การจัดประเภทจริยธรรมในกรณีนี้: ประเด็นที่เกี่ยวกับการเก็บข้อมูล การทดลอง และการนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เมื่อพิจารณาสถานการณ์ที่ยากลำบากด้านจริยธรรมในวงการวิทยาศาสตร์หลายๆ รูปแบบ  ความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อหลอกลวง หรือการประดิษฐ์ข้อมูล ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มักพบในโรงเรียนไฮสคูล ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น เมื่อเขาดำเนินการทดลองแล้วได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างหนึ่ง แต่รู้ว่าคนอื่นๆได้ผลที่แตกต่างออกไป หรือมีบางอย่างผิดในสิ่งที่เขาทำ หรือรู้ว่าผลการทดลองที่คนอื่นๆทำมาในอดีตมันแตกต่างออกไป หรือไม่ก็ผลที่เกิดที่เขียนไว้ในหนังสือแตกต่างจากผลการทดลองของเขา ก็จะนำไปสู่การประดิษฐ์ข้อมูลหรือปรับเปลี่ยนบางอย่างตามมา ถ้าหากจะพิจารณาในแง่จริยธรรมก็พบว่า สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวแทนที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งกรณีของ Millikan จะเป็นตัวอย่างที่สำคัญ Millikan Case ในช่วงทศวรรษที่ 1930 และ 1940  Robert A. Millikan เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในสหรัฐ เขาชนะรางวัลโนเบลในปี 1924 โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาได้รับรางวัลมาจากการสร้างวิธีการวัดที่มีนวัตกรรมเกี่ยวกับประจุของอิเล็กตรอน ในช่วงปี 1910 ซึ่งเป็นการค้นพบที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ยุคนั้นใฝ่ฝันที่อยากจะค้นหาให้เจอ ก่อนหน้านั้น ในปี 1897 มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ชื่อ J. J. Thomson ได้ค้นพบอิเล็กตรอนและวัดสัดส่วนของประจุต่อมวล (the e/m ratio) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนายุคอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา สัดส่วนของประจุต่อมวลของอิเล็กตรอนมีความสัมพันธ์กับจำนวนสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับไม่มีใครรู้เกี่ยวกับประจุ หรือ มวล แต่สิ่งที่ทุกคนมีคือชุดของมูลค่าเปรียบเทียบเท่านั้น ดังนั้น การวัดมวลของอิเล็กตรอนจึงกลายเป็นคำถามที่หลายๆ คนต้องการหาคำตอบ  หลังจากนั้น เมื่อเข้าสู่อีกศตวรรษหนึ่ง Thomson และนักเรียนของเขาอีกหลายคนที่ทำวิจัยอยู่ใน Cavendish Laboratory ก็พยายามที่จะวัดผลทางอ้อมหลายๆ วิธี โดยทดลองหลายๆ วิธี จนกระทั่งเมื่อมีคนคนหนึ่งได้พบวิธีวัดประจุทางตรงแต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้ว อิเล็กตรอนมันคืออะตอมของกระแสไฟฟ้าหรือไม่ เพราะมีความเป็นไปได้น้อยมากที่อิเล็กตรอนจะมาในรูปของสเปคตรัมของประจุ วิธีการของ Millikan เป็นการเฝ้ามองพฤติกรรมของละอองน้ำมันที่หยดลงในสนามประจุไฟฟ้า การหยดลงเพียงเล็กน้อยจะถูกทำให้แตกตัวผ่านตัวทำละออง จึงทำให้ได้อิเล็กตรอนที่มีคุณสมบัติพิเศษมากขึ้น ละอองดังกล่าวได้ไปตกลงระหว่างจานทดลองสองจาน และ electric field ก็ถูกสร้างขึ้นซึ่งก็จะดึงให้ละอองขึ้นไปด้านบน โดยความเร็วของละอองขึ้นอยู่กับประจุที่อยู่เหนือมัน โดยวิธีการวัดพื้นฐานของเขาก็คือ “ช่วงเวลาเพิ่มระดับ” (Rise time) โดยจะดูว่าระยะเวลานานเท่าไรที่หยดละอองจะลอยขึ้นไปในระยะทางที่กำหนด ถ้าอิเล็กตรอนมีสเปคตรัมของประจุจริง ก็จะคาดได้ว่าสเปคตรัมก็จะเป็นไปอย่างสอดคล้องกันกับช่วงเวลาเพิ่มระดับ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าทุกๆ อิเล็กตรอนมีประจุเท่าเดิม ประจุของแต่ละอิออนก็จะทวีคูณกับ single number ดังนั้น สิ่งที่จะถูกสะท้อนด้วยช่วงเวลาเพิ่มระดับก็จะเป็นการทวีคูณอย่างง่ายๆ ของกันและกัน หลังจากนั้น Millikan ได้พิมพ์ตารางของหยดละออง และช่วงเวลาเพิ่มระดับ ซึ่งสิ่งที่ตารางนี้บ่งชี้ก็คือ ประจุบนละอองถูกคูณด้วยตัวเลขเดียวกัน ซึ่งก็กลายเป็นประจุของอิเล็กตรอน หลังจากนั้นเขาก็เขียนรายงานวิจัยหลายๆงานเกี่ยวกับการทดลองของเขา จนกระทั่งเขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ เขาคือคนอเมริกันคนที่สองที่ได้รับรางวัลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบจากโน๊ตบุ๊คที่เขาใช้เก็บข้อมูลก็พบว่า เขาไม่ได้ใช้ข้อมูลทั้งหมด แต่กลับคัดเลือกบางข้อมูลเท่านั้น โดยเลือกหยดละอองที่เขาคาดว่าจะนำไปรวมในบัญชี the value of e เท่านั้น โดยละเลยอันอื่นๆ และเขาบางครั้งเขาก็พูดถึงความจริงที่เป็นอยู่ แต่บางครั้งก็ไม่ และที่น่ากังวลที่สุดคือ สิ่งที่เขียนในงานวิจัยของเขาในปี 1913 ที่นำเสนอบัญชีการวัดประจุอิเล็กตรอนที่เสร็จสมบูรณ์ โดยเขากล่าวว่า เขาได้นำเสนอทุกๆ ข้อมูลของหยดละอองที่เขาได้ทดลองมานาน 60 วัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของเขาพบว่า จาก 189 ตัวอย่าง กลับมีเพียง 140 ตัวอย่างที่ปรากฏในรายงานวิจัยของเขา จนกระทั่งผลการวิจัยของ Millikan ถูกโต้แย้งจาก Felix Ehrenhaft ซึ่งเป็นนักวิจัยอยู่ที่ the University of Vienna โดยอ้างว่าเขาได้ค้นพบ subelectrons และได้อ้างว่าการค้นพบของเขาต่อยอดมาจากข้อมูลบางตัวของ Millikan เอง และนำมาซึ่งการต่อสู้เกี่ยวกับประเด็นเรื่องอิเล็กตรอนนานนับทศวรรษว่ามันคือ Subelectron หรือเป็นอิเล็กตรอนที่มีประจุที่มีตัวเลขต่างกันเท่านั้น เมื่อย้อนกลับไปมอง เราพบว่า สิ่งที่ Millikan คิดถูก แต่ Ehrenhaft กลับเป็นฝ่ายผิด เมื่อพิจารณาจากองค์ความรู้ทางทฤษฎีและจากการทดลองที่ดีที่สุดที่ปรากฏอยู่ตอนนั้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นไม่สามารถที่จะตัดสินใจว่า Millikan มีพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัยหรือไม่ และยังมีอีกหลายๆคนที่กล่าวถึง Millikan ว่ามีการวิเคราะห์และการตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง ในมุมมองเชื่อว่า หยดละอองทั้งหมดได้นำเสนอในงานวิจัยแล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกิดภายใต้สภาวะที่อุปกรณ์ต่างๆ กำลังถูกใช้งานอย่างเหมาะสม นักวิทยาศาสตร์บางคนก็ยอมรับการที่ Millikan ใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจว่าข้อมูลใดที่ควรรวมหรือแยกออก ซึ่งมุมมองดังกล่าวถูกชี้นำโดยหลักการที่ว่านักวิทยาศาสตร์คนใดที่สามารถทำให้งานของตนกลายเป็นคำตอบที่ถูกต้องก็คือ ก็จะไม่ถือว่าทำผิดในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์     ประเด็นพิจารณา ·      การที่ Millikan อ้างว่ามีการตีพิมพ์งานวิจัยโดยใช้ข้อมูลทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีข้อมูลที่เก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเขาที่ไม่ได้นำมาเปิดเผย มันคือพฤติกรรมที่ขาดจริยธรรมในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ ·      ถ้าเขาไม่ได้อ้างว่ามีการนำข้อมูลทั้งหมดมาเขียนรายงานวิจัย เขาจะยังมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยที่คาดว่าจะเป็นการทำผิดในการวิจัยหรือไม่ ·      ควรหรือไม่ที่ จะนำความที่ว่า Millikan เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จมาพิจารณาในการตัดสินว่า เขาทำผิดจริยธรรมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ·      เกณฑ์อะไรบ้างที่ควรถูกนำมาใช้ในการตัดสินใจว่าข้อมูลใดสามารถตัดทิ้งได้ ·      เมื่อนักวิทยาศาสตร์ใช้การหยั่งรู้ของตนเองเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจว่าจะใช้ข้อมูลใดหรือละเลยข้อมูลใด จึงเป็นคำถามของจริยธรรมในการดำเนินงานที่ขึ้นอยู่กับว่า ข้อสรุปที่เกิดขึ้นได้รับการพิสูจน์ต่อมาว่าถูกต้องหรือไม่ ·      การจัดการและเลือกใช้ข้อมูลเพื่อให้ตอบสนองสมมติฐานที่ตนเองตั้งไว้ล่วงหน้า มีความรุนแรงในเรื่องการทำผิดมาตรฐานจริยธรรมที่น้อยกว่า การแต่งข้อมูลที่ชัดเจน หรือไม่ ·      จำเป็นต้องมีการบันทึกข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เพื่อระบุว่าข้อมูลใดบ้างที่ถูกทดลองและข้อมูลใดที่ปรากฏในรายงานวิจัย ที่สะท้อนถึงมาตรฐานในระดับสากลที่แน่นอนสำหรับนักวิทยาศาสตร์ และถ้าใช่ อะไรคือมาตรฐานเหล่านั้น              
Facebook Comments

Share with: