นักศึกษาคนหนึ่งของภาควิชาศัลยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้จัดทำต้นฉบับเตรียมส่งให้วารสารชั้นนำที่มี Impact factor สูง โดยคอนเซปต์ในการวิจัยคือการเปรียบเทียบสองวิธีในการใส่ stent เพื่อขยายหลอดเลือด เขาได้เตรียมส่งรายงานให้แก่คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย การรวบรวมข้อมูล การเขียนร่างรายงาน ซึ่งในการทำวิจัยนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับในขั้นตอนการออกแบบและเก็บข้อมูล อนุญาตให้ผู้วิจัยทำการทดลองในคนไข้ของเขา รวมทั้งช่วยอ่านต้นฉบับและให้คำแนะนำ ในขณะที่นักสถิติในภาควิชาช่วยประมวลข้อมูล นอกจากนี้อาจารย์ที่ปรึกษาและนักสถิติได้แนะนำให้เพิ่มชื่ออีกสองคนเข้าไปเป็นผู้แต่งด้วย ได้แก่หัวหน้าภาคของผู้วิจัยและอีกคนหนึ่งเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากๆ โดยอ้างว่าความโดดเด่นในหน้าที่การงานของบุคคลทั้งสองจะช่วยเพิ่มโอกาสที่งานวิจัยจะได้รับตีพิมพ์มากขึ้น และช่วยให้นักวิจัยเป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกด้วย ดังนั้นจึงเกิดคำถามตามมาว่า อะไรที่นักศึกษาคนนี้ควรทำอย่างไร?

A. อ้างถึงตัวเขาเองและอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้ประพันธ์เท่านั้นมาเป็นผู้ประพันธ์

B. รวมอาจารย์ที่ปรึกษา ศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดคนไข้ในการวิจัย และนักสถิติ

C. รวมอาจารย์ที่ปรึกษา ศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดคนใข้ในการวิจัย อาจารย์หัวหน้าภาค และอาจารย์อาวุโสที่มีชื่อเสียง

D. ระบุชื่อของเขาคนเดียว

E. รวมอาจารย์ที่ปรึกษา นักสถิติและอาจารย์อาวุโสที่มีชื่อเสียงมาเป็นผู้ประพันธ์ร่วม  

เฉลย

มีความสับสนเกี่ยวกับผู้ที่เขียนบทความที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ และหนังสือ เกี่ยวกับการเขียนชื่อผู้ประพันธ์ คนบางคนได้ทำงานจำนวนมากและได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพันธ์หลัก (แม้ว่าจะไม่เสมอไป) แต่บางคนที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยงและอยู่ในสถานะที่ปรึกษาอาวุโสของผู้ประพันธ์หลัก ในขณะที่คนอื่นๆ ที่ไม่ค่อยได้ลงมือทำงานมากนักและได้มีชื่อเป็นผู้ประพันธ์ร่วม และในบางครั้งคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยก็ยังได้เป็นผู้ประพันธ์ร่วม ซึ่งการรวมชื่อของบุคคลที่ไม่ได้มีส่วนในการทำงานหรือทำงานไม่มากนักเข้าไปเป็นชื่อผู้ประพันธ์เรียกได้ว่าเป็น “ผู้แต่งของขวัญ” (gift authorship) “ผู้แต่งรับเชิญ” (guest authorship) “ผู้แต่งกิตติมศักดิ์ (honorary authorship) “ผู้แต่งฟรีๆ” (gratuitous authorship) “ผู้แต่งผี” (ghost authorship) หรืออื่นๆ

การสำรวจผ่านเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ตอบประเมินตนเอง พบว่า ร้อยละ 39 ของบทความมีผู้ประพันธ์ที่มีลักษณะผู้แต่งกิตติมศักดิ์ ในขณะที่ร้อยละ 9 มีผู้ประพันธ์ประเภทผู้แต่งผี และมีร้อยละ 2 ที่มีผู้ประพันธ์ทั้งสองรูปแบบ และจากข้อมูลของ International Committee of Medical Journal Editors (ICMJE) ก็พบว่า อัตราการเกิดขึ้นของผู้แต่งกิตติมศักดิ์แตกต่างกันไปในแต่ละวารสาร โดยมีอัตราสูงสุดถึงร้อยละ 60 ในส่วนวารสารประเภท Annals of Internal Medicine และอัตราต่ำสุดคือ ร้อยละ 4 ใน JAMA3 นอกจากนี้ คนที่มีชื่อเป็น “ผู้แต่งกิตติมศักดิ์” (honorary author) ก็ยังมีงานตีพิมพ์ในจำนวนที่ต่ำกว่าผู้ประพันธ์ตัวจริง ซึ่งอาจเกิดจากผู้ที่มีงานตีพิมพ์จำนวนมากต้องการช่วยเหลือผู้ที่มีงานตีพิมพ์น้อยให้มีผลงานเพิ่มขึ้น และมักพบว่า ผู้ที่มีตำแหน่งสูงๆ ในคณะ มักเข้ามาเป็นที่ปรึกษาอาวุโส ซึ่งผู้ประพันธ์ร่วมที่ไม่ได้ทำงานมากนักแต่ก็เป็นเสมือนผู้ที่มีคุณค่าต่องาน โดยมีชื่อในลักษณะของการให้ประโยชน์ต่างตอบแทนกัน โดยเข้ามาช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น เช่น การอำนวยความสะดวกในการใช้ห้องแลบ การให้ทุนสำหรับการเดินทาง ซึ่งการศึกษาของ Shulkin et al เกี่ยวกับปรากฏการณ์ดังกล่าวพบว่า ผู้ที่มีตำแหน่งระดับสูงในคณะมักมีชื่อในฐานะของผู้ประพันธ์อาวุโส จึงเกิดคำถามตามมาว่า ผู้ประพันธ์ประเภทที่ได้มีชื่อในบทความที่ไม่ได้มีส่วนในการทำงานมากนัก หรือ “ผู้แต่งของขวัญ” (gift authorship) จะเป็นที่ยอมรับในเรื่องจริยธรรมการวิจัยทางการแพทย์ได้หรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นการแต่งข้อมูล หรือการทำผิดในการวิจัยที่มีคำจำกัดความชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจาก Oxford Dictionary เกี่ยวกับคำว่า plagiarism ก็พบว่า หมายถึงการนำผลงานหรือความคิดของผู้อื่นมาเป็นผลงานของตน ซึ่งอาจจะนำมาปรับใช้กับการที่ผู้ที่ไม่ได้ลงแรงทำงานแต่กลับมีชื่อในฐานะเจ้าของผลงานได้

วารสาร Vascular Surgery เป็นวารสารฉบับแรกที่มีการพิจารณาว่า การใส่ชื่อผู้ประพันธ์ที่เป็น “ผู้แต่งของขวัญ” (gift authorship) คือสิ่งที่ผิด เมื่อทศวรรษที่ผ่านมา วารสารดังกล่าวได้กำหนดว่า ผู้ประพันธ์งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนในการทำงานอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีบทบาทในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็อาจมีได้ทั้งด้านการศึกษาวิจัย และด้านการจัดหาเงินทุนและทรัพยากร จึงทำให้เป็นการยากที่จะสรุปว่าใครเป็น “ผู้แต่งกิตติมศักดิ์” โดยมีการแบ่งเป็นหลาย Option เช่น Option A เป็นการรวมเฉพาะ resident หรือผู้วิจัย และ mentor หรืออาจารย์ที่ปรึกษา เป็นผู้ประพันธ์ (author) โดยแยกผู้ที่มีส่วนทำงานหลักๆ เช่น นักสถิติ ออกต่างหาก อย่างไรก็ตาม ถ้าการแยกกลุ่มผู้ประพันธ์ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผลก็จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดคิดว่าทุกคนที่มีชื่อเป็นผู้ประพันธ์มีความสามารถในการวิเคราะห์ทางสถิติทั้งหมด ดังนั้น Option A จึงมีลักษณะเป็นการละเมิดจริยธรรมด้านทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับ Option C มีการรวม “ผู้แต่งรับเชิญ” ซึ่งเป็นผู้ที่ช่วยทำให้งานมีความก้าวหน้ามากขึ้นแต่ไม่ได้มีส่วนในการทำงานโดยตรง ซึ่ง option ดังกล่าวก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่จะละเมิดจริยธรรมด้านทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน ในขณะที่ Option D เป็นตัวเลือกที่แย่ที่สุดเพราะมันเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ และมันยังทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ตัวอย่างเช่น ถ้านักศึกษาจะไม่ให้พี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษาของเขาเข้ามามีชื่อเป็นผู้ประพันธ์ย่อมก่อให้เกิดผลทางลบต่อตัวเขา ดังนั้น การเลี่ยงจาก option D อาจนำมาซึ่งต้นทุน แต่ก็จะช่วยปกป้องจริยธรรมด้านทรัพย์สินทางปัญญาได้ สำหรับ Option E ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรเกิดขึ้นเช่นกัน เพราะมันจะทำให้เกิดการทำผิดในการวิจัยในเรื่อง plagiarism และสุดท้าย Option B จะเป็นการรวมทุกคนที่เหมาะสมที่สุดเข้ามาเป็นผู้ประพันธ์ และเป็นตัวเลือกที่ถูกต้อง

ดังนั้น ผู้บริหารและบุคลากรในภาควิชาควรที่จะมีแนวทางป้องกันการละเมิดจริยธรรมทางทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการใส่ชื่อผู้ประพันธ์ ควรที่จะมีนโยบายที่ชัดเจนและบังคับใช้โดยไม่การยกเว้น และพึงระลึกเกี่ยวกับแนวคิดเกี่ยวกับการเป็นผู้นำมืออาชีพ อะไรควรที่จะอนุญาต อะไรควรสนับสนุน รวมทั้งควรสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่จะทำให้ทุกคนมีความเป็นมืออาชีพเพื่อไม่ให้มีการละเมิดจริยธรรมทางทรัพย์สินทางปัญญา

Facebook Comments

Share with: