02 218 4756

It Slipped My Mind…

It Slipped My Mind…

ที่มา: https://ori.hhs.gov/case-three-it-slipped-my-mind%E2%80%A6

 

William เป็นศาสตราจารย์ด้านหทัยวิทยา ซึ่งได้ศึกษาวิจัยและค้นพบว่า ยา Dilox ซึ่งถูกใช้เพื่อรักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นยาที่มีประสิทธิผลในการลดระดับคอเรสเตอรอล เขาจึงตัดสินใจศึกษาทดลองทางคลีนิกแบบสุ่มเพื่อพิสูจน์ประสิทธิผลของยา Dilox เทียบกับยาที่ใช้อยู่เดิม คือ ยา statins หลังจากนั้น เขาจึงส่งโครงร่างงานวิจัยไปยัง IRB และได้รับการอนุมัติ โดยการศึกษาวิจัยจะต้องถูก IRN ทวนสอบทุกปี

 

ในระหว่างการวิจัย ผู้ผลิตยา Dilox ชื่อ Restall ได้ทราบถึงการวิจัยของ William จึงเสนอว่าจะให้การสนับสนุนเงินทุน $200 ต่อผู้เข้าร่วมการทดลอง 1 คน และยังจ่ายสำหรับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบหลัก รวมทั้งกระบวนการดำเนินงานที่เกี่ยวกับการประเมินประสิทธิผลของยา เมื่อ William ยอมรับข้อเสนอเกี่ยวกับการสนับสนุนด้านเงินทุน รวมทั้งการนำผลการวิจัยมาให้บริษัทยาดูก่อนที่จะนำไปตีพิมพ์

อย่างไรก็ตาม การร่วมมือในโครงการวิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก IRB อนุมัติโครงการ William จึงละเลยที่จะระบุเกี่ยวกับการได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัทยาในเอกสารที่ยื่นต่อ IRB ไป

 

A serious adverse event:  เป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลทางลบ ซึ่งอาจทำให้เกิดการเสียชีวิต การเกิดความเสี่ยงต่อชีวิต การต้องบำบัดรักษาในระยะเวลาที่นาน หรือทำให้เกิดการพิการ ไร้ความสามารถ การส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ และอื่นๆ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด ถ้ามันไม่ได้นำมาอธิบายใน  the Package Insert or in the Investigator’s Brochure (for FDA investigational agents) หรือในโครงร่างงานวิจัย หรือในเอกสารขอคำยินยอม

Office of Human Subjects ResearchAdverse Event Reports

การทวนสอบครั้งแรกของ IRB คณะกรรมการได้อ่านเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัย และแม้ว่าจะไม่มีการระบุในแบบฟอร์มการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน แต่พยาบาลซึ่งเป็นนักวิจัยร่วมที่ทำงานให้ William กลับแจ้งไปยัง IRB เนื่องจากกังวลว่าผู้เข้าร่วมการทดลองบางรายอาจจะไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน  (inclusion criteria) ดังที่ระบุไว้ตามค่านิยมของแลบและกระบวนการที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้ โดยที่เธอไม่ได้เปิดเผยตัวตนและรีบวางโทรศัพท์ก่อนที่จะเปิดเผยอะไรมากกว่านั้น  ต่อมา คณะกรรมการ IRB จึงได้แจ้งให้มีการถอดถอนผู้เข้าร่วมการทดลองจำนวนมากออกไป โดยไม่ได้ให้เหตุผลอะไรเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเหตุการณ์ที่คาดว่าจะส่งกระทบทางลบที่รุนแรงที่มากกว่าที่ปรากฏ ดังนั้น หลังจากการทวนสอบครั้งแรก IRB จึงให้ William เพิ่มเติมข้อมูลและอธิบายเกี่ยวกับวิธีการที่ใช้เพื่อจัดประเภทของผลข้างเคียง และการรายงานผลกระทบทางลบ

 

 คณะกรรมการ IRB ควรทำอะไร?

 

คำถามเพื่อการอภิปราย   

  • อะไรคือ ความขัดกันของผลประโยชน์ในสถานการณ์นี้ 
  • ความขัดกันของผลประโยชน์สามารถจัดการได้หรือไม่ ควรทำอย่างไร 
  • คุณจะสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างไร หากความขัดกันของผลประโยชน์ส่งผลทางลบต่อโครงการวิจัยที่กำลังดำเนินอยู่  
  • การที่หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในการวิจัย จะส่งผลต่อโครงการอย่างไร และจะทำการระบุถึงการสนับสนุนทางการเงินของหน่วยงานเหล่านั้น ก่อนที่จะส่งให้ IRB ทวนสอบอย่างไร 
  • คุณมีประสบการณ์อะไรที่เกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับความขัดกันของผลประโยชน์  แล้วคุณคิดว่ามันจะส่งผลต่อผลลัพธ์ในการทำงานวิจัยหรือไม่  ส่งผลทางบวกหรือทางลบ แล้วความขัดกันของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวถูกระบุได้อย่างไร

 

 

Haven’t I Seen that Protocol Before?

Case Three: ไม่เคยเห็นโครงร่างงานวิจัยนี้มาก่อนหรือ?  

(Haven’t I Seen that Protocol Before?)

 

ที่มา: https://ori.hhs.gov/case-one-were-these-slides-falsified

 

หลังจากช่วงการเป็นแพทย์ฝึกหัด  Miguel จึงตัดสินใจเข้าไปทำงานวิจัย แต่แม้ว่าโรงเรียนแพทย์จะมีความน่าสนใจ แต่เขากลับชอบการทำงานด้านวิทยาศาสตร์ จึงรู้สึกสนุกและท้าทายที่จะเข้าไปฝึกฝนเฉพาะทางด้าน pain disorders เขาตัดสินใจที่จะทำตามสิ่งที่เขาสนใจในขณะที่เขายังอายุน้อย ยังโสด และเต็มไปด้วยความคิดริเริ่มใหม่ๆ เพื่อมุ่งหวังที่จะเป็นนักวิจัยด้านการแพทย์ที่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่ง ต่อมา Miguel ได้รับทุนจาก startup funds ซึ่งมาจาก Dr. Jones ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของเขา และได้เริ่มค้นหาข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำมาปรับปรุงให้เป็นผลงานของเขา เขาจึงได้เขียนโครงร่างงานวิจัยที่เขาคิดว่าเป็นผลงานที่ดีมากๆ แล้วจึงส่งให้ Dr. Jones และ Dr. Harpin อ่านสิ่งที่เขาเขียน 

หนึ่งเดือนต่อมา  Dr. Harpin เรียก Miguel มาคุย แล้วแสดงความเสียใจเกี่ยวกับการส่งผลงานตีพิมพ์ เนื่องจาก  Dr. Jones ได้ส่งโครงร่างงานวิจัยที่เหมือนกับของ Miguel เพื่อขอรับทุนก้อนใหญ่จากรัฐบาลกลางสหรัฐแล้ว Dr. Harpin ยังบอกเพิ่มเติมว่า เขายอมรับว่า โครงร่างงานวิจัยนั้นเป็นของ Miguel แต่ Dr. Harpin เป็นคนแก้ไข จึงมีสิทธิที่จะนำไปใช้ประโยชน์

Miguel รู้สึกตกใจที่เขาทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาโครงร่างงานวิจัยฉบับนี้ เมื่อเขานำเรื่องนี้ไปคุยกับเพื่อนและนักวิจัยอาวุโส ชื่อ Erika เธอจึงสงสัยว่าทำไม Miguel ไม่ส่งโครงร่างไปให้คนอื่น  Miguel จึงอธิบายว่า เขาคิดว่า ที่นี่จะเป็นสถานที่ทำให้เขาได้แชร์ความคิด แต่ตอนนี้เขารู้สึกโกรธมากที่ต้องสูญเสียผลงานที่ตัวเองสร้างขึ้น

สถานการณ์นี้ทำให้ Miguel รู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ และถอยจากความปรารถนาที่จะบรรลุเป้าหมายในการเป็นนักวิจัย

 

Miguel ควรทำอะไร?

คำถามเพื่อการอภิปราย 

  • ถ้า Miguel สามารถพิสูจน์ได้ว่าผลงานเป็นของเขา คุณคิดว่าเขาจะยังคงเป็นผู้มีสิทธิในผลงานได้หรือไม่ 
  • ใครที่คุณควรนำปัญหานี้ไปหารือด้วย 
  • Dr. Harpin ควรตอบสนองต่อสิ่งนี้อย่างไร 
  • Miguel จะประเมินอย่างไรว่าใครมีความน่าไว้วางใจเพียงพอที่จะร้องเรียนได้ 
  • เพราะเหตุใด มหาวิทยาลัยจึงต้องการให้นักวิจัยอาวุโสส่งโครงร่างงานวิจัยรูปแบบใหม่ๆ แทนที่จะเป็นนักวิจัยรุ่นเยาว์ 
  • อะไรคือบทเรียนจากกรณีศึกษานี้  

 

Getting Scooped by a Reviewer

Getting Scooped by a Reviewer

ที่มา: https://ori.hhs.gov/case-three-getting-scooped-reviewer

 

Olga เป็นนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่มีผลงานวิจัยจำนวนมากในสาขาเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ณ มหาลัยเล็กๆ แห่งหนึ่ง เธอสร้างผลงานจำนวนมากเพื่อหวังว่าจะได้นำไปขอตำแหน่งทางวิชาการในอนาคต แต่สิ่งที่เธอไม่ชอบในวิธีการตีพิมพ์ผลงาน คือ การใช้ “slice and dice” approach แทนที่จะส่งมอบเพียงส่วนเล็กๆ ในงานของเธอ เธอกลับรอจนกระทั่งเธอทำเสร็จทั้งชุดของงานวิจัยที่ทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้เพื่อนำไปตีพิมพ์ทั้งหมด  เช่นเดียวกับการสมัครรับทุนวิจัยจากรัฐบาลกลาง เธอก็ใช้วิธีที่เธอถนัดในการเขียนโครงร่างข้อเสนอเพื่อขอทุน หลังจากนั้น The federal funding agency ก็แจ้งเธอว่า  peer reviewer บางคนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอส่งไป โดยมี peer reviewer คนหนึ่งกล่าวว่า สิ่งที่เธอส่งมาดูไม่มีความสำคัญที่ต่อสาขาที่เธอขอทุนมากนัก ดังนั้น จึงไม่มีการให้ทุนวิจัย

หลังจากนั้น Olga จึงเริ่มวิจัยโดยไม่สนใจทุนดังกล่าว เพราะเธอมีนักศึกษาที่มีความสามารถหลายคน และยังมีทุนวิจัยที่เรียกว่า start-up funds เธอรู้สึกว่า เธอมีแรงผลักดันบางอย่างให้ทำวิจัยและตีพิมพ์ผลงาน เพราะเธอมั่นใจว่า มีผู้ที่ต้องการกลั่นแกล้งเธอ คือ Philippe ซึ่งมีอำนาจในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานให้ทุนวิจัย  หลังจากนั้น ในช่วง 18 เดือน Olga ก็ได้ทำการศึกษาครบทุกชุดของงานวิจัย และเขียนมันขึ้นมาเพื่อเตรียมจะตีพิมพ์ อย่างไรก็ตาม เธอกลับพบว่า การออกแบบวิธีการวิจัยและการพิสูจน์ตามทฤษฎีได้ถูกตีพิมพ์โดยคนอื่นไปแล้ว ซึ่งนั่นก็คือ  Philippe ซึ่งเป็นคนที่เธอสงสัยว่ามีส่วนในการทำให้เธอไม่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลาง  และหากเธอตีพิมพ์ผลงานก็จะทำให้เธอถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ขโมยผลงานผู้อื่น

 

Olga ควรทำอะไร?

คำถามเพื่อการอภิปราย

  • อะไรคือกฎที่ควรบังคับใช้สำหรับ  Reviewer ในหน่วยงานให้ทุน  และจะบังคับใช้กฎนั่นอย่างไร 
  • ควรหรือไม่ที่ข้อเสนอเพื่อขอทุนวิจัยควรพิจารณาโดยบุคคลที่ไม่ได้ทำงานในสาขาเดียวกัน 
  • เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า reviewer จะไม่มีส่วนได้รับประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม ในการเข้ามาแข่งขันเพื่อขอทุนวิจัย เนื่องจากเขาได้อ่านงานเขียนของผู้อื่น
  •  ภายใต้สถานการณ์ใดที่คุณควรจะร้องเรียนในเรื่องดังกล่าว อะไรคือข้อดีและข้อเสียของการร้องเรียนว่างานของคุณถูกขโมย และควรร้องเรียนกับใคร
  •  คุณเคยถูกขโมยความคิดเกี่ยวกับการวิจัยบ้างหรือไม่ แล้วคุณแก้ปัญหาอย่างไร  แล้วคุณได้บทเรียนอะไรจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

 

Were These Slides Falsified?

Case One: Were These Slides Falsified?

 

ที่มา: https://ori.hhs.gov/case-one-were-these-slides-falsified

 

Helen ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาของเซลล์ เธอเป็นผู้ดูแล Julie ซึ่งมีปัญหาด้านสุขภาพและครอบครัวจึงได้พักการเรียน และเข้ามาทำงานในแล็บของเธอในฐานะ Lab Technician อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการทำงานในห้องแล็บ Julie ประสบปัญหาในการทำงานบ่อยครั้ง แม้ว่า Helen จะให้การสนับสนุน Julie และกระตุ้นให้Julie กลับไปเรียนต่อ แต่ Julie กลับรู้สึกไม่ดีและไม่ให้ความร่วมมือ

 

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ Julie ต้องเข้าไปร่วมในกระบวนการถ่ายภาพรังสีในตัว (autoradiography) ที่เธอต้องใช้ในการตรวจสอบโปรตีน Julie ได้นำเสนอข้อมูล ซึ่งเธอรวบรวมไว้โดยใช้กระบวนการดังกล่าว ต่อที่ประชุมที่จัดขึ้นสัปดาห์ละครั้ง โดยในที่ประชุมนั้น นักวิจัย ผู้ช่วยวิจัย และนักศึกษา จะมานำเสนอข้อมูลในรูปของข้อมูลดิบที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์  หลังจากการนำเสนอในส่วนแรก Julie ได้กล่าวว่า เธอได้ทดลองซ้ำกันหลายครั้งและเธอก็ได้ผลการทดลองอย่างเดียวกัน เธอแสดงผลการทดลองในรูปของแผ่นฟิล์มจากการทดลองที่ 1 ใน powerpoint ซึ่งแสดงถึงการที่โปรตีนถูกถ่ายโอนไปสู่เยื่อเมมเบรน และฟิล์มเอ็กซเรย์ได้ถูกวางอยู่เหนือเมมเบรน แล้วจึงนำเสนอในสไลด์ต่อไป ซึ่งก็มีผลการทดลองที่เหมือนกัน

 

หลังจากนั้น Helen สังเกตเห็นว่า ทั้งสองสไลด์ของ  Julie มีความเหมือนกันอย่างมาก หลังจากจบการนำเสนอ Helen จึงได้ถาม Julie ว่า ทำไมเธอจึงแสดงสองสไลด์ด้วยภาพเดียวกัน Julie ตอบว่าไม่ใช่ แต่เป็นการทดลองซ้ำกันสองครั้งและได้ผลการทดลองเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม Julie ไม่สามารถที่จะทำการทดลองซ้ำได้อีก เพราะเยื่อเมมเบรนต้นฉบับได้ถูกทำลายในห้องแลบแล้ว

 

 

ข้อค้นพบเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยเกิดขึ้น :

1. มีการเบี่ยงเบนของวิธีปฏิบัติที่ต่างไปจากรูปแบบที่ยอมรับในวงการวิจัย  

2. การทำผิดในการวิจัยจะได้รับการยืนยัน เมื่อมันเป็นการทำผิดทั้งที่รู้ตัว ตั้งใจ หรือการไม่ระมัดระวัง

3. ข้อกล่าวหาถูกพิสูจน์โดยพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเหนือกว่า 

   (45 CFR 96.104)

 

 

Helen รู้สึกลำบากใจ เมื่อทุกคนออกไปจากห้องแลบแล้ว เธอจึงเปิดคอมพิวเตอร์ของ Julie แล้วดูภาพฟิล์ม เมื่อเธอนำทั้งสองฟิล์มมาเปรียบเทียบโดยทับซ้อนกันพบว่า มันเหมือนกันราวกับเป็นฟิล์มเดียวกัน เธอจึงมั่นใจว่า Julie ได้ทำข้อมูลซ้ำ หลังจากนั้น Helen จึงได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับคนอื่นๆ ที่ใช้เทคนิคเดียวกัน แล้วจึงพบว่า ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า Julie น่าจะทำข้อมูลซ้ำจริงๆ วันต่อมา Helen จึงเรียก Julie มาคุย แต่ Julie ก็ยังคงยืนยันว่าเธอได้ทดลองสองครั้งแต่ได้ผลลัพธ์อย่างเดียวกัน

คำถามคือ Helen ควรทำอย่างไร?

คำถามสำหรับการอภิปราย

  • เรื่องที่ Julie เล่าน่าเชื่อถือหรือไม่
  • บทบาทของ  Helen ในฐานะพี่เลี้ยงของ Julie ควรเป็นอย่างไร 
  • หลักฐานอะไรที่จำเป็นต้องนำมาใช้ในการตัดสินอย่างยุติธรรม
  • ประเด็นอะไรที่คุณคิดว่า จะเป็นการให้น้ำหนักกับสิ่งที่ Helen  คิอ
  • Helen ควรไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกลุ่มอื่นใดอีก ถ้าเธอยังต้องการความมั่นใจว่าสไลด์ของ Julie เป็นการทำข้อมูลซ้ำ 
  • Helen จะต้องประสบกับปัญหาใด หากเธอตัดสินใจผิดพลาด
  • หาก Helen ตัดสินใจผิดพลาด ปัญหาอะไรจะเกิดแก่ Julie  
  • การตัดสินใจที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างไรต่อวงการวิทยาศาสตร์ 
  • การตัดสินใจที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างไรต่อบุคลากรในห้องแล็บ
  • คุณเคยสงสัยว่าเพื่อร่วมงานของคุณทำผิดในการวิจัยหรือไม่ คุณจัดการอย่างไร และคุณได้บทเรียนอะไรบ้าง

 

Creating a Public Archive of Sensitive Data

การสร้างคลังเก็บข้อมูลที่มีความอ่อนไหว

(Creating a Public Archive of Sensitive Data)

ที่มา : https://ori.hhs.gov/case-one-creating-public-archive-sensitive-data

 

Frances เป็นนักวิจัยที่กำลังศึกษาเกี่ยวกับกลไกการเกิดมะเร็ง เธอวางแผนที่จะจัดเรียงกลุ่มยีนส์ในเซลล์ของเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็ง นอกจากนี้ เธอยังตั้งใจที่จะนำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยพัฒนาฐานข้อมูลในรูปของ Internet-based DNA sequence databases ซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าถึงและนำไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้สะดวกมากขึ้น และนั่นก็จะนำไปสู่การระบุกลุ่มเป้าหมายที่รวดเร็วสำหรับการรักษาโรคมะเร็งในเด็กแบบใหม่

   การชี้กลับอัตลักษณ์บุคคล (Re-identification) เกิดขึ้นเมื่อ 2 เงื่อนไขได้รับการตอบสนอง คือ

1)      มีหนึ่งเดียว

2)      มีความเชื่อมโยงกัน

เงื่อนไขแรกจะได้รับการตอบสนองเมื่อมีข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียว  ที่ปรากฏในบันทึกทางการแพทย์ที่ถูกแชร์อยู่ และเงื่อนไขที่สองจะได้รับการตอบสนองเมื่อคุณลักษณะในบันทึกทางการแพทย์ดังกล่าวสามารถใช้เพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลที่สามารถบ่งชี้อัตลักษณ์ที่ไม่ได้อยู่ในบันทึกทางการแพทย์

    – Bradley Mali and Kathleen Benitez (Vanderbilt University)

ถ้าข้อมูลจำนวนมากถูกทำขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้  ในที่สุดก็จะทำให้แต่ละคนถูกบ่งชี้กลับในอัตลักษณ์ และนำมาซึ่งผลกระทบทางลบ เช่น เมื่อข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของยีนส์ของผู้เข้าร่วมในการทดลองถูกเปิดเผยต่อผู้ว่าจ้างในอนาคตหรือบริษัทประกัน นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากผลการศึกษาหนึ่งอาจจะนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลอื่นๆ เช่น ความอ่อนไหวต่อการเป็นโรคอื่นๆ  และหากในอนาคต มีการนำชุดข้อมูลขนาดเล็กๆ ไปเปิดเผยต่อผู้อื่นด้วยวัตถุประสงค์ส่วนตัว แต่มันกลับถูกนำไปเปรียบเทียบกับชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวในระหว่างกระบวนการขอความยินยอมจากผู้ถูกทดลอง 

 

 

การทดลองกับเด็กจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กไม่สามารถที่จะให้ความยินยอมได้ตามกฎหมาย ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูล DNA ของเด็กจะขึ้นอยู่กับความยินยอมของพ่อแม่  ซึ่งที่ผ่านมา กฎระเบียบของรัฐบาลกลางก็ได้อนุญาตให้มีการวิจัยทางกุมารเวชศาสตร์แม้ว่ามันจะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อตัวเด็กโดยตรง แต่จะมีข้อกำหนดที่ต้องทำให้มีความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำเท่านั้น ซึ่งการพิจารณากำหนดว่าการศึกษาวิจัยจะเข้าข่ายการทำให้ความเสี่ยงต่ำหรือไม่จำเป็นต้องประเมินระดับของความอันตรายที่เป็นไปได้และโอกาสในการเกิดอันตราย

 

Frances ควรดำเนินการอย่างไร  ?

คำถามเพื่อการอภิปราย 

  • คุณสามารถอธิบายถึงสถานการณ์ซึ่งข้อมูลสามารถถูกนำไปใช้ชี้กลับอัตลักษณ์บุคคลได้หรือไม่ 
  • อะไรคืออันตรายที่เกิดจากการชี้กลับอัตลักษณ์บุคคล
  • วิธีการที่ข้อมูล DNA ที่เปิดเผยต่อสาธารณะจะถูกใช้โดยบุคคลอื่น มีอะไรบ้าง 
  • ผู้ที่อยู่ในการทดลองจะเรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็นการทำผิดเงื่อนไขการปกปิดความลับอย่างไร
  • คุณคิดว่า เด็กควรได้รับโอกาสที่จะปฏิเสธไม่ให้นำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่