02 218 4756

Taking Advantage of Patient Trust

ฉวยโอกาสจากความไว้วางใจของคนไข้

(Taking Advantage of Patient Trust)

ที่มา : https://ori.hhs.gov/case-two-taking-advantage-patient-trust

 

Joanna เป็นจิตแพทย์ที่ทำงานวิจัยทางคลินิก  เธอได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการลดอาการทางจิตที่ผู้ป่วยจิตเภทเผชิญอยู่ การปรับปรุงวิธีการบำบัดของเธอได้รับการยืนยันด้วยงานวิจัยของเธอเอง เธอได้ทำงานศึกษาวิจัยจำนวนมากซึ่งประกอบด้วยหลากหลายวิธีการ  และเธอยังได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนไข้ เพราะคนไข้ได้รู้จักและรักษากับเธอมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี และเธอก็มักพูดให้ความหวังและช่วยให้คนไข้จำนวนมากรู้สึกดีขึ้น 

Therapeutic misconception  เป็นการที่ไม่สามารถที่จะแยกแยะระหว่างการบำบัดรักษาและการวิจัย โดยการวิจัยทางคลินิกมักจะพยายามที่จะสร้างองค์ความรู้ใหม่จากกระบวนการที่เป็นระบบ ในขณะที่การรักษาจะให้ความสำคัญกับการทำในสิ่งที่จะตอบสนองความต้องการของคนไข้   

-Appelbaum, PS et al., 2002 and Dunn, LB et al., 2006

 

Joanna ได้นำอาสาสมัครเข้ามาร่วมในการศึกษาทดลองด้วยยาตัวใหม่เพื่อรักษาอาการจิตเภทด้วยวิธีการ ศึกษาวิจัยที่มีการให้ยาหลอกแก่ผู้เข้ารับการทดลองแบบสุ่ม (randomized placebo-controlled study) โดยในกระบวนการขอความยินยอม เธออธิบายว่ามีโอกาส 50-50 ที่แต่ละคนจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ได้รับยาจริงหรือยาหลอก โดยคนที่ได้รับยาหลอกจะไม่ได้รับการรักษาทางยาใดๆ เพื่อจะได้ระบุความแตกต่างระหว่างสองกลุ่ม ในระหว่างกระบวนการอธิบายให้คนไข้ฟัง  Duncan หนึ่งในคนไข้ของเธอ (ซึ่งเป็นคนไข้ที่การรักษาหลายๆ วิธีไม่สามารถช่วยลดอาการทางจิตของเขาได้) ได้ถามว่า การทดลองจะมีระยะเวลานานเท่าใด เธอตอบว่า ตราบเท่าที่เขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ดังนั้น จึงไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าเขาจะได้รับการรักษาจริงๆ ซึ่งหากเขาไม่ได้เข้ามาร่วมการทดลองเขาอาจจะได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีแล้ว แต่หากเขาเข้าร่วม วิธีการให้ยาแบบใหม่ก็อาจจะเพิ่มประสิทธิผลที่จะนำมารักษาเขาให้กลายเป็นคนปกติ ซึ่งหลังจากที่ Joanna ถาม Duncan ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ เขาก็ตอบว่า  อะไรก็ได้ที่คุณคิดว่าดีที่สุด เพราะคุณคือหมอ 

 

Joanna ควรทำอะไร?

คำถามเพื่อการอภิปราย 

  • Joanna เผชิญกับความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ที่แตกต่างกันกี่ประเภท
  • เธอควรที่จะต้องให้ความสำคัญกับคนไข้ที่อาจจะไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงเมื่อเข้าร่วมการทดลองอย่างไรบ้าง  
  • คุณคิดว่าเธอควรเปลี่ยนวิธีการการขอความยินยอมจากคนไข้หรือไม่ ควรมี  Research protocol หรือไม่
  • ในทรรศนะของคุณ อะไรคือ  therapeutic misconception
  • คุณคิดว่าสิ่งใดที่ทำให้ Duncan ตอบหมอไปว่า “อะไรก็ได้ที่คุณคิดว่าดีที่สุด” 
  • อะไรคือแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาด้านจริยธรรม ที่ดูสร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบ 
  • ควรหรือไม่ที่นักวิจัยทางคลินิกจะนำคนไข้มาใช้ในการศึกษาทดลอง 

 

Struggling to Understand Plagiarism

Case Two: การพยายามทำความเข้าใจการลักลอกข้อมูล (Struggling to Understand Plagiarism)

 ที่มา: https://ori.hhs.gov/case-one-were-these-slides-falsified

 Pamela เป็นนักพันธุศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการวิจัยแห่งหนึ่ง คณะชีววิทยาที่เธอทำงานเป็นคณะที่ใหญ่มากและยังมีภาควิชาที่หลากหลายอยู่ในคณะ จึงเป็นที่ดึงดูดให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทั้งในและต่างประเทศต้องการเข้ามาศึกษาต่อที่นี่

 Pamela มีนักศึกษาปริญญาเอกในกำกับชื่อ Hua ซึ่งเรียนจบมาจากโรงเรียนแพทย์ในประเทศของตนเอง Hua มีแผนที่จะกลับไปประเทศของเธอหลังจากเรียนจบ เพื่อไปทำงานด้าน  genetic medicine แม้ว่า Hua จะไม่เชี่ยวชาญในการเขียนภาษาอังกฤษ แต่เธอก็ไม่ได้กังวลในเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อ Pamela กระตุ้นให้เธอไปฝึกภาษาเพิ่มเติม เธอจึงไปสมัครเรียนภาษาในโครงการ Second Language (ESL) program

 

Pamela กังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านการเขียนภาษาอังกฤษของ Hua เพราะ Hua ต้องเข้ารับการทดสอบด้านภาษาก่อนจะเริ่มทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งการทดสอบดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ

1) เขียนข้อเสนอให้อยู่ในรูปแบบของ NIH และ

2) เขียนรีวิวในหัวข้อที่นอกเหนือไปจากสาขาที่เรียน  

การลักลอกข้อมูล: การนำไอเดีย กระบวนการทำงาน ผลลัพธ์ หรือถ้อยคำ ของผู้อื่นมาใช้ โดยปราศจากการให้เครดิตแก่เจ้าของไอเดีย กระบวนการทำงาน ผลลัพธ์จากการวิจัย หรือถ้อยคำ นั้นๆ

-45 CFR 93, 2005

 

เมื่อเข้ารับการทดสอบ Hua ได้ส่งงานเขียนเกี่ยวกับการจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ (gene duplication) ที่เป็นเหตุให้เกิดโรค เธอได้รีวิวงานวิจัยที่คล้ายคลึงกับของ Pamela และการใช้ภาษาอังกฤษในงานเขียนที่ Hua ส่งไปก็เป็นภาษาที่ดูดีเกินกว่าความสามารถทางภาษาปกติของ Hua

 Pamela ถาม Hua ว่า Hua ได้ใช้งานวิจัย เพื่อรีวิวและเขียนงานของตนเองหรือไม่   Hua ตอบว่าได้ทำ ดังนั้น Pamela จึงบอกให้ Hua เขียนอ้างอิงงานวิจัยเหล่านั้นด้วย เนื่องจาก Pamela ทราบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มักจะใช้วิธียกคำพูดจากงานเขียนของผู้อื่นมาใส่ในงานตนเอง หลังจากที่ Pamela ได้ไปค้นคว้างานวิจัยที่ Hua อ้างอิง ก็พบว่า ร้อยละ 80 ของงานเขียนของ Hua เป็นการคัดลอกคำพูดของผู้อื่นแบบคำต่อคำ ดังนั้น Pamela จึงรายงานการค้นพบดังกล่าวไปยังคณะกรรมการ คณะกรรมการจึงร่วมกันพิจารณาดำเนินการจัดการกับพฤติกรรมการลักลอกข้อมูลของ Hua

คณะกรรมการควรทำอย่างไรกับข้อกล่าวหาการลักลอกข้อมูลของ Hua?

คำถามเพื่อการอภิปราย

  • คณะกรรมการของสถาบันที่ Hua มาศึกษาต่อควรดำเนินการเองหรือควรส่งเรื่องไปยังคณบดีต้นสังกัดของ Hua
  • คณะที่ Hua มาศึกษาต่อควรสอนนักศึกษาเกี่ยวกับการเขียนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการรีวิวงานวิจัยอย่างไรบ้าง 
  • Hua ควรถูกไล่ออกจากโครงการหรือไม่ หรือควรได้รับโอกาสอีกครั้ง
  • คุณคิดว่ามันคือความเห็นใจ หรือการดูหมิ่น ที่จะมองว่า เพราะวัฒนธรรมของ Hua ทำให้เธอมีพฤติกรรมเช่นนั้น
  • มีพฤติการณ์ใดบ้างที่ควรจะรายงานไปยัง university research integrity officer หรือ the Office of Research Integrity?
  • นักศึกษาปริญญาเอกทุกคนควรถูกคาดหวังว่าจะต้องรู้มาตรฐานขั้นต่ำของจริยธรรมด้านการวิจัยหรือไม่

 

Getting a Fair Shake?

Getting a Fair Shake?

ที่มา: https://ori.hhs.gov/case-two-getting-fair-shake

Gail เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์เป็นผู้เชี่ยวชาญในอันดับต้นๆ ในสาขาวิชาชีพของเธอ เธอรู้วิธีในการเขียนและส่งข้อเสนอเพื่อขอทุนวิจัย และข้อเสนอขอทุนวิจัยล่าสุดส่วนใหญ่ของเธอก็มักจะเป็นการวิจัยบนพื้นฐานของงานวิจัยที่ผ่านมาที่เธอและเพื่อนร่วมงานได้ทำไว้ และก็ได้ใช้วิธีการที่เธอก็ทราบว่ามันจะช่วยให้ได้ผลการค้นพบที่ดี อย่างไรก็ตาม  Gail รู้สึกกังวลเกี่ยวกับข้อเสนอขอทุนวิจัยที่ถูกรีวิวและพิจารณาเพื่อให้ทุน โดยก่อนส่งข้อเสนอดังกล่าว เธอได้สร้างความร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานเพื่อเขียนวิธีการต่างๆ ขึ้นมา โดยทุกๆคน ก็นำเสนอแนวทางการนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตที่เหมือนกัน แต่เมื่อเธอได้รับผลการประเมิน เธอก็พบว่า เธอได้รับคะแนนการประเมินข้อเสนอที่สูง แต่คะแนนก็ยังต่ำกว่าคะแนนตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่จะได้รับทุน เธอจึงอ่านข้อแนะนำและตั้งจะส่งข้อเสนอใหม่อีกครั้ง แต่หลังจากอ่านสิ่งที่ Reviewer เขียน Gail ก็รู้สึกตกใจอย่างมาก โดยพวกเขาได้เขียนเกี่ยวกับวิธีการวิจัยของเธอว่ามีข้อบกพร่อง และแนะนำให้ไปปรับเปลี่ยนวิธีการออกแบบการวิจัย แต่เธอมั่นใจว่างานเขียนของเธอมีคุณภาพและสามารถนำไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสาขาวิทยาศาสตร์ เพียงแค่ผู้อ่านไม่เข้าใจวิธีการของเธอเท่านั้น

 Gail กำลังพิจารณาเกี่ยวกับการส่งข้อเสนอขอทุนอีกครั้งว่าจะเปลี่ยนไปใช้วิธีการที่ Reviewer แนะนำหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ยังคงยึดตามวิธีการที่เธอออกแบบไว้แต่แรก โดยระบุเพิ่มเติมว่า จากการทดสอบเบื้องต้น พบว่า วิธีการของเธอเป็นวิธีที่จะทำให้งานวิจัยออกมาดีที่สุด อย่างไรก็ตาม Gail ก็ยังรู้สึกกังวลว่า หาก Reviewer เป็นคนเดิมก็จะไม่ยอมรับข้อเสนอของเธออีก แต่เธอก็ยังคิดว่ามันดีที่สุดในการส่งข้อเสนอตามวิธีการของเธอและหวังว่าจะพบว่า Reviewer คนใหม่ที่เปิดใจยอมรับวิธีการของเธอมากขึ้น  ดังนั้น ในช่วงเวลา 2 เดือน ก่อนจะยื่นข้อเสนออีกครั้ง เธอจึงรู้สึกสับสนและไม่รู้ว่าควรตัดสินใจอย่างไร

 

Gail ควรทำอะไร?

คำถามเพื่อการอภิปราย

  • Gail จะตอบสนองต่อข้อแนะนำของ reviewer อย่างไร เธอควรนำข้อแนะนำดังกล่าวไปใช้ปรับปรุงข้อเสนอของเธอสำหรับการส่งข้อเสนอขอทุนครั้งต่อไปหรือไม่
  • Gail มีทางเลือกอะไรบ้าง แล้วอะไรคือข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือกนั้น
  • สิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์ที่เธอควรทำในการเตรียมส่งข้อเสนออีกครั้ง
  • คุณคิดว่ามันมีปัญหาเกิดขึ้นในระบบ peer review หรือไม่ แล้วคุณจะปรับปรุงอย่างไร
  • คุณเคยประสบปัญหาที่คล้ายคลึงกันหรือไม่ แล้วคุณแก้ปัญหาอย่างไร บทเรียนอะไรที่คุณได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนั้น

 

Data Sharing Fever

ปัญหาเรื่องการแชร์ข้อมูล (Data Sharing Fever)

มา; https://ori.hhs.gov/case-two-data-sharing-fever

Mary ชื่นชอบงานวิจัยที่ได้รับทุนจาก NIH ของอาจารย์ที่ปรึกษาของเธอมาก  ซึ่งที่ปรึกษาของเธอ  Henryk เป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านการแพทย์ทางเลือกในการรักษาอาการไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อ โดย  Mary เป็นหนึ่งในผู้ร่วมงานวิจัยหลายๆ คน เธอทำหน้าที่ช่วย Henryk ในการรวบรวมข้อมูล เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลที่มีความครอบคลุมที่สุดที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการติดตามผลการรักษาสิ่งมีชีวิตหลายกลุ่ม ทั้งคนป่วยหลายๆ คนที่แตกต่างกัน และสัตว์หลายๆ สายพันธุ์ และยังเป็นการใช้วิธีการบำบัดที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีผลลัพธ์ที่ได้จากการรักษาที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งผลงานของ Henryk สะท้อนให้เห็นว่า การแพทย์ทางเลือกสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสำหรับสิ่งมีชีวิตบางสายพันธุ์เท่านั้น เขาจึงสรุปผลและเตรียมส่งต้นฉบับเพื่อตีพิมพ์ผลงาน

 

The NIH Research Tools Policy – การแบ่งปันข้อมูลเพื่อการวิจัยด้านชีวการแพทย์ 

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลที่มีความหายากที่เกิดขึ้นในห้องแลบ เมื่อนักวิจัยนำข้อมูลไปใช้ต่อยอดพัฒนางานวิจัยก็จะยิ่งทำให้วงการวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้ามากขึ้น ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้นนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยหลายๆ วิธีการ ขึ้นอยู่กับชนิดของข้อมูลที่พัฒนาขึ้นว่ามันพัฒนาขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะหรือเพื่อเปิดให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ได้ และมันจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันทีหรือยังคงต้องเก็บเป็นความลับทางธุรกิจ

 

http://www.ncbi.nlm.gov/pmc/articles/PMC2782941

Mary กำลังเตรียมจะขอตำแหน่งผู้ช่วยศาตราจารย์ในสาขาที่เธอเรียนมา เธอขออนุญาต Henryk ให้เธอใช้ฐานข้อมูลเพื่อนำไปเขียนโครงการวิจัยของเธอ เพื่อจะได้เขียนข้อเสนอการวิจัยส่งไปยัง NIH แต่ โดยเธอมีแผนการวิเคราะห์และแปลผลด้วยวิธีการแตกต่างกัน  อย่างไรก็ตาม Henryk ไม่ยินดีนักที่จะให้ Mary ใช้ชุดข้อมูลทั้งหมดเดียวกันกับที่เขาใช้ในการวิจัย แต่ที่ผ่านมา Mary ก็ได้เข้าถึงและใช้ชุดข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของเธอไปแล้ว ดังนั้น เธอจึงใช้เวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลรวมทั้งดูผลการวิเคราะห์ของ  Henryk และพบว่า Henryk ได้ลบข้อมูลบางอย่างออกไปที่ส่งผลกระทบต่องานของเธอ โดยที่ Henryk ก็ได้ระบุในรายงานเกี่ยวกับการลบข้อมูลบางอย่างออก จึงไม่เป็นการทำผิดในการวิจัย

 

 

Mary ตระหนักว่าหากเธอใช้ข้อมูลทั้งหมด (โดยไม่ลบข้อมูลใดๆ ออก) จะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้านการบำบัดโรคแบบใหม่ แต่เธอก็ยังกังวลว่าเกี่ยวกับการหาคำอธิบายสำหรับการนำชุดข้อมูลของ Henryk มาใช้

 

Mary ควรดำเนินการอย่างไร?

 

คำถามเพื่อการอภิปราย 

  • Henryk ควรที่จะต้องแบ่งปันข้อมูลให้ Mary ก่อนที่เขาจะส่งผลงานตีพิมพ์หรือไม่ หรือควรแบ่งปันหลังจากการตีพิมพ์ผลงาน  และเขาควรจะต้องแบ่งปันข้อมูลกับคนอื่นๆ ที่อยู่นอกแลบของเขาหรือไม่ ถ้าต้องทำเช่นนั้น เขาควรทำเมื่อไร 
  • ใครคือเจ้าของฐานข้อมูล Henryk? หน่วยงานของเขา? NIH? ทุกคน?
  • ทำไมการแบ่งปันข้อมูลจึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นคนเก็บรวบรวมมันขึ้นมา มันมีความเสี่ยงอย่างไร 
  • Henryk ควรจะต้องระบุชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการในการเลือกว่าจะใช้หรือไม่ใช้ข้อมูลใดในผลงานวิจัยหรือไม่  

 

 

I Really Can’t Acquire Important Data?

ฉันไม่สามารถได้มาซึ่งข้อมูลที่สำคัญจริงๆ หรือ

(I Really Can’t Acquire Important Data?)

ที่มา https://ori.hhs.gov/case-three-i-really-can%E2%80%99t-acquire-important-data

 John เป็นศาสตราจารย์ที่ทำงานวิจัยด้านสังคมวิทยา เขามีความรู้จากประสบการณ์ในอดีตเกี่ยวกับความยากที่จะเข้าถึงข้อมูลของงานวิจัยที่มีความอ่อนไหว อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังต้องการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินประสิทธิผลของ  registry websites กับผู้กระทำผิดทางเพศที่ต้องโทษ ซึ่งการทำความเข้าใจชีวิตของผู้กระทำผิดทางเพศจะช่วยให้สามารถพัฒนาโครงการที่จะช่วยปรับปรุงพฤติกรรมหลังจากพวกเขาออกจากคุกและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นอีก เขาจึงวางแผนสำรวจข้อมูลประชากรเหล่านั้นที่มีชื่ออยู่ในเว็บไซต์เพื่อนำมาใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างสำหรับการสำรวจข้อมูล

ใบรับรองการรักษาความลับ  (Certificate of Confidentiality):

A Certificate of Confidentiality จะช่วยให้นักวิจัยรักษาความลับของผู้เข้าร่วมการทดลอง ทั้งการทดลองด้านพฤติกรรม การทดลองทางคลินิก การทดลองทางชีวการแพทย์ และการทดลองอื่นๆ ที่มีความอ่อนไหว  ซึ่งใบรับรองดังกล่าวจะช่วยปกป้องผู้รับการทดลองจากการถูกนำข้อมูลไปใช้ซึ่งส่งผลกระทบทางลบต่อพวกเขา เช่น การตัดสินของศาล  participant.”

– US Dept. of Health & Human Services

John ให้เหตุผลสำหรับการศึกษาวิจัยครั้งนี้ว่าจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม แต่จำเป็นต้องมีกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนประชากรและต้องให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลด้วย  และเพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวเขาจึงส่งแบบสอบถามผ่านอีเมล์ไปยังกลุ่มตัวอย่าง 100 คนที่มีชื่อในฐานข้อมูลผู้กระทำผิดทางเพศ นอกจากนี้ เขายังส่งหนังสือขอรับความยินยอมที่เขาทำขึ้นไปยัง IRB โดยอ้างว่าเขาได้ใบรับรองมาจาก NIH

 

 

 

 

Institutional review board (IRB) ไม่เห็นชอบกับการศึกษาวิจัยที่ John ออกแบบ โดยมีจดหมายที่ระบุให้มีการปรับปรุงแก้ไขหลายอย่าง แต่มีสองประเด็นที่อาจจะทำให้ john ไม่สามารถดำเนินการวิจัยต่อไปได้ คือ

  • IRB ชี้แจงว่า public registry (ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ John นำมาใช้เลือกกลุ่มตัวอย่าง) เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องประโยชน์ของสาธารณะ ไม่ใช่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล
  • หนังสือขอความยินยอมที่ John ทำขึ้น ไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขของการปกปิดความลับ

John รู้สึกโกรธมากที่ IRB ไม่อนุมัติให้เขาดำเนินการต่อ เขาชี้แจ้งต่อ IRB ว่า การตัดสินใจของ IRB ไม่มีเหตุผล เขายังต้องการที่จะรวบรวมข้อมูลจากผู้กระทำผิดทางเพศเพื่อทำวิจัยที่จะช่วยปกป้องเหยื่อรายต่อไป 

 

 John ควรทำอะไร ?

คำถามเพื่อการอภิปราย 

  • มีทางเลือกอื่นหรือไม่ที่ John จะได้มาซึ่งข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 
  • มีข้อมูลบางอย่างที่ผู้วิจัยไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือไม่ 
  • การปกป้องความเป็นมนุษย์เป็นเพียงเหตุผลเดียวหรือไม่ที่นำมาเป็นเหตุที่เราไม่ควรศึกษาวิจัยต่อ 
  • สังคมให้ความสำคัญที่แตกต่างกันอย่างไรระหว่างการปกป้องผู้ถูกทดลองและการรักษาความลับด้านอาชญากรรม
  • คุณเคยถูกห้ามในการดำเนินการศึกษาวิจัยตามแนวทางที่คุณเสนอไปหรือไม่ คุณแก้ไขอย่างไร และคุณเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนั้น