกระทำของเขาก็มีไม่น้อย โดยหลังจากนั้น Harvard-affiliated Brigham และ Women’s Hospital ก็เรียกร้องขอทุนวิจัยคืนจำนวน 122,371 เหรียญ เนื่องจากการใช้ข้อมูลที่หลอกลวงของ Darsee ในขณะเดียวกัน Braunwald และเพื่อร่วมงานของเขาก็ต้องเสียเวลาหลายเดือนเพื่อตรวจสอบความผิดพลาดของงานวิจัยที่ Darsee ทำ แทนที่จะใช้เวลาไปกับการทำงานวิจัย ยิ่งกว่านั้น พวกเขาต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการที่ทำการสอบสวน Darsee เองเป็นเวลานานหลายเดือนโดยไม่แจ้ง NIH ให้รับรู้ จนทำให้หน่วยงานต้องเสื่อมเสียทางศีลธรรมและผลิตภาพในการทำงาน ความผิดพลาดยังสร้างความด่างพร้อยให้กับงานทุกๆงานที่ Darsee เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่เพียงแต่ Darsee เท่านั้นที่ไร้ความน่าเชื่อถือ แต่ยังรวมไปถึงงานวิจัยของผู้อื่นที่มี Darsee เข้าไปร่วมงานด้วย

Braunwald กล่าวถึงบางสิ่งที่ดีขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากการทำผิดของ Darsee นอกจากการกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ต้องใส่ใจในการกำกับดูแลนักวิทยาศาสตร์ฝึกหัดมากขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาแนวทางและมาตรฐานในการกำกับดูแลการทำผิดในการวิจัยของหลายๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น  PHS, NIH, NSF, medical associations and institutes , and universities and medical schools แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังย้ำเตือนว่า ไม่มีระบบป้องกันใดๆ ที่จะช่วยปกป้องกันการทำผิดในการวิจัยได้ทั้งหมด เพราะระบบที่สร้างขึ้นมาอาจป้องกันได้แค่การทำผิดแบบที่ Darsee ทำเท่านั้น เพราะจะช่วยให้สามารถจับผิดข้อผิดพลาดได้เร็วขึ้นก่อนที่มันจะลุกลามบานปลาย นอกจากนี้ เขายังย้ำเตือนว่า วิทยาศาสตร์ที่ดีจะต้องไม่สร้างความสำเร็จภายใต้บรรยากาศของการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เพราะสภาพจิตใจที่จะช่วยสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ต้องไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมแบบนั้น และนักวิจัยรุ่นใหม่ก็ไม่ควรจะถูกบั่นทอนกำลังใจด้วยบรรยากาศที่มีแต่ความเคลือบแคลงสงสัย และนอกจากการมุ่งไปที่ความจริง วิทยาศาสตร์ก็ยังต้องการบรรยากาศของการเปิดกว้าง ความไว้วางใจ และวิทยามิตร

มีคนหลายๆ คนที่เข้าไปมีส่วนในการทำผิดในการวิจัยอ้างว่าพวกเขาอยู่ภายใต้แรงกดดันที่จำเป็นต้องทำผิดเพื่อให้งานวิจัยสำเร็จตามความคาดหวังของหัวหน้าของเขา หรือเพื่อให้เสร็จทันกำหนดการ หรือเพื่อให้ได้รับการตีพิมพ์ หรือเพื่อให้อยู่รอดในโลกที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งนักเรียนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์มักมีเสียงสะท้อนออกมาว่า “ฉันรู้ว่าการทดลองจะประสบความสำเร็จอย่างไร ฉันจำเป็นต้องสนับสนุนคำตอบที่ถูกต้อง ฉันต้องการเกรดที่ดี ฉันไม่มีเวลามากพอจะทำมันให้ถูกต้อง มันมีแรงกดดันที่มากเกินไป”

 

The Bruening case

ในเดือนธันวาคม 1983 Dr. Robert Sprague เขียนจดหมาย 8 หน้า ซึ่งประกอบด้วยภาคผนวก 44 หน้า ส่งไปยัง the National Institute of Mental Health (NIMH) เพื่อชี้แจงถึงการทำวิจัยที่หลอกลวงของ Dr. Stephen Bruening  เนื่องจาก Bruening ได้แต่งข้อมูลในการทำวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบซึ่งการใช้ยาที่มีผลต่อประสาทและจิตที่มีต่อคนไข้ที่มีพัฒนาการช้า  แม้ว่าสามเดือนต่อมา Bruening สารภาพว่าได้แต่งข้อมูลขึ้นมาหลังจากที่ Sprague ส่งจดหมายไป แต่กรณีดังกล่าวกลับยังไม่ได้นำมาหาข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาจนกระทั่งกรกฎาคม 1989

ในช่วงห้าปีกว่าๆ หลังจากที่ส่งจดหมาย Sprague กลับตกเป็นเป้าหมายของการสอบสวนเสียเอง และที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ ภรรยาเขาก็ได้เสียชีวิตในปี 1986 หลังจากเป็นเบาหวานมานาน และการที่ภรรยาเขาต้องป่วยหนักก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาต้องทำตัวเสมือน  whistleblowing เขียนหนังสือแจ้งต่อ NIH เพราะภรรยาของเขามีความเกี่ยวกันกับงานวิจัยและการรักษาที่เกิดจากผลงานของ Bruening

เมื่อเขียน Bruening Case เสร็จ Sprague ก็ระลึกถึงความทรงจำของประสบการณ์ที่เจ็บปวดขึ้นมาที่เขาต้องทนและภัยคุกคามที่มีต่อผู้เข้าร่วมในโครงการวิจัยของ Bruening แต่สุดท้ายเขาก็ได้ปิดประสบการณ์ที่เจ็บปวดนั้นโดยเขียนย้ำเตือนพวกเราถึงความทำผิดในการวิจัยของ Bruening และนักวิจัยที่ทำงานร่วมกับ Bruening

ต่อมา Dr. Alan Poling หนึ่งในนักจิตวิทยา เขียนเกี่ยวกับผลของการทำผิดในการวิจัยของ Bruening ที่เขาได้เข้าไปมีส่วนร่วม และระบุว่าในช่วงปี 1979 ถึง 1983 Bruening ได้มีส่วนทำงานวิจัยถึงร้อยละ 34 ของงานที่ตีพิมพ์ทั้งหมดเกี่ยวกับยาที่มีผลต่อจิตและประสาทที่ใช้ในกลุ่มคนที่มีพัฒนาการช้า  แม้ว่า Bruening เป็นคนเดียวที่แต่งข้อมูลขึ้นมาในการทำวิจัย แต่ความด่างพร้อยกลับกระจายไปยังงานวิจัยทั้งหมด และงานวิจัยที่ไม่ได้มีการแต่งข้อมูลขึ้นมาก็พลอยได้รับการตำหนิไปด้วย ซึ่งการที่จะเรียกความเชื่อมั่นให้กับงานที่ทำดีอยู่แล้วต้องใช้เวลานานและเป็นงานที่หนัก และใครก็ตามที่อ้างอิงงานของ Bruening ก็จะได้รับความเสียหายไปด้วย มันจึงไม่ยุติธรรมที่คนที่ไม่ได้ทำผิดจะต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

ประเด็นการพิจารณาทั้งกรณีของ Darsee และ Bruening

  • การให้เหตุผลอะไรบ้างที่จะระบุว่าข้อมูลถูกแต่งขึ้น
  • เหตุผลใดที่เป็นเหตุผลที่ดีพอที่จะใช้เพื่อตัดสินใจว่าข้อมูลถูกแต่งขึ้น
  • ใครที่จะได้รับผลกระทบทางลบไปด้วยจากการแต่งข้อมูล
  • นักวิทยาศาสตร์ต้องมีความรับผิดชอบอะไรในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของงานที่นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆทำ
  • นักวิทยาศาสตร์ควรทำอะไรถ้ามันมีเหตุผลพอที่จะเชื่อว่ามีคนอื่นๆแต่งข้อมูลขึ้นมา
  • ทำไมความซื่อสัตย์ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์
  • ทำไมความซื่อสัตย์ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญต่อภาคสาธารณะ
  • อะไรที่ควรทำเพื่อลดความน่าจะเป็นในการกระทำผิดในการวิจัย
  • ข้อกังวลใดบ้างที่ควรจะต้องหยิบยกขึ้นมาเป็นคำถามในการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ ทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มัธยมต้น และประถมศึกษา

 

 

 

THE MILLIKAN CASE — DISCRIMINATION VERSUS MANIPULATION OF DATA

จากหนังสือเรื่อง Ethics in the Science Classroom หน้า 50

 

CASE STUDY #2: THE MILLIKAN CASE — DISCRIMINATION VERSUS MANIPULATION OF DATA

 

การจัดประเภทจริยธรรมในกรณีนี้: ประเด็นที่เกี่ยวกับการเก็บข้อมูล การทดลอง และการนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

เมื่อพิจารณาสถานการณ์ที่ยากลำบากด้านจริยธรรมในวงการวิทยาศาสตร์หลายๆ รูปแบบ  ความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อหลอกลวง หรือการประดิษฐ์ข้อมูล ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มักพบในโรงเรียนไฮสคูล ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น เมื่อเขาดำเนินการทดลองแล้วได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างหนึ่ง แต่รู้ว่าคนอื่นๆได้ผลที่แตกต่างออกไป หรือมีบางอย่างผิดในสิ่งที่เขาทำ หรือรู้ว่าผลการทดลองที่คนอื่นๆทำมาในอดีตมันแตกต่างออกไป หรือไม่ก็ผลที่เกิดที่เขียนไว้ในหนังสือแตกต่างจากผลการทดลองของเขา ก็จะนำไปสู่การประดิษฐ์ข้อมูลหรือปรับเปลี่ยนบางอย่างตามมา ถ้าหากจะพิจารณาในแง่จริยธรรมก็พบว่า สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวแทนที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งกรณีของ Millikan จะเป็นตัวอย่างที่สำคัญ

 

 Millikan Case

ในช่วงทศวรรษที่ 1930 และ 1940  Robert A. Millikan เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในสหรัฐ เขาชนะรางวัลโนเบลในปี 1924 โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาได้รับรางวัลมาจากการสร้างวิธีการวัดที่มีนวัตกรรมเกี่ยวกับประจุของอิเล็กตรอน ในช่วงปี 1910 ซึ่งเป็นการค้นพบที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ยุคนั้นใฝ่ฝันที่อยากจะค้นหาให้เจอ

ก่อนหน้านั้น ในปี 1897 มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ชื่อ J. J. Thomson ได้ค้นพบอิเล็กตรอนและวัดสัดส่วนของประจุต่อมวล (the e/m ratio) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนายุคอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา สัดส่วนของประจุต่อมวลของอิเล็กตรอนมีความสัมพันธ์กับจำนวนสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่มีใครรู้เกี่ยวกับประจุ หรือ มวล แต่สิ่งที่ทุกคนมีคือชุดของมูลค่าเปรียบเทียบเท่านั้น ดังนั้น การวัดมวลของอิเล็กตรอนจึงกลายเป็นคำถามที่หลายๆ คนต้องการหาคำตอบ  หลังจากนั้น เมื่อเข้าสู่อีกศตวรรษหนึ่ง Thomson และนักเรียนของเขาอีกหลายคนที่ทำวิจัยอยู่ใน Cavendish Laboratory ก็พยายามที่จะวัดผลทางอ้อมหลายๆ วิธี โดยทดลองหลายๆ วิธี จนกระทั่งเมื่อมีคนคนหนึ่งได้พบวิธีวัดประจุทางตรงแต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้ว อิเล็กตรอนมันคืออะตอมของกระแสไฟฟ้าหรือไม่ เพราะมีความเป็นไปได้น้อยมากที่อิเล็กตรอนจะมาในรูปของสเปคตรัมของประจุ

วิธีการของ Millikan เป็นการเฝ้ามองพฤติกรรมของละอองน้ำมันที่หยดลงในสนามประจุไฟฟ้า การหยดลงเพียงเล็กน้อยจะถูกทำให้แตกตัวผ่านตัวทำละออง จึงทำให้ได้อิเล็กตรอนที่มีคุณสมบัติพิเศษมากขึ้น ละอองดังกล่าวได้ไปตกลงระหว่างจานทดลองสองจาน และ electric field ก็ถูกสร้างขึ้นซึ่งก็จะดึงให้ละอองขึ้นไปด้านบน โดยความเร็วของละอองขึ้นอยู่กับประจุที่อยู่เหนือมัน โดยวิธีการวัดพื้นฐานของเขาก็คือ “ช่วงเวลาเพิ่มระดับ” (Rise time) โดยจะดูว่าระยะเวลานานเท่าไรที่หยดละอองจะลอยขึ้นไปในระยะทางที่กำหนด ถ้าอิเล็กตรอนมีสเปคตรัมของประจุจริง ก็จะคาดได้ว่าสเปคตรัมก็จะเป็นไปอย่างสอดคล้องกันกับช่วงเวลาเพิ่มระดับ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าทุกๆ อิเล็กตรอนมีประจุเท่าเดิม ประจุของแต่ละอิออนก็จะทวีคูณกับ single number ดังนั้น สิ่งที่จะถูกสะท้อนด้วยช่วงเวลาเพิ่มระดับก็จะเป็นการทวีคูณอย่างง่ายๆ ของกันและกัน  

หลังจากนั้น Millikan ได้พิมพ์ตารางของหยดละออง และช่วงเวลาเพิ่มระดับ ซึ่งสิ่งที่ตารางนี้บ่งชี้ก็คือ ประจุบนละอองถูกคูณด้วยตัวเลขเดียวกัน ซึ่งก็กลายเป็นประจุของอิเล็กตรอน หลังจากนั้นเขาก็เขียนรายงานวิจัยหลายๆงานเกี่ยวกับการทดลองของเขา จนกระทั่งเขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ เขาคือคนอเมริกันคนที่สองที่ได้รับรางวัลดังกล่าว 

          อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบจากโน๊ตบุ๊คที่เขาใช้เก็บข้อมูลก็พบว่า เขาไม่ได้ใช้ข้อมูลทั้งหมด แต่กลับคัดเลือกบางข้อมูลเท่านั้น โดยเลือกหยดละอองที่เขาคาดว่าจะนำไปรวมในบัญชี the value of e เท่านั้น โดยละเลยอันอื่นๆ และเขาบางครั้งเขาก็พูดถึงความจริงที่เป็นอยู่ แต่บางครั้งก็ไม่ และที่น่ากังวลที่สุดคือ สิ่งที่เขียนในงานวิจัยของเขาในปี 1913 ที่นำเสนอบัญชีการวัดประจุอิเล็กตรอนที่เสร็จสมบูรณ์ โดยเขากล่าวว่า เขาได้นำเสนอทุกๆ ข้อมูลของหยดละอองที่เขาได้ทดลองมานาน 60 วัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของเขาพบว่า จาก 189 ตัวอย่าง กลับมีเพียง 140 ตัวอย่างที่ปรากฏในรายงานวิจัยของเขา

  จนกระทั่งผลการวิจัยของ Millikan ถูกโต้แย้งจาก Felix Ehrenhaft ซึ่งเป็นนักวิจัยอยู่ที่ the University of Vienna โดยอ้างว่าเขาได้ค้นพบ subelectrons และได้อ้างว่าการค้นพบของเขาต่อยอดมาจากข้อมูลบางตัวของ Millikan เอง และนำมาซึ่งการต่อสู้เกี่ยวกับประเด็นเรื่องอิเล็กตรอนนานนับทศวรรษว่ามันคือ Subelectron หรือเป็นอิเล็กตรอนที่มีประจุที่มีตัวเลขต่างกันเท่านั้น  

          เมื่อย้อนกลับไปมอง เราพบว่า สิ่งที่ Millikan คิดถูก แต่ Ehrenhaft กลับเป็นฝ่ายผิด เมื่อพิจารณาจากองค์ความรู้ทางทฤษฎีและจากการทดลองที่ดีที่สุดที่ปรากฏอยู่ตอนนั้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นไม่สามารถที่จะตัดสินใจว่า Millikan มีพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัยหรือไม่ และยังมีอีกหลายๆคนที่กล่าวถึง Millikan ว่ามีการวิเคราะห์และการตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง ในมุมมองเชื่อว่า หยดละอองทั้งหมดได้นำเสนอในงานวิจัยแล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกิดภายใต้สภาวะที่อุปกรณ์ต่างๆ กำลังถูกใช้งานอย่างเหมาะสม นักวิทยาศาสตร์บางคนก็ยอมรับการที่ Millikan ใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจว่าข้อมูลใดที่ควรรวมหรือแยกออก ซึ่งมุมมองดังกล่าวถูกชี้นำโดยหลักการที่ว่านักวิทยาศาสตร์คนใดที่สามารถทำให้งานของตนกลายเป็นคำตอบที่ถูกต้องก็คือ ก็จะไม่ถือว่าทำผิดในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ประเด็นพิจารณา

  • การที่ Millikan อ้างว่ามีการตีพิมพ์งานวิจัยโดยใช้ข้อมูลทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีข้อมูลที่เก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเขาที่ไม่ได้นำมาเปิดเผย มันคือพฤติกรรมที่ขาดจริยธรรมในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือไม่
  • ถ้าเขาไม่ได้อ้างว่ามีการนำข้อมูลทั้งหมดมาเขียนรายงานวิจัย เขาจะยังมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยที่คาดว่าจะเป็นการทำผิดในการวิจัยหรือไม่
  • ควรหรือไม่ที่ จะนำความที่ว่า Millikan เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จมาพิจารณาในการตัดสินว่า เขาทำผิดจริยธรรมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
  • เกณฑ์อะไรบ้างที่ควรถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจว่าข้อมูลใดสามารถตัดทิ้งได้
  • เมื่อนักวิทยาศาสตร์ใช้การหยั่งรู้ของตนเองเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจว่าจะใช้ข้อมูลใดหรือละเลยข้อมูลใด จึงเป็นคำถามของจริยธรรมในการดำเนินงานที่ขึ้นอยู่กับว่า ข้อสรุปที่เกิดขึ้นได้รับการพิสูจน์ต่อมาว่าถูกต้องหรือไม่
  • การจัดการและเลือกใช้ข้อมูลเพื่อให้ตอบสนองสมมติฐานที่ตนเองตั้งไว้ล่วงหน้า มีความรุนแรงในเรื่องการทำผิดมาตรฐานจริยธรรมที่น้อยกว่า การแต่งข้อมูลที่ชัดเจน หรือไม่
  • จำเป็นต้องมีการบันทึกข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เพื่อระบุว่าข้อมูลใดบ้างที่ถูกทดลองและข้อมูลใดที่ปรากฏในรายงานวิจัย ที่สะท้อนถึงมาตรฐานในระดับสากลที่แน่นอนสำหรับนักวิทยาศาสตร์ และถ้าใช่ อะไรคือมาตรฐานเหล่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

LOVE CANAL

CASE STUDY #6: LOVE CANAL

การจัดประเภทจริยธรรมในกรณีนี้: ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนต่อความกังวลด้านระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม

Love Canal Case

 

กรณีศึกษาแรกๆ ที่เป็นที่รู้จักเกิดขึ้นในปี 1958 เมื่อมีเด็ก 3 คนถูกสารเคมีทำให้ผิวไหม้ โดยสารเคมีนั้นถูกทิ้งลอยมาตามแหล่งน้ำ มีการแจ้งให้บริษัท Hooker Electrochemical Corporation และภาครัฐได้รับรู้ แต่กลับไม่มีใครตอบสนองและเร่งเข้ามาแก้ปัญหาใดๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน Niagra Falls Health Department หรือหน่วยงานอื่นๆ  และจากบันทึกของ Hooker ก็เปิดเผยว่า พวกเขาได้สอบสวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น และหลายๆ รายงานกลับกลายเป็นบ่งชี้ว่าน้ำในอ่างเก็บน้ำไม่ได้มาจากการปนเปื้อนสารพิษจากโรงงานของเขา แต่หลังจากนั้น การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในช่วงสองทศวรรษต่อมา Hooker ก็ยอมรับถึงความล้มเหลวในการสร้างระบบเตือนภัย

ในปี 1978 ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เริ่มรวมตัวกันเพื่อจัดตั้ง  the Love Canal Homeowners Association (LCHA) โดยการนำของ Lois Gibbs โดยมี Michael Brown ซึ่งเป็นผู้รายงานข่าวได้ช่วยกระจายข่าวเกี่ยวกับสภาพของชาวบ้านที่ต้องเผชิญกับการปนเปื้อนมาเป็นเวลานานที่ที่อยู่อาศัยของเขา สารเคมีดังกล่าวอยู่ในรูปของของเหลวที่เหนียวข้นที่ซึมเขาไปในพื้นดิน สวน สร้างกลิ่นรบกวนไปยังบ้านเรือน และยังส่งกลิ่นเหม็นออกมาตามท่อระบายน้ำ ซึ่งกรณีของ Love Canal จึงกลายเป็นเหตุการณ์การทิ้งสารเคมีปนเปื้อนอันตรายแห่งแรกที่มีการรายงานข่าวในโทรทัศน์และขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ พาดหัวทั้งในหนังสือพิมพ์และนิตยสารทั้งใน New State และทั่วประเทศ

ภาครัฐตระหนักความล้มเหลวในการจัดการปัญหาในอดีต จึงเร่งตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว  ทั้งจากหน่วยงาน New York State Department of Health (NYSDH) และ the U.S. Environmental Protection Agency (EPA) ได้เข้ามาร่วมมือกันหารือเพื่อดำเนินการ และต่อมา จึงมีการการทดสอบทางวิทยาศาสตร์และเปิดเผยออกมาว่ามีสารเคมีอันตรายหลายชนิดลอยอยู่ในอากาศรอบๆ บ้านเรือนที่ตั้งอยู่ใน Love Canal homes มีการประกาศ public health emergency  ในเดือนสิงหาคม 1978 โดย the New York State Commissioner of Health          ไม่กี่วันต่อมา ผู้ว่าการรัฐก็ได้จัดงบประมาณเพื่อซื้อบ้านจำนวน 239 หลังที่อยู่ใกล้คลองเพื่อช่วยให้ชาวบ้านอพยพออกไปอยู่ที่อื่น และกั้นรั้วไม่ให้ใครเข้า รวมทั้งเริ่มวางแผนในการสร้างระบบระบายน้ำเพื่อช่วยระบายสารเคมี อย่างไรก็ตาม ต้นทุนของการดำเนินการทั้งที่เกิดขึ้นโดยรัฐบาลระดับรัฐและรัฐบาลกลางดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 42 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากดำเนินการไปเรื่อยๆ และครอบคลุมทุกพื้นที่ก็จะมีต้นทุนที่สูงเกินกว่าเงินในกองทุนฉุกเฉินที่รัฐมีอยู่ นอกจากนั้น เป็นที่ทราบกันว่า พื้นที่ที่ประสบกับปัญหาสารเคมีมีเป็นพันๆ แห่งทั่วประเทศ ในขณะที่พื้นที่ที่อยู่รอบนอก (ไกลจากหมู่บ้านใกล้ Love canal) ที่มีบ้านเรือนอีก 850 หลัง จึงไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ ดังนั้น จากการที่ NYSDH ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อบ้านเรือนรอบนอกเหล่านั้น จึงประกาศว่า บ้านเรือนดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัย ไม่พบความเสี่ยงด้านสุขภาพใดๆ โดยผลดังกล่าวกลับใช้ข้อมูลกรณีศึกษาด้านสุขภาพเพียงอันเดียวเท่านั้น และการที่มีชาวบ้านต้องแท้งบุตรก็เป็นอัตราการแท้งปกติที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากการปนเปื้อนสารเคมี อย่างไรก็ตาม สมาชิกของ LCHA ปฏิเสธผลการศึกษาที่เปิดเผยโดยภาครัฐ พวกเขาต้องการการศึกษาที่แน่นอนกว่านั้น แต่เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ จากรัฐจึงเข้าไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์อื่นๆ

Beverly Paigen ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานวิจัยด้านมะเร็ง เธอทำงานอยู่ใน NYSHD Roswell Park Memorial Institute ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชาวบ้าน โดยสิ่งที่เธอให้ความสนใจศึกษาเฉพาะคือ ความไม่แน่นอนของการตอบสนองของแต่ละคนต่อพิษสารเคมี ซึ่งเธอคาดว่า สิ่งที่เธอจะทำไม่เพียงช่วยเหลือชาวบ้าน Love Canal แล้วยังคาดว่าจะช่วยพัฒนางานวิจัยของเธออีกด้วย หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มออกแบบการสำรวจที่มุ่งเน้นการค้นหาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีการสัมผัสสารเคมี โดยใช้ชุดของสมมติฐานเกี่ยวกับกลไกและเส้นทางในการไหลของสารพิษที่กระจายไปรอบๆ คลอง จากการศึกษาโดยใช้แบบจำลองของเธอ เธอพบว่า การแท้งบุตรเกิดขึ้นสูงกว่าอัตราปกติ และยังมีโรคอื่นๆ เช่น โรคหืด และโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสวะที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ซึ่งล้วนเป็นผลจากสารเคมี จนกระทั่งช่วยต้นเดือนพฤศจิกายน 1978 Paigen ได้นำเสนอผลการศึกษาแบบไม่เป็นทางการต่อหัวหน้าของเธอ หลังจากนั้นสามเดือนต่อมา the new New York State Commissioner of Health จึงได้ประกาศว่า หลังจากประเมินผลการศึกษาจากข้อมูลของหน่วยงานอีกรอบ ก็พบว่า การแท้งบุตรเกิดมากกว่าปกติในพื้นที่ wet regions ของหมู่บ้าน Love Canal และสัญญาว่าจะศึกษาเพิ่มเติมอีก  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐกระทำกลับสร้างความสงสัยต่อชาวบ้านและ Paigen เนื่องจากครอบครัวที่มีเด็กอายุต่ำกว่าสองปีและมีหญิงมีครรภ์กลับถูกย้ายไปที่อื่นแล้ว 

          ในปีต่อมา ชาวบ้านพยายามที่จะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานด้านกฎหมาย แต่เมื่อหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม หลังจากนั้น EPA จึงได้สั่งให้ศึกษานำร่องเพื่อให้ทราบว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบจนสร้างความเสียหายให้โครโมโซมหรือไม่ การศึกษาดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากวงการวิทยาศาสตร์เพราะการศึกษาด้านโครโมโซมยากที่จะแปลผลให้ชัดเจน ซึ่งจากการศึกษาความผิดปกติของโครโมโซม ได้สรุปว่า ผู้อาศัยในบริเวณนั้นมีความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ ในเดือนพฤษภาคม 1980 เมื่อเจ้าหน้าที่ EPA เข้าไปที่ที่ทำการของ LCHA เพื่อแจ้งผลการศึกษาโครโมโซมกลับถูกชาวบ้านล็อกตัวไว้จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ FBI ต้องเข้ามาช่วยเหลือ แต่กลับสร้างผลที่พึงปรารถนา เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้ฝ่ายบริหารข้ามาแทรกแซง เมื่อหน่วยงานระดับสูงของฝ่ายบริหารได้เข้ามาแทรกแซง และยังได้รับการช่วยเหลือจากประธานาธิบดี ทำให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือกลับได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อย้ายที่อยู่ไปยังที่ที่ปลอดภัย ต่อมา ช่วงต้นปี 1994 จึงมีการประกาศชำระล้างหมู่บ้านที่อยู่บริเวณ Love Canal  จนกระทั่งพื้นที่ดังกล่าวมีความปลอดภัยและชาวบ้านสามารถกลับเข้ามาอยู่อาศัยได้ โดยมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์เข้ามาเสนอบริการที่ราคาถูกเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัย และมีการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น “Sunrise City.”

บทสรุปซึ่งได้จากกรณีศึกษานี้คือ ทั้งปัจจัยด้านการเมือง สาธารณชน และการพิจารณาเชิงเศรษฐกิจ กลับมีบทบาทเหนือกว่าผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในการสร้างผลลัพธ์ที่พึงปรารถนา 

 

ประเด็นการพิจารณา

  • Beverly Paigen ได้กล่าวว่า เธอเคยคิดว่าปัญหาดังกล่าวจะถูกแก้ไขโดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ความจริงก็คือ ความจริงที่ค้นพบจากการทดลองกลับแทบไม่ได้ช่วยสร้างความแตกต่างแต่อย่างใด แต่การเมืองกลับเข้ามามีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ซึ่งความแตกต่างในค่านิยมจะนำมาสู่ความแตกต่างในการตัดสินใจในการจัดการกับปัญหาของ Love Canal อย่างไร?
  • มันมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ถ้าจะให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีหน้าที่ทางจริยธรรมในการตอบสนองต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยอิงกับผลทางวิทยาศาสตร์ และการพิจารณาประเด็นด้านเศรษฐกิจและการเมือง?
  • สิ่งที่ภาครัฐถูกกล่าวหาว่าทำไม่ถูกต้องคือการไม่เปิดเผยรายละเอียดของการศึกษาที่จะช่วยในการตัดสินใจ มีการประชุมลับๆ ไม่มีการบอกชื่อคณะกรรการที่เข้ามาร่วมตัดสินใจ คุณคิดว่ามันเป็นการทำในสิ่งที่ถูกต้องทางจริยธรรมหรือไม่ที่จะปฏิเสธไม่ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล และจะประยุกต์ใช้กับกรณีของ Love Canal อย่างไร?
  • พนักงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความต้องการเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านกลับถูกลงโทษ เช่น Paigenถูกตัดทุนวิจัย และถูกปิดกั้นไม่ให้นำเสนอข้อมูล และกรณีที่ William Friedman ผู้ที่ทำงานในหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมได้แสดงความต้องการให้ภาครัฐลดการทำงานแบบอนุรักษ์นิยมและเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน เขากลับถูกลดขั้นตำแหน่งงาน  
  • ประเด็นด้านค่านิยมอื่นๆ คือ การขยายผลหลักฐานที่จำเป็นในการช่วยชาวบ้าน เพื่อที่จะให้วงการวิทยาศาสตร์ยอมรับ ผลการศึกษาจะต้องแสดงให้เห็นถึงผลกระทบด้านสุขภาพเฉพาะด้านที่เกิดขึ้นจากเฉพาะเหตุการณ์ การวิเคราะห์ทางสถิติจะต้องบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นทางสถิติที่ร้อยละ 95 เพื่อแสดงว่าผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากความบังเอิญ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ใช้เพื่อปกป้องจริยธรรมของวงการวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าพิจารณาในแง่มุมของภาครัฐควรพิจารณาแตกต่างจากมาตรฐานดังกล่าวหรือไม่ เช่น ถ้าหลักฐานแสดงว่ามีโอกาสร้อยละ 80 ที่เมื่อสัมผัสสารเคมีจะสร้างผลกระทบต่อสุขภาพ ควรหรือไม่ที่หน่วยงานภาครัฐจะปฏิเสธว่ามันไม่มีความเสี่ยง หรือใช้เวลาไปศึกษาเพิ่มเติมอีกยาวนานเพื่อพยายามให้มันมีค่าความเชื่อมั่นถึงร้อยละ 95
  • แม้ว่า Paigen สามารถเข้ามาช่วยเหลือบริการด้านวิทยาศาสตร์ แต่เธอก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหลักฐานต่างๆ ที่ภาครัฐใช้เป็นฐานข้อมูลในการตัดสินใจ ดังนั้น แนวปฏิบัติด้านจริยธรรมที่จะแก้ปัญหานี้คือ ต้องจัดหาทุนให้กลุ่ม LCHA เพื่อให้พวกเขาจ้างผู้เชี่ยวชาญเอง ซึ่งเป็นคนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้ และมีสิทธิมีเสียงในกระบวนการตัดสินใจที่เพียงพอ
  • The Hooker Chemical Company ไม่ได้ละเมิดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมใดๆเพราะเขาทิ้งสารเคมีลงในพื้นที่ที่เขามีสิทธิ แต่ศาลก็ตัดสินใจให้เขาผิดในแง่ของการไม่แจ้งเตือนภัยให้สาธารณชนทราบทั้งที่บริษัททราบความเสี่ยงมาตั้งแต่ปี 1958 ดังนั้น ควรหรือไม่ที่บริษัทดังกล่าวจะต้องใช้ความรู้ที่มีในองค์กรเพื่อสร้างระบบที่ช่วยให้ชาวบ้านหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอาจจะเกิดขึ้นได้?
  • ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยุติธรรมได้หยิบยกมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยและคนจนได้สร้างข้อมูลที่แสดงว่าพวกเขามีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากสารเคมีมากกว่าคนผิวขาว แต่ในกรณีของ Love Canal ชาวบ้านไม่ได้จนและไม่ได้เป็นชนกลุ่มน้อย แต่ปัญหามักเกิดจากการที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีการตระหนักถึงความเสี่ยง แต่การสร้างเมืองใหม่ที่มีบ้านราคาถูกเพื่อให้ชาวบ้านย้ายกลับเข้ามาก็จะเป็นการจูงใจให้คนจนมากกว่าคนมีฐานะ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนกลับเข้ามาอยู่ทั้งที่มันคือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง คำถามก็คือ มันคือการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรมหรือไม่ สิ่งที่ควรทำระยะต่อไปคืออะไรที่จะช่วยสร้างความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและมีจริยธรรมไปพร้อมๆกัน
  • ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในสังคมทุกวันนี้มักถูกประเมินทางเศรษฐศาสตร์ แต่การกำหนดมูลค่าที่อิงกับสุขภาพมักเป็นการกระทำที่อาจมีความลำเอียงได้ คำถามคือ มันมีวิธีการอื่นอีกหรือไม่ที่จะประเมินมูลค่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ?
  • พวกเราพิจารณาว่ามนุษย์จะได้รับผลกระทบจากกิจกรรมต่างๆอย่างไรที่จะสร้างผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม นักจริยธรรมด้านสิ่งแวดล้อมบางคนนำเสนอว่า พวกเราควรประยุกต์ใช้แนวคิดที่ยอมรับว่าสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ต่างก็มีคุณค่าของตัวเอง ที่อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินคุณค่าโดยมนุษย์เท่านั้น คำถามคือ คุณจะตอบสนองต่อการที่สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติไม่ได้อยู่เพียงเพื่อให้ถูกกอบโกยโดยมนุษย์เท่านั้นอย่างไร?