แปลจาก On Being Scientist On Being a Scientist: A Guide to Responsible Conduct in Research: Third Edition หน้า 1-56

ความหลงใหลในความงดงามของวิทยาศาสตร์ ได้นำ Inez Fung กลับมาที่  the Massachusetts Institute of Technology ที่ที่เธอได้รับปริญญาเอกในสาขาอุตุนิยมวิทยา เธอกล่าวว่า

ฉันเคยคิดว่าเมฆเป็นเพียงแค่เมฆ” ฉันเคยฝันมาก่อนเลยว่าจะสามารถเขียนสมการเพื่ออธิบายเกี่ยวกับมันได้

ความหลงใหลในการทำความเข้าในธรรมชาติเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยกลับมาที่ม้านั่งในห้องแลบ มุ่งมั่นในการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบ ซึ่งการที่ได้ค้นพบหรืออธิบายในสิ่งที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อนเป็นความท้าทายที่สำคัญ   และมันยังเป็นการเอื้อมถึงความสำเร็จที่เกิดจากการร่วมมือกันเพื่อค้นพบสิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่นักวิจัยคนอื่นๆด้วย

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่มากกว่าการได้ค้นพบบางสิ่งเท่านั้น แต่นักวิจัยยังพยายามค้นหาคำตอบของคำถามที่มนุษย์มักตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติ และการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ก็ยังสร้างผลกระทบทั้งทางตรงและผลกระทบที่ทันทีต่อชีวิตของมนุษย์บนโลก แต่อย่างไรก็ตาม รางวัลของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ใช่ว่าจะได้รับง่ายๆ เนื่องจากการค้นพบและนำเสนอความรู้ใหม่ๆ  ต้องเผชิญแรงกดดันต่างๆ จำนวนมาก  พวกเขาต้องทำการตัดสินใจที่ยากเกี่ยวกับการที่จะออกแบบการวิจัยอย่างไร จะนำเสนอผลการวิจัยอย่างไร รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อร่วมงานด้วย ถ้าการตัดสินใจที่ทำลงไปไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็จะสร้างผลเสียตามมา เช่น เสียเวลา เสียทรัพยากร การชะลอความก้าวหน้าในความรู้ใหม่ๆ และยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นทั้งต่อวิชาชีพและต่อตนเองด้วย

ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยได้พัฒนามาตรฐานทางวิชาชีพที่ออกแบบขึ้นเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับวิทยาศาสตร์ และเพื่อลดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในการทำวิจัย  แม้ว่ามาตรฐานดังกล่าวอาจจะไม่ได้มีการเขียนในรูปกฎหมายอย่างเป็นทางการ แต่มันก็ได้สร้างสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับในวงกว้างเกี่ยวกับแนวทางในการทำวิจัยและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และนักวิจัยเองก็คาดหวังว่าเพื่อนร่วมวิชาชีพจะยอมรับและสนับสนุนให้คนอื่นๆ ปฏิบัติตามมาตรฐานเช่นกัน  ซึ่งใครก็ตามที่ไม่ทำตามมาตรฐานนั้นก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในอาชีพการงานไป

นักวิจัยมีหน้าที่ 3 ประการ ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการปฏิบัติตามมาตรฐาน ได้แก่

  1. นักวิจัยต้องให้ความสำคัญกับความไว้วางใจที่เพื่อนร่วมวิชาชีพมีให้ เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นกิจการที่ต้องมีการสะสมองค์ความรู้ไปเรื่อยๆ งานวิจัยหนึ่งก็จะต้องสร้างขึ้นต่อยอดจากงานวิจัยในอดีต ถ้างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้การขยายผลการวิจัยต่อไปในอนาคตเป็นไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องต่อไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดการเสียทรัพยากรและเวลาจำนวนมากในการ และสุดท้ายก็จะทำให้ความก้าวหน้าในสาขาวิชานี้ช้าลง
  2. นักวิจัยมีหน้าที่ต่อตัวพวกเขาเอง  ทั้งนี้ เพราะการทำวิจัยที่ไม่รับผิดชอบจะทำให้การเอื้อมไปถึงเป้าหมายเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็น การได้รับปริญญาบัตร การได้รับทุนวิจัย การได้มีตำแหน่งทางวิชาการ การมีชื่อเสียงในฐานะนักวิจัยที่ซื่อสัตย์และมีประสิทธิผล ซึ่งการรักษามาตรฐานดังกล่าวจะช่วยสร้างความมีจริยธรรมในตนเองที่จะเอาไปปรับใช้ในอาชีพการงานได้ดี
  3. นักวิจัยมีหน้าที่ต่อสังคมส่วนรวม เนื่องจากผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบต่อสังคม บางงานวิจัยเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความกินดีอยู่ดีของคน นอกจากนี้ ผู้วางนโยบายยังใช้ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในการตัดสินในเชิงนโยบายต่างๆ เช่นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สเต็มเซลล์ การลดภัยธรรมชาติ ทำให้รัฐทุ่มเงินจำนวนมากในการให้ทุนวิจัย แม้ว่าผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์อาจจะไม่ได้สร้างผลกระทบหรือนำไปปรับใช้ในทันที แต่มันก็เป็นการปูทางสำหรับความก้าวหน้าในอนาคต

ศัพท์เฉพาะทาง : คุณค่า มาตรฐาน และแนวปฏิบัติ

งานวิจัยตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าทางจริยธรรมเดียวกับที่เรายึดถือในชีวิตประจำวัน  รวมไปถึง ความซื่อสัตย์ ความเป็นธรรม  ความเป็นกลาง การเปิดกว้าง การสร้างความน่าเชื่อถือ และการเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น

ในส่วนของมาตรฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องประยุกต์ใช้คุณค่าเหล่านี้ในการดำเนินการวิจัย ตัวอย่างเช่น การเปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบในการทำวิจัยร่วมกับผู้อื่น  การพิจารณาให้ทุนวิจัยอย่างเป็นธรรม การเคารพผลงานของเพื่อนร่วมงาน/นักศึกษา การซื่อสัตย์ในการรายงานผลการวิจัย

ทั้งนี้ การไม่ทำตามมาตรฐานที่รุนแรงที่สุด คือ การทำผิดทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Misconduct) ซึ่งรัฐบาลสหรัฐได้นิยาม “การทำผิด” ว่าหมายถึง การแต่งข้อมูล การดัดแปลงข้อมูล และการลักลอกงานวิจัย หรือที่เรียกว่า FFP  ซึ่งในการทำผิดเกิดขึ้นได้ตั้งแต่การนำเสนอแนวทางการวิจัยเพื่อขอทุน การดำเนินการในระหว่างการทำวิจัย การทบทวนวรรณกรรม รวมถึงการรายงานผล ซึ่งสถาบันวิจัยที่ได้รับทุนวิจัยจะต้องมีนโยบายและกระบวนการตรวจสอบและรายงานเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัย เพื่อให้บุคลากรดำเนินการวิจัยตระหนักรู้ถึงกฎระเบียบเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยและดำเนินการตามมาตรการที่หน่วยงานกำหนด

แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้วยการกระทำที่นอกเหนือไปจาก FFP ก็จะเรียกได้ว่าเป็น Questionable  Research Practices (QRPs)  นักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานจึงควรกระตุ้นให้พฤติกรรมดังกล่าวลดลงโดยใช้วิธีทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และมีหน้าที่ที่จะต้องระบุว่า QRPs ใดที่เป็นสิ่งที่อันตรายมากพอที่ควรกำหนดมาตรการลงโทษ

อย่างไรก็ดี แม้ว่ามาตรฐานจะประยุกต์ใช้กับการวิจัยทั้งหมด แต่ วิธีการปฏิบัติในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละสาขา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องสร้างความเข้าใจทั้งมาตรฐานและความแตกต่างในแนวปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินการวิจัยร่วมกันประสบความสำเร็จ

ที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงในการวิจัย 

นักวิจัยทุกคนมีที่ปรึกษาและบางคนก็มีพี่เลี้ยงเพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินการวิจัยด้วย โดยที่ปรึกษาจะช่วยกำกับดูแลการวิจัยในภาพรวม นำเสนอแนวทางและคำแนะนำในปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ส่วนพี่เลี้ยงก็คล้ายกับที่ปรึกษา แต่จะทำหน้าที่แนะนำให้การวิจัยเป็นไปในทางที่จะมีประสิทธิผลมากขึ้น  รวมทั้งคอยกระตุ้นให้นักวิจัยมีกำลังใจเมื่อพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก รวมทั้งการช่วยสร้างเครดิตในงานวิจัยให้นักวิจัยหน้าใหม่ นักวิจัยที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนมีพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ผู้ช่วยนักวิจัย ผู้บริหาร หรือพนักงานที่ช่วยงานวิจัย ที่สามารถเป็นพี่เลี้ยงได้ทั้งสิ้น  และมันจะเป็นประโยชน์มากหากนักวิจัยสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ประกอบด้วยพี่เลี้ยงที่หลากหลายกลุ่ม ที่มีประสบการณ์แตกต่างกันเพื่อเข้ามาช่วยเติมเต็มงานวิจัยให้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

แม้ว่าพี่เลี้ยงมีบทบาทในการช่วยแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ก็ยังมีส่วนช่วยสร้างประโยชน์ทางอ้อมอื่นๆ เช่น ช่วยให้นักวิจัยเกิดไอเดียใหม่ๆ ช่วยสร้างเครือข่ายในการวิจัยที่ทำให้การทำวิจัยมีความเข้มแข็งขึ้น  การช่วยให้นักวิจัยหน้าใหม่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น นอกจากนี้ พี่เลี่ยงยังมีส่วนช่วยให้มีการรวมตัวกันทางสังคมในสาขาวิทยาศาสตร์ที่จะยิ่งทำให้วิชาชีพมีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งทุกๆคนไม่ว่าจะอยู่ในระดับของความก้าวหน้าในอาชีพระดับใด ก็ควรจะมีบทบาทการเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน

ที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงมักจะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของนักวิจัยฝึกหัด ดังนั้น พวกเขาต้องระวังไม่ให้มีการใช้บทบาทหน้าที่ไปในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่าง ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงกับผู้รับคำปรึกษามีความซับซ้อน และบางครั้งก็เกิดความขัดแย้งในหลายๆ เรื่อง เช่น การแบ่งเครดิตในการวิจัย การแบ่งหน้าที่กันในการดำเนินการวิจัย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงเป็นเพียงผู้ช่วยนักวิจัยให้พัฒนางานวิจัยที่จะช่วยสร้างความก้าวหน้าในสายงานได้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิผล ดังนั้น ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงจึงต้องรักษามาตรฐานในการเป็นที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีเพื่อทำหน้าที่อย่างมีจริยธรรมไม่ใช่หน้าที่ไปในทางที่ผิด

นอกจากนี้  นักวิจัยที่เริ่มทำงานใหม่ๆ มีหน้าที่ที่จะต้องปรับตัวเข้าหาที่ปรึกษา/พี่เลี้ยง โดยพวกเขาจะต้องรู้ความคาดหวังของอีกฝ่ายที่ชัดเจน ดังนั้นนักวิจัยเหล่านี้จึงจำเป็นต้องค้นหา และปรับตัวเข้ากับปรึกษา/พี่เลี้ยงมากกว่าที่จะคาดหวังว่าให้ปรึกษา/พี่เลี้ยงปรับตัวเข้ามาหาเขา ซึ่งแนวปฏิบัติที่ชัดเจนควรทำให้เกิดขึ้นเพื่อระบุถึงความสัมพันธ์ของแต่ละฝ่ายที่ต้องมีต่อกัน เพราะความลักษณะความสัมพันธ์ที่เกิดระหว่างมนุษย์นั้นไม่เพียงพอที่จะช่วยให้การทำงานราบรื่น แต่ทั้งสองฝ่ายควรมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างมืออาชีพมากกว่า นอกจากนี้ หน่วยงานเองก็ควรสนับสนุนให้เกิดที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีโดยมีมาตรการจูงใจต่างๆ ตลอดจนมีการฝึกอบรมการเป็นที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีด้วย

การเปลี่ยนแผนการวิจัย  

Joseph กลับมาจากช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ซึ่งเขามั่นใจว่าจะต้องทำวิทยานิพนธ์เสร็จในอีกเทอมต่อไป โดยที่เขาไม่ได้เข้าไปหารือกับที่ปรึกษาหรือคณะกรรมการวิทยานิพนธ์ใดๆ เลยนับแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะเขามั่นใจว่าทุกคนจะต้องเห็นชอบกับสิ่งที่เขาทำ แล้วในตอนนี้ Joseph ก็ได้วางแผนสมัครเป็นนักวิจัยในบริษัทต่างๆที่เขาเตรียมไว้แล้วด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อที่ปรึกษาทราบเกี่ยวกับแผนการของเขา อาจารย์จึงรีบคัดค้านและบอก Joseph ว่า วิธีการวัดผลที่เขาออกแบบมานั้นมันไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามที่คณะกรรมการต้องการ และอาจารย์ที่ปรึกษายังแนะนำให้เขาใช้เวลาอย่างน้อยสองเทอมเพื่อปรับปรุงวิธีการวัดผลเพิ่มเติมและเพื่อที่จะทำวิทยานิพนธ์ให้เสร็จ

Joseph รู้ดีว่าสิ่งที่อาจารย์แนะนำดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อตัวอาจารย์ที่ปรึกษา เนื่องจากการสร้างวิธีการวัดผลเพิ่มเติมตามที่อาจารย์แนะนำจะไปช่วยสนับสนุนงานวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษาเอง  ในขณะที่เขาเองก็ต้องการรีบทำวิทยานิพนธ์เพื่อสมัครงานและต้องการให้อาจารย์ช่วยสนับสนุนเขาโดยการเขียน recommendation ให้เขาในทางที่ดี  ดังนั้น จึงเกิดคำถามตามมาว่า

  1. เขาควรจะพิสูจน์ว่าแผนการที่เขาออกแบบไว้นั้นดีกว่าที่ที่ปรึกษาแนะนำ เพื่อเปลี่ยนในที่ปรึกษาให้เห็นด้วยกับเขา
  2. เขาควรจะไปปรึกษาที่คณะกรรมการคนอื่นๆ เพื่อให้ช่วยตัดสินใจ
  3. เขาควรจะดำเนินการบางอย่างมาก่อนหน้านี้เพื่อเลี่ยงปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้
  4. เขาควรจะต้องรีบทำอะไรเพื่อเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดในอนาคต

การเลือกกลุ่มวิจัย 

เมื่อนักศึกษาปริญญาโทหรือผู้ที่จบปริญญาเอกแล้วกำลังตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมในกลุ่มวิจัยหรือไม่นั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มและผู้นำกลุ่มเป็นที่สำคัญที่จะช่วยให้มีการตัดสินใจที่ดี  โดยในบางครั้ง เราสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้จากงานเขียนต่างๆ จากการสนทนา หรือการถามนักวิจัยอาวุโสให้เขาช่วยชี้แนะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักวิจัยตัดสินใจได้ว่าควรเลือกกลุ่มวิจัยแบบไหน

ทั้งนี้ มีคำถามที่เป็นประโยชน์ที่จะช่วยในการตัดสินใจ ได้แก่

  • ใครคือคนที่กำกับดูแลนักวิจัยที่เพิ่งเริ่มทำงานวิจัย
  • ที่ปรึกษาของนักวิจัยจะเป็นเสมือนพี่เลี้ยงด้วยหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น อะไรคือสไตล์การทำหน้าที่พี่เลี้ยงของเขา
  • นักวิจัยฝึกหัดมีบทบาทอย่างไรในการเลือกและพัฒนาโครงการ
  • นักศึกษาใช้เวลานานเพียงใดในการเข้ารับการอบรม
  • แหล่งที่มาของทุนคืออะไร
  • นักวิจัยที่เพิ่งเริ่มทำงานวิจัยได้เข้าร่วมในงานเขียนหรือไม่ และพวกเขาจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นเจ้าของผลงานอย่างไร
  • มีการแข่งขันระหว่างสมาชิกในกลุ่มและระหว่างกลุ่มมากน้อยเพียงใด
  • มีอันตรายจากการใช้สารเคมี ชีวภาพ และกัมมันตรังสี หรือไม่ แล้วมีการฝึกอบรมอะไรในการทำงานที่มีสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้อง
  • นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาที่พัฒนาโดยกลุ่มคืออะไร
  • นักศึกษาไม่ได้รับการสนับสนุนให้ทำงานต่อเนื่องจากโครงการที่เคยทำเมื่อออกไปหรือไม่
  • นักศึกษาได้รับการสนับสนุนและได้รับทุนสนับสนุนให้เข้าร่วมในการประชุมวิชาการและการนำเสนอผลงานหรือไม่
  • มีโอกาสสำหรับการพัฒนาวิชาชีพอื่นๆ เช่น การเป็นอาจารย์ เป็นที่ปรึกษา และการขอทุนวิจัย หรือไม่

การนำข้อมูลมาทดลอง

เพื่อให้การดำเนินการวิจัยเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ นักศึกษาที่ทำการวิจัยจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าจะใช้ข้อมูลอย่างไรให้เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม ในปี 2002 จึงมีบรรณาธิการของวารสาร Journal of Cell Biology เริ่มที่จะทดสอบภาพในเอกสารต้นฉบับเพื่อให้รู้ว่ามันถูกปรับเปลี่ยนในทางที่ละเมิดมาตรฐานของการตีพิมพ์หรือไม่ ซึ่งเกือบๆหนึ่งในสี่ของงานวิจัยที่ส่งมาตีพิมพ์มีภาพที่แสดงให้เห็นถึงการปรับแต่งที่ไม่เหมาะสม บรรณาธิการจึงขอให้ทุกคนส่งงานวิจัยตัวจริงมาให้ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาพที่ส่งมาให้ในตอนแรก  ผลจากการเปรียบเทียบพบว่า ร้อยละ 1 ของงานวิจัยมีการปรับแต่งเพื่อหลอกลวง “fraudulent manipulation” มันจึงส่งผลกระทบต่อข้อสรุปในงานวิจัย และทำให้บรรณาธิการต้องปฏิเสธการตีพิมพ์ลงวารสาร

นักวิจัยที่ปรับแต่งข้อมูลในทางที่หลอกลวงผู้อื่นเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับคุณค่าพื้นฐานในการวิจัยและขัดกับมาตรฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และยังเป็นการหลอกลวงเพื่อนร่วมวิชาชีพและยังทำลายความก้าวหน้าของวิชาการ ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ถูกต้องสามารถสร้างผลกระทบได้อย่างมหาศาลที่เราอาจคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในยุคที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ที่ทำให้ข้อมูลมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปในวงกว้าง มันจึงทำให้ผลกระทบจากการบิดเบือนข้อมูลรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต โดยข้อมูลที่ถูกบิดเบือนอาจเกิดจาก การออกแบบการทดลองที่ไม่ดี การวัดผลที่ไม่ระมัดระวัง และการจัดการที่ไม่เหมาะสม

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นักวิจัยได้พัฒนาและปรับปรุงวิธีการ/เครื่องมือที่จะช่วยรักษาความมีจริยธรรมในการวิจัย โดยบางวิธีการถูกนำไปปรับใช้ในบางสาขาของการวิจัย เช่น การทำสอบความมีนัยยะสำคัญทางสถิติ การใช้  double-blind trials , proper phrasing of questions on surveys  ส่วนในบางเครื่องมือก็ปรับใช้ในวงกว้างหลากหลายสาขา เช่น การอธิบายว่าได้ทำอะไรเพื่อให้ข้อมูลหรือผลการทดลองมีการขยายผลจากงานวิจัยในอดีต  

เพราะความสำคัญของวิธีการเหล่านี้ งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์จำนวนมากจะต้องอธิบายให้ชัดเกี่ยวกับกระบวนการที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เพียงพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือไม่เพียงแต่ความน่าเชื่อถือของข้อมูลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการในการได้มาซึ่งข้อมูลด้วย อย่างไรก็ดี แม้ว่าอาจจะไม่สามารถที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกันในช่วงที่ได้รับข้อมูลมาได้ แต่นักวิจัยก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้องสร้างฐานข้อมูลที่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้อย่างถาวรเพื่อให้ผู้อื่นเข้ามาตรวจสอบและต่อยอดได้ ซึ่งในการวิจัยทั้งวิจัยอุตสาหกรรมและสถาบัน นักวิจัยจำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ที่สร้างที่เก็บข้อมูลรายวัน แต่น่าเสียดายที่นักวิจัยเริ่มต้นมักไม่ได้รับการอบรมในเรื่องดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการบันทึกข้อมูล การวิเคราะห์ การเก็บรักษาและการแบ่งปันข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานด้านวิจัยจำเป็นต้องพิจารณาในวาระการประชุมเพื่อปรับปรุงในสิ่งเหล่านี้

หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย รวมถึงผู้ให้ทุน และวารสารต่างๆ จึงมีนโยบายที่ให้นักวิจัยต้องเปิดเผยและแบ่งปันแหล่งข้อมูล และหากนักวิจัยไม่นำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งข้อมูลที่สำคัญที่จะเอามาวิจัยและสร้างข้อสรุปก็จะถือว่าไม่ทำตามมาตรฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าในบางครั้ง ข้อมูลและวิธีการต่างๆ มีจำนวนมาก และไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆ หรืออาจมีต้นทุนสูงในการนำมาเปิดเผย  แต่นักวิจัยก็มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างวิธีการเข้าถึงข้อมูลให้ได้ เช่น การสร้างคลังข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสร้างช่องทางการรักษาและแบ่งปันข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เช่น คลังภาพถ่ายทางดาราศาสตร์, protein sequences, archaeological data, cell lines, reagents, and transgenic animals.

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเผยแพร่และจัดการข้อมูล คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทำให้ข้อมูลบางอย่างถูกนำไปใช้ขยายผลการวิจัยก่อนที่จะมีการเก็บบันทึก ดังนั้น การที่จะนำข้อมูลนั้นไปแบ่งปันก็จะต้องแบ่งปันซอร์ฟแวร์และฮาร์ดแวร์ด้วย เพราะเทคโนโลยีด้านดิจิตอลมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว บางข้อมูลที่เก็บอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์อาจจะไม่สามารถเข้าถึงได้ในไม่กี่ปีต่อมา ดังนั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบข้อกำหนดเกี่ยวกับการตีพิมพ์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคตอีกด้วย

การเลือกข้อมูล

Deborah  และ  Kamala ได้สร้างชุดการวัดข้อมูลสำหรับการทำลองอุปกรณ์กึ่งตัวนำโดยใช้ expensive neutron test  ที่ห้องแลบระดับชาติแห่งหนึ่ง  และเมื่อพวกเขากลับไปที่ห้องแลบและตรวจสอบข้อมูล ก็เกิดคำอธิบายทางคณิตศาสตร์ขึ้นใหม่เกี่ยวกับผลการทำนายพฤติกรรมของอุปกรณ์กึ่งตัวนำที่สะท้อนให้เห็นด้วยเส้นโค้ง

ในระหว่างการวัดผลที่ห้องแลบ เขาทั้งสองก็สังเกตเหตุความผันผวนของกระแสไฟฟ้าที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมหรือทำนายมันได้ พวกเขาสงสัยว่าความผันผวนนั้นจะมากระทบต่อรูปแบบการวัดผลบางตัว แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามันคือส่วนไหน

ดังนั้น เมื่อพวกเขาเริ่มเขียนงานวิจัยเพื่อสรุปผลและนำเสนอ ณ ที่ประชุมของแลบ   Kamala แนะนำให้ละทิ้งข้อมูลที่ผิดปกติที่อยู่ใกล้กราฟแกนนอนออกไปจากกราฟที่เธอเตรียมมานำเสนอ เธอกล่าวต่ออีกว่า เนื่องจากความเบี่ยงเบนจากเส้นโค้งในทางทฤษฎี จุดของข้อมูลในส่วนที่อยู่ต่ำจึงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของกระแสไฟฟ้า ยิ่งกว่านั้น ความเบี่ยงเบนยังอยู่นอกแถบความคลาดเคลื่อนที่คาดหวัง (expected error bars) ที่คำนวณโดยข้อมูลที่เหลือ

ในขณะที่ Deborah ก็ยังคงกังวลว่าการละทิ้งข้อมูลทั้งสองจุดนั้นจะเป็นการจัดการข้อมูลที่ไม่เหมาะสม เพราะจริงๆ แล้ว เขาไม่แน่ใจเกี่ยวกับทั้งสองจุดนั้นเลย เพราะมันถูกกระทบด้วยความผันผวนของกระแสไฟ เธอจึงต้องการแยกการวิเคราะห์ต่างหากที่รวมจุดข้อมูลนั้นเข้าไปด้วยเพื่อเอาไปอภิปรายในที่ประชุม ในขณะที่  Kamala กลับเห็นว่า ถ้าพวกเขารวมจุดข้อมูลที่ผิดปกติเข้าไปในการอภิปรายผลในที่ประชุม คนอื่นๆ ก็อาจจะคิดว่าประเด็นนี้มีความสำคัญมากพอที่จะเข้าไปถกเถียงกันในส่วนของรายงานฉบับร่างที่จะทำให้การตีพิมพ์รายงานยากขึ้นไปอีก ดังนั้น  Kamala แนะนำว่าเราควรที่จะตัดสินใจที่จะทิ้งข้อมูลไปเลย

  1. ปัจจัยอะไรที่ทั้งสองคนควรจะต้องนำมาพิจารณาเพื่อตัดสินใจว่าจะนำเสนอผลงานอย่างไรจากผลการทดลองที่ได้
  2. สิ่งที่มีส่วนในการทำนายผลที่พบใหม่ควรที่จะไปกระทบต่อการตัดสินใจที่มีอยู่เดิมหรือไม่  
  3. ร่างรายงานควรที่จะต้องเตรียมสำหรับข้อมูลที่ผิดปกตินี้หรือไม่
  4. ถ้าทั้งสองคนไม่เห็นด้วยกับวิธีนำเสนอข้อมูล หนึ่งในพวกเขาควรที่จะถูกถอดชื่อออกจากการเป็นเจ้าของผลงานหรือไม่

ความผิดพลาดและความละเลย 

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีความอ่อนไหวต่อค่าความผิดพลาด ณ ระดับของความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์นั้น เทคนิคการทดลองมักจะไปจนถึงขีดกำจัด สัญญาณของการค้นพบอาจจะยากที่จะแยกกับตัวรบกวน และแม้แต่คำถามที่จะต้องหาคำตอบก็อาจไม่ได้ถูกจำกัดความที่ดีมากนัก ในบางครั้ง นักวิจัยจะต้องพบกับความเสี่ยงในการสำรวจหาไอเดียใหม่ๆ เขาอาจจะต้องพึ่งพาเทคนิคในทางทฤษฎีที่ไม่ได้มีการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบมากนัก เขาอาจจะต้องขยายขอบเขตของการคาดเดาออกไป ในการยอมรับความเสี่ยงเหล่านั้นคงไม่สามารถกล่าวโทษงานวิจัยที่ไม่เป็นระเบียบไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรถูกตำหนิคือ การแนะนำที่ผิดต่างหาก

นักวิจัยเป็นเพียงแค่มนุษย์ พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่จะมีเวลาทำงานไม่จำกัด หรือเข้าถึงทรัพยากรไม่จำกัด แม้ว่าจะเป็นนักวิจัยที่มีความรับผิดชอบที่สุด เขาก็อาจจะมีข้อผิดพลาดที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจทำผิดในการวิจัยในการออกแบบการทดลอง หรือการทดสอบความถูกต้องของเครื่องมือ การบันทึกข้อมูล การแสดงผล และอื่นๆ อย่างไรก็ดี นักวิจัยมีหน้าที่ทั้งต่อตนเอง สังคมส่วนรวม และต่อวิชาชีพ ที่จะต้องทำวิจัยให้ถูกต้องและระมัดระวัง  ซึ่งที่ผ่านมา ระเบียบและข้อบังคับทางวิทยาศาสตร์ก็ได้พัฒนาวิธีการและแนวปฏิบัติที่จะช่วยลดโอกาสในการเกิดความผิดพลาดและความล้มเหลวในการสังเกตการทำไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ และยังระบุให้ทุกๆ ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ควรที่จะต้องมีการเตรียมการอย่างระมัดระวัง ต้องมีการเข้ากระบวนการ Peer Review และมีการตรวจสอบพิจารณาที่รอบคอบแม้ว่าหลังจากการตีพิมพ์แล้ว

นอกเหนือไปจากความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจก็คือ ความผิดพลาดจากความละเลย  รวมถึงความรีบเร่ง การขาดความระมัดระวัง และไม่ใส่ใจ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งกับมาตรฐานในการวิจัย และสร้างความเสี่ยงต่อตนเองและสังคม ซึ่งความผิดพลาดเหล่านี้จะสร้างผลกระทบอย่างมหาศาลต่อทั้งสาขาวิทยาศาสตร์และสังคมส่วนรวมที่ต้องพึ่งพิงผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน  

แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดที่ได้รับการตรวจสอบรับรองโดย Peer แต่การนำไปปรับใช้จริงเพื่อขยายผลการทดลองอื่นๆ ก็มักจะมีการเลือกให้เหมาะสมกับงานของแต่ละคน จึงไม่จำเป็นที่สร้างการวิจัยใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานของการค้นพบหรือทฤษฎีเก่าที่คนอื่นสร้างขึ้น อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้วงการวิทยาศาสตร์ นักวิจัยควรที่จะต้องเชื่อมั่นในการตรวจสอบที่ผ่านมาที่เป็นการตรวจรับรองบนพื้นฐานของมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ

บางครั้ง ข้อผิดพลาดในงานวิจัยก็อาจจะมีงานวิจัยต่อๆมา ที่เข้าไปมีส่วนแก้ไขข้อผิดพลาดของงานวิจัยในอดีตด้วย แต่ข้อผิดพลาดที่เป็นข้อผิดพลาดที่สร้างความหลงผิด ก็อาจจะทำให้การวิจัยต้องสูญเสียเวลาและทรัพยากรมากโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น เมื่อมีข้อผิดพลาดปรากฏขึ้นในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาแล้ว ก็ควรจะแก้ไขโดยระบุเพิ่มเติมในสิ่งตีพิมพ์ เช่น erratum (for a production error), corrigendum (for an author’s error)  ในส่วนของความผิดพลาดในเอกสารอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่บันทึกไว้ รวมถึง ข้อเสนอการวิจัย การบันทึกระหว่างการปฏิบัติการ รายงานความก้าวหน้า บทคัดย่อ รายงานภายใน ก็ควรจะทำให้ถูกต้องเพื่อรักษาความมีจริยธรรมและในขณะเดียวกันก็ยังป้องกันไม่ให้นักวิจัยคนอื่นทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะความเข้าใจผิดต่อไปอีก

การเปลี่ยนความรู้

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักดาราศาสตร์ได้อภิปรายถกเถียงเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มก๊าซสีขาวที่เป็นเกลียวในอวกาศ ที่เห็นได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ตอนกลางคืน นักดาราศาสตร์บางคนคิดว่า ก๊าซสีขาวแต่ละกลุ่มนี้เป็นกาแล็คซี่ ที่เหมือนกับแกแล็คซี่ทางช้างเผือก  ในขณะที่คนอื่นเชื่อว่า มันคือกกลุ่มก๊าซภายในกาแลคซี่ของเราเอง อย่างไรก็ดี  มีนักดาราศาสตร์ที่ชื่อว่า Adriaan van Maanen  คิดว่ามันคือ กลุ่มก๊าซที่อยู่ภายในแกแล็คซี่ทางช้างเผือก  เขาจึงค้นหาความจริงโดยการเปรียบเทียบภาพถ่ายของกลุ่มก๊าซสีขาวโดยใช้เวลานานหลายๆ ปี ต่อมาจึงได้สร้างชุดของการวัดที่ใช้ความพยายามมากขึ้น จนกระทั่งเขาพบการเคลื่อนไหวที่มีการคลายตัวออกของกลุ่มก๊าซสีขาวพวกนั้น ซึ่งการค้นหาการเคลื่อนไหวดังกล่าวบ่งชี้ว่าเกลียวที่เกิดขึ้นต้องอยู่ภายในแกแล็คซี่ทางช้างเผือก 

หลังจากนั้น Van Maanen ก็มีชื่อเสียง เพราะการค้นพบและผลสรุปของเขาได้รับการยอมรับจากนักดาราศาสตร์จำนวนมาก แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปี เพื่อนร่วมงานของ Edwin Hubble ก็ได้ค้นหาความจริงอีกครั้ง โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ 100 นิ้ว รุ่นใหม่ ที่ Mount Wilson และสรุปว่า ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มก๊าซสีขาวเป็นแกแล็คซี่ที่อยู่ไกลออกไป และเขาก็กล่าวว่าสิ่งที่  van Maanen สังเกตเห็นนั้นผิด   ทั้งนี้ กระบวนการศึกษาของ van Maanen ไม่เคยมีการเปิดเผยใดๆ ว่ามันเกิดจากการตีความผิด หรือแหล่งที่มาที่ทำให้เกิดความผิดพลาดอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ เขายังทำงานภายใต้ข้อจำกัดของความคาดหวังของเขาที่มีอิทธิพลต่อการวัดผล ดังนั้น จึงมีคำกล่าวของนักวิจัยที่ว่า

ถ้าฉันไม่เชื่อมัน ฉันก็จะไม่ได้เห็นมัน

การค้นพบข้อผิดพลาด  

Marie นักระบาดวิทยา  และ Yuan นักสถิติ ซึ่งทำงานอยู่ในภาควิชาคณิตศาสตร์ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับการแพร่กระจายของเชื้อโรคในประชากร ในขณะที่ Yuan กำลังประมวลผลการทดลอง เขาได้สร้าง model infections  เขาระลึกได้ว่า ความผิดพลาดในการโค้ดได้นำไปสู่ผลที่ไม่ถูกต้องซึ่งได้ตีพิมพ์ไปแล้วในรายงานวิจัยทั้งสองฉบับ แต่ถ้าเขาก็มองว่า การแก้ไขข้อผิดพลาดก็อาจไม่ได้กระทบต่อข้อสรุปในงานวิจัยใดๆ  กล่าวคือ ไม่ได้ทำให้ระยะเวลาเฉลี่ยในการเชื้อโรคจะแพร่กระจายเปลี่ยนแปลงไป แต่ในขณะเดียวกันการแก้ไขโมเดลใหม่อาจจะทำให้สร้างความไม่แน่นอนในผลลัพธ์ และทำให้การทำนายการกระจายของเชื้อโรคมีความแน่นอนน้อยลง

 ดังนั้น เมื่อเขานำปัญหามาพูดคุยกับ Marie เธอก็ไม่ต้องการให้นำเสนอการปรับโมเดลให้ถูกต้องให้งานวิจัยที่ลงตีพิมพ์ไปแล้ว เพราะมันจะทำให้คนอื่นเคลือบแคลงสงสัยในงานวิจัยและมันก็ไม่ได้ทำให้ข้อสรุปหลักๆ เปลี่ยนแปลงไป และในงานวิจัยฉบับต่อไปจึงนำเสนอข้อมูลที่อยู่บนการวิเคราะห์โดยใช้โมเดลที่ปรับใหม่  และ Yuan ก็สามารถโพสต์โมเดลที่ปรับใหม่ลงบนเว็บเพจของเขา จึงเกิดคำถามตามมาว่า

  1. หน้าที่อะไรที่นักวิจัยควรมีต่อเพื่อนร่วมงานเพื่อให้มีการปรับแก้ผลการวิจัยให้ถูกต้อง
  2. ควรหรือไม่ที่การตัดสินใจของพวกเขาจะต้องถูกกระทบโดยการใช้โมเดลของอีกฝ่าย
  3. มีตัวเลือกอื่นหรือไม่ นอกเหนือจากการตีพิมพ์การปรับแก้โมเดลที่เป็นทางการ

การทำผิดในการวิจัย

พฤติกรรมของนักวิจัยบางคนทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออาชีพทางวิทยาศาสตร์  รวมทั้งสร้างความเสี่ยงต่อชื่อเสียงของวงการวิทยาศาสตร์ และประโยชน์ต่อสังคมที่ควรจะได้รับจากงานวิจัย ซึ่งพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จะถูกเรียกว่าเป็น  “การทำผิดทางวิทยาศาสตร์” หรือ scientific misconduct  เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ U.S. Office of Science and Technology Policy ซึ่งเป็นหน่วยงานให้ทุนวิจัยที่สำคัญของสหรัฐได้วางกรอบแนวคิดเกี่ยวกับคำว่า Misconduct ว่ามีคุณลักษณะที่ประกอบด้วย การแต่งข้อมูลขึ้นมา การดัดแปลงข้อมูล และการลักลอกข้อมูล ทั้งในกระบวนการเขียนข้อเสนอขอทุนวิจัย การดำเนินการวิจัย การทบทวนวรรณกรรม และการรายงานผล

ทั้งนี้จากนิยามของ  U.S. Office of Science and Technology Policy  สามารถอธิบายในแต่ละประเด็นได้ดังนี้

(1) Fabrication คือ การแต่งข้อมูลขึ้นมา หรือการปรับแต่งผลการทำลองให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

(2) Falsification คือ การดัดแปลง (เปลี่ยน/ละทิ้ง) ข้อมูล รวมถึง ปัจจัยนำเข้าในการทำวิจัยต่างๆ เช่น อุปกรณ์ กระบวนการ

(3) Plagiarism คือ การลักลอกข้อมูล โดยนำความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย ของผู้อื่นมาใช้ โดยไม่ระบุถึงผู้ที่เป็นเจ้าของความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังกล่าวถึงพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายว่าเป็น การทำผิดในการวิจัย โดยพฤติกรรมนั้น ได้แก่ การไม่ทำตามแนวปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับ อย่างไรก็ดี การทำผิดในการวิจัยจะไม่รวมถึงความแตกต่างในความคิดเห็น ดังนั้น สถาบันวิจัยหรือหน่วยงานให้ทุนวิจัยแต่ละหน่วยงานก็มีการนิยามบางอย่างเพิ่มเติม เช่น การลอบบี้ผู้ที่เป็น peer review เพื่อประเมินผลงานตนเอง รวมทั้งการตีพิมพ์ผลงานที่ไม่จัดสรรเครดิตในงานวิจัยให้เหมาะสม  ไม่สนใจกฎเกณฑ์สำคัญในการทำวิจัย ความล้มเหลวในการรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัย การแก้แค้นหรือตอบโต้ผู้ที่รายงานการทำผิดในการวิจัย เป็นต้น ในขณะที่  National Science Foundation ได้รวมถึง พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากแนวปฏิบัติในการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับ ที่เป็นเสมือนการทำผิดในการวิจัยอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ทั้งสามรูปแบบของการทำผิดในการวิจัยนี้ก็ยากแก่การพิสูจน์ว่าเป็นการกระทำโดยตั้งใจหรือไม่ เพราะบางคนอาจแก้ตัวว่า มันคือความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดี ในวงการวิทยาศาสตร์จะเป็นต้องควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะการกระทำเหล่านี้จะสร้างผลกระทบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียเวลา การทำลายชื่อเสียง การสร้างความรู้สึกของการถูกทรยศ   รวมถึงสร้างผลกระทบทางลบต่อคนในวงการ ทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนอีกด้วย

การทำลายความเชื่อมั่น

เริ่มขึ้นในปี 1998 มีงานวิจัยต่อเนื่องที่เป็นที่สนใจของคนในวงการฟิสิกส์ และงานวิจัยเหล่านี้พัฒนาขึ้นโดยอ้างอิงจากการทดลองที่ทำใน Bell Laboratories เป็นงานวิจัยที่อธิบายวิธีการสร้างวัสดุที่มีคาร์บอนเป็นพื้นฐานที่มีคุณสมบัติ long-sought properties including superconductivity and molecular-level switching อย่างไรก็ตาม เมื่อนักวิทยาศาสตร์คนอื่นได้อ่านงานวิจัยและพยายามทำไปขยายผลกลับไม่ประสบความสำเร็จ

ในปี 2001 นักฟิสิกส์หลายคนทั้งในและนอก Bell Laboratories เริ่มชี้แจงถึงความผิดปกติของงานวิจัยหลายชิ้นที่นักวิจัยใน Bell เป็นผู้ทำ ซึ่งข้อสงสัยได้แก่ มีบางงานวิจัยที่ใช้รูปภาพและเนื้อหาคล้ายกัน แต่กลับมีระบบการทำลองที่แตกต่างกัน บางกราฟดูเหมือนจะเรียบง่ายกว่าสิ่งที่ควรจะเป็นในชีวิตจริง ข้อสงสัยเหล่านี้ได้ทำให้นักวิจัยที่ชื่อว่า Jan Hendrik Schön ตกเป็นผู้ต้องสงสัย เนื่องจากเขาได้มีส่วนเขียนงานวิจัยนั้นขึ้นหลายงาน

Bell Laboratories ตั้งคณะกรรมการสอบนักวิจัยที่มาจากภายนอก 5 คน  เมื่อสอบสวนเกี่ยวกับที่มาที่ไปก็กลับพบว่า ผู้ที่ชื่อว่า  Schön ที่เคยมาทำงานวิจัยตอนที่เขาเรียนปริญญาเอก ให้ข้อมูลแก้ตัวว่า ข้อมูล/วัตถุดิบในการวิจัยต่างๆ ที่เขาศึกษานั้นเขาลบทิ้งไปแล้ว เพราะมันมีขนาดใหญ่มาก เปลืองพื้นที่จัดเก็บคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของเขา แต่คณะกรรมการไม่เชื่อสิ่งที่เขากล่าวอ้าง และให้ข้อสรุปว่า   Schön ได้ทำการแต่งข้อมูลขึ้นมาเองไม่ต่ำกว่า 16 งานวิจัย จากนั้นเขาจึงถูกไล่ออกจาก Bell Laboratories และต่อมาก็ออกไปจากสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ คณะกรรมการได้สรุปว่า Schön เป็นผู้กระทำผิดคนเดียว โดยที่ผู้ที่มีส่วนทำวิจัยคนอื่นๆ พ้นผิด แต่ ก็ได้ตั้งประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดชอบของนักวิจัยคนอื่นๆ ในแง่ที่ไม่มีการตรวจสอบงานวิจัยที่เพื่อนร่วมงานทำให้รอบคอบ เพราะหลายคนเชื่อว่า Schön จะทำงานวิจัยอย่างซื่อสัตย์

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น  Bell Laboratories จึงได้วางนโยบายใหม่ที่กำหนดให้นักวิจัยต้องเก็บรักษาข้อมูลที่ใช้ในการทำวิจัยไว้ รวมทั้งต้องมีการทวนสอบผลการวิจัยก่อนไปตีพิมพ์ รวมทั้งพัฒนาหลักจริยธรรมขึ้นใหม่ในองค์กรเพื่อให้พนักงานทุกคนปฏิบัติ   

การแต่งข้อมูลในข้อเสนอขอทุนวิจัย 

Vijay เรียนจบปริญญาโทปีแรก และกำลังสมัครเข้าโครงการ predoctoral fellowship  ของ   National Science Foundation เขาได้ส่งงานวิจัยที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ และรายงานไปว่า ทำเสร็จแล้ว เพื่อให้ทันเวลาก่อนปิดรับสมัคร โดยในการสร้างหลักฐานปลอมเพื่อส่งไปยังหน่วยงาน หลังจากนั้น หน่วยงานได้สอบถามมายังคณะที่เขาเรียน เมื่อเรื่องจริงปรากฏขึ้น เขาจึงถูกไล่ออกจากโครงการที่กำลังศึกษาอยู่

  1. คุณคิดว่ามีนักวิจัยที่มักอ้างสถานะของงานวิจัยที่เกินจากที่เป็นอยู่บ่อยๆ หรือไม่
  2. คุณคิดว่าทางคณะควรไล่เขาออกเพราะการกล่าวอ้างถึงสถานะของงานวิจัยที่เกินจริงหรือไม่
  3. ถ้าเขาไปสมัครเรียนที่อื่นต่อ สถาบันการศึกษาที่เขาสมัครควรทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือไม่
  4. อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาควรมีความรับผิดชอบในการตรวจสอบก่อนหรือไม่

ใช่การลักลอกผลงานหรือไม่?

Professor Lee กำลังเขียนข้อเสนอเพื่อขอทุนวิจัย ซึ่งมีกำหนดปิดรับสมัครอีก 2 วันข้างหน้า เพื่อให้เขียนเนื้อหาที่เป็นภาพรวมให้เสร็จทันเวลา เขาจึงไปคัดลอกข้อความที่ผู้อื่นเขียนมาใส่ในข้อเสนอการวิจัยของตนเอง โดยคัดลอกข้อความเป็นประโยคๆ ที่คนอื่นสรุปมา และก็ใส่อ้างอิงสำหรับประโยคที่ลอกมานั้น จึงเกิดคำถามตามมาว่า

  1. การคัดลอกประโยคของผู้อื่นมา โดยที่ไม่มีการเชื่อมโยงใดๆ กับงานวิจัยก่อนหน้า เข้าข่ายการลักลอกงานวิจัยหรือไม่
  2. การอ้างอิงเพียงเท่านี้ เป็นการให้เครดิตเจ้าของผลงานที่เพียงพอหรือไม่

การตอบสนองต่อการไม่ปฏิบัติที่น่าสงสัยว่าจะไม่ตามมาตรฐานทางวิชาชีพ

วิทยาศาสตร์เป็นวงการที่มีการวางกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมตนเอง แม้ว่าภาครัฐจะมีบทบาทในการเข้ามากำกับดูแลการวิจัย แต่ภายในวงการวิจัยก็กลายเป็นแหล่งที่มาของมาตรฐานและแนวปฏิบัติเพื่อให้นักวิจัยดำเนินการตาม ทั้งนี้ การวางกฎระเบียบเพื่อควบคุมภายในนั้นจะช่วยให้เกิดความมั่นใจว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานวิชาชีพจะถูกสร้างขึ้นโดยผู้ที่มีประสบการณ์และมีคุณวุฒิ และในการนำมาปรับใช้ในทางปฏิบัตินั้น นักวิจัยก็จะต้องมีการกระตุ้นเตือนเพื่อนร่วมงานให้เขาปฏิบัติตามด้วย และอาจแจ้งให้ผู้อื่นทราบเมื่อพบเห็นใครที่กำลังฝ่าฝืนมาตรฐานทางวิชาชีพและแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้

แต่การตัดสินเกี่ยวกับพฤติกรรมการฝ่าฝืนมาตรฐานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความผิดปกติที่เกิดจากการทำวิจัยมันเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งบางครั้งก็อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ หรือบางครั้งก็เป็นการรายงานเพื่อกลั่นแกล้งกันซึ่งมีให้เห็นในอดีตบ่อยๆ แม้ว่าจะมีกฎที่ห้ามไม่ให้มีการตอบโต้หรือรายงานเพื่อกลั่นแกล้งกันก็ตาม  อีกทั้งการกล่าวหาใครสักคนว่ามีพฤติกรรมการวิจัยที่ไม่รับผิดชอบก็มักส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายตามมา อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีความยาก แต่นักวิจัยก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำเมื่อพบเห็นว่าเพื่อนร่วมงานของตนกำลังทำผิด

การทำผิดในการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งข้อมูลขึ้นมา การดัดแปลง หรือการลักลอกงานวิจัย มีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบต่อวงการวิทยาศาสตร์ให้มีระบบการกำกับดูแลที่อ่อนแอลง ลดความเชื่อมั่นของสาธารณชนเกี่ยวกับความมีจริยธรรมในวงการวิทยาศาสตร์ และจะลดทอนประโยชน์ที่ควรจะได้จากการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย  จึงทำให้หลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการวิทยาศาสตร์ หรือคนในสังคม พยายามปกป้องคุณค่าพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ไว้ สถาบันวิจัยหลายๆหน่วยงานที่ได้รับทุนวิจัยจากรัฐก็จะต้องมีนโยบายและกระบวนการในการสอบสวนและรายงานพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัย  เพื่อให้นักวิจัยตระหนักรู้และปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว

ในส่วนของการตอบสนองต่อพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัยของแต่ละหน่วยงานจะมีความแตกต่างกัน เพราะมีการนิยามพฤติกรรมที่เข้าข่าย การแต่งข้อมูล การดัดแปลงข้อมูล และการลักลอกงานวิจัย ที่แตกต่างกัน  นอกจากการกระทำทั้งสามประเภทแล้ว หน่วยงานต่างๆ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ควรที่จะกระตุ้นไม่ให้เกิดการปฏิบัติที่เรียกว่า  questionable research practices (QRPs) ด้วย โดยใช้วิธีที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งมีอยู่มากมาย และหน่วยงานต้องมีหน้าที่ที่จะระบุว่า QRPs ไหนที่สุ่มเสี่ยงเพียงพอที่ควรจะต้องหามาตรการลงโทษ แต่วิธีการที่จะระบุ QRPs ก็ควรที่จะต้องแตกต่างไปจากการพิจารณาเรื่องการทำผิดในการวิจัยปกติ  อีกทั้งสาขาวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันก็ควรต้องนิยาม QRPs ในรูปแบบที่ต่างกันไปด้วย

ที่ผ่านมา  เหตุการณ์ที่แวดล้อมการฝ่าฝืนมาตรฐานก็มักจะแตกต่างกันไปมาก จนทำให้ต้องสร้างระบบการตรวจสอบในประเด็นต่างๆ ที่ชัดเจนว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ข้อสงสัยว่ามีการทำผิดควรที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาในรูปของคำถามมากกว่าข้อกล่าวหา และในทำนองเดียวกัน การแสดงออกถึงความกังวลและให้มีการชี้แจงจะดีกว่าการตั้งข้อกล่าวหาเลย นอกจากนี้ การตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมในการวิจัยก็ควรจะมีวัตถุประสงค์ที่ชัด มีความเป็นธรรม และไม่มีอคติเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นไปได้ว่า ควรจะมีการพูดคุยกับผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยก่อน เพราะบางครั้งข้อสงสัยมันอาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนก็เป็นได้  อย่างไรก็ดี ในการตั้งข้อสงสัยและการพูดคุยเพื่อค้นหาความจริงก็ควรจะต้องมุ่งเน้นการรักษาความลับของงานวิจัยด้วย  

หลายๆ หน่วยงานของรัฐบาลกลางขนาดใหญ่ในสหรัฐได้กำหนดนโยบายที่ให้สถาบันวิจัยต้องจัดให้มี the research integrity officer เพื่อทำหน้าที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับสถานการณ์ที่น่าสงสัยว่าจะเป็นการทำผิดในการวิจัย  เพื่อให้ผู้ร้องเรียนกล้าที่จะเข้าไปร้องเรียนโดยตรงต่อหน่วยงานนั้น  โดยจะต้องมีการแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วน คือ การไต่สวนเบื้องต้นเพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ  และการสอบสวนเพื่อหาข้อสรุปและตัดสินใจที่จะดำเนินการต่อไป  ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องถูกออกแบบให้มีความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา มีการปกป้องผู้ที่ร้องเรียน และต้องมีการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานให้ทุนด้วย  ทั้งนี้ ในการออกแบบแบบจำลองในการดำเนินการของกระบวนการดังกล่าวสามารถประยุกต์จาก แนวทางที่กำหนดโดย  the Department of Health and Human Services Office of Research Integrity

Treatment of Misconduct by a Journal

การปรากฏขึ้นของเทคโนโลยี stem cell เป็นประเด็นร้อนในช่วง 1995-2005 สร้างแรงกดดันให้นักวิทยาศาสตร์เข้ามาฉวยโอกาสของความก้าวหน้านี้ในการทำวิจัย จนทำให้มีการทดลองการโคลนนิ่งสิ่งมีชีวิตหลากหลาย ตั้งแต่แกะ  ไปจนถึงมนุษย์

ในปี 2005  ทีมวิจัยจาก  Seoul National University นำโดย    Hwang Woo-Suk  รายงานเกี่ยวกับการโคลนนิ่งสุนัข จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการวิจัยด้าน stem cell ที่โดดเด่นในเกาหลี  ต่อมาทีมนักวิจัยก็พยายามทำโครงการโคลนนิ่งจากตัวอ่อนมนุษย์ และก็มีการตีพิมพ์งานวิจัยออกมา

ไม่กี่สัปดาห์หลังงานวิจัยถูกเผยแพร่ ก็มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเซลล์ไข่ที่ใช้ในการทดลอง รวมทั้งมีการเข้าไปค้นหาการทำผิดในการงานวิจัยในหลายๆเรื่อง สุดท้ายก็พบว่า นักวิจัยในทีมได้กระทำการวิจัยที่หลอกลวง มีการแต่งข้อมูลขึ้นมาเอง

และจากเหตุการณ์นั้น ก็ทำให้การทำวิจัยด้าน stem cell ไม่ก้าวหน้าต่อไป และส่งผลกระทบให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากในการวิจัยครั้งนี้ รวมทั้งทรัพยากรในการวิจัยของคนอื่นที่พยายามต่อยอดงานวิจัยนี้  นอกจากนี้ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อสาขาการวิจัย และนำไปสู่แรงกดดันให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบใหม่เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของสาขาการวิจัยนี้ 

A Career in the Balance

Peter ซึ่งอยู่ในระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติในงานที่ร่วมกับ Jimmy นักศึกษาปริญญาโท และเขาก็เชื่อว่า Jimmy น่าจะไม่ได้สร้างเครื่องมือวัดผลในรูปแบบที่เขาเคยบอกไว้ เขาทำงานในแลบเดียวกัน แต่เขาแทบไม่เคยเห็น Jimmy เข้ามาทำงานที่แลบ Peter รู้ว่าถ้าเขาเอาเรื่องนี้ไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษา ก็อาจมีผลกระทบต่อจดหมายรับรองที่เขากำลังให้ที่ปรึกษาเขียนให้เพราะ Jimmy เป็นคนโปรดของอาจารย์  เขาจึงกลัวว่า ถ้าผลงานวิจัยของเขาต้องพึ่งพาสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่ Jimmy ทำ ก็อาจจะส่งผลเสียตามมา

  1. Peter ควรนำหลักฐานอะไรไปบอกอาจารย์ที่ปรึกษา
  2. Peter ควรคุยกับ Jimmy ก่อน หรือคุยกับอาจารย์ก่อน 
  3. มีแหล่งข้อมูลหรือสิ่งที่จะช่วยสนับสนุนงานของPeter อื่นๆไหมที่จะช่วยให้เขาตัดสินใจว่าควรทำอะไร

การวิจัยที่มีมนุษย์และสัตว์เป็นส่วนหนึ่งในการทดลอง

นักวิทยาศาสตร์คนใดก็ตามที่ดำเนินการวิจัยที่อาศัยมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งในการทดลองมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการปกป้องสวัสดิภาพของผู้ที่ถูกทดลองตามกฎระเบียบที่บัญญัติโดยรัฐบาลกลาง รัฐ และท้องถิ่นในสหรัฐ และตามข้อบังคับของแต่ละกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งกฎระเบียบเหล่านี้ได้ถูกออกแบบเพื่อทำให้มั่นใจว่าความเสี่ยงต่อผู้ที่ถูกทดลองจะลดลงเหลือน้อยที่สุด และเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าต่อการสร้างประโยชน์จากการวิจัยให้เกิดขึ้น  ดังนั้น  ผู้วิจัยที่เข้าข่ายดังกล่าวต้องแสดงหนังสือยินยอมของผู้ที่เข้าร่วมเป็นผู้ถูกทดลองในการวิจัย ที่สอดคล้องกับกฎระเบียบที่ชื่อว่า  The Common Rule lay out requirements for research involving human participants โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวได้ระบุถึงประเภทการวิจัยใดที่เข้าข่ายต้องมีหนังสือแสดงความยินยอม วิธีการ และกระบวนการที่จำเป็น ตลอดจนระบุให้ต้องมีการฝึกอบรมนักวิจัยก่อนดำเนินการวิจัยจริงอีกด้วย

ทั้งนี้ งานวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลางที่เกี่ยวกับการทดลองในมนุษย์จะต้องถูกตรวสอบและต้องได้รับความเห็นชอบโดยคณะกรรมการที่เรียกว่า Institutional Review Boards (IRBs) โดย IRBs จะเห็นชอบกับโครงการหรือไม่นั้นมีเกณฑ์พิจารณาที่สำคัญ คือ การสอดคล้องกับกฎที่เรียกว่า Common Rule นอกจากนี้  IRBs ยังต้องติดตามเพื่อทบทวนการวิจัยในระหว่างดำเนินการ การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจสร้างผลกระทบทางลบ รวมทั้งตรวจสอบความขัดแย้งของผลประโยชน์  ซึ่งระบบดังกล่าว ไม่เพียงแต่ผู้รับทุนจากรัฐบาลกลางที่จะต้องดำเนินการเท่านั้น แต่รวมถึงทุนจากหน่วยงานอื่นๆ ก็เช่นกัน และนโยบายเหล่านี้ยังถูกนำไปปรับใช้ในหน่วยงานของประเทศอื่นๆ ด้วย

อย่างไรก็ดี การวิจัยที่มีมนุษย์เข้ามามีส่วนร่วมได้ทำให้เกิดคำถามตามมาคือ

  • ควรมีใครที่จะถูกถามให้เข้าร่วมในการวิจัยที่มีความเสี่ยงต่อตัวพวกเขาเองในขณะที่ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนที่ชัดเจนให้พวกเขาหรือไม่
  • ควรมีการปรับหนังสือยืนยอมให้สอดคล้องกับคนแต่ละกลุ่มที่มีความแตกต่างกันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น เด็ก นักโทษ ผู้ป่วยทางจิต คนที่ไร้การศึกษา และคนกลุ่มอื่นๆ ที่มีความอ่อนไหวสูง
  • ควรสร้างข้อกำหนดเดียวกันแล้วนำไปบังคับใช้กับการวิจัยในพื้นที่อื่นๆ ของโลกหรือไม่ หรือควรมีมาตรฐานที่มีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่หรือไม่

            ในส่วนของการใช้สัตว์ในการวิจัยก็มีกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นกัน  โดยในสหรัฐมีกฎหมายที่เรียกว่า  พระราชบัญญัติสวัสดิภาพสัตว์   ที่มีบทบัญญัติว่า   “to insure that animals intended for use in research facilities . . . are provided humane care and treatment.” และในส่วนของหน่วยงานด้านสาธารณสุขก็มีนโยบายเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ที่ใช้ทดลองเช่นกัน ซึ่งครอบคลุมไปถึงทุกๆโครงการวิจัยที่มีสัตว์เป็นตัวทดลองที่ได้รับทุนจาก  National Institutes of Health โดยจะกำหนดให้หน่วยงานที่รับทุนวิจัยต้องวางมาตรการที่จะให้มีการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากสัตว์ที่เหมาะสม รวมถึงมีการฝึกอบรมนักวิจัย และมีการทดสอบทางชีววิทยา ซึ่งนโยบายเกี่ยวกับงานวิจัยด้านนี้อิงอยู่กับสองกฎหมายหลักๆ ทั้ง   พระราชบัญญัติสวัสดิภาพสัตว์   และ แนวทางในการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลอง ( the Guide for the Care and Use of Laboratory Animals) โดยเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ แนวทางสำหรับนักวิจัยที่ใช้สัตว์ในการทดลองที่นักวิจัยต้องยึดถือเพื่อปฏิบัติอาจแบ่งออกได้เป็นสามแนวทางใหญ่ๆ ที่เรียกว่า 3R ได้แก่

  • Reduction คือ การลดจำนวนสัตว์ที่ใช้ในการทดลองให้น้อยลง
  • Refinement คือ การตรวจสอบกลั่นกรองกระบวนการทำวิจัยเพื่อเทคนิคการทำวิจัยที่ลดความตึงเครียด/เจ็บปวดของสัตว์ให้มากที่สุด
  • Replacement คือ การปรับเปลี่ยนสิ่งที่ใช้ในการทดลองไปสู่สิ่งที่ไร้ความรู้สึก แทนสัตว์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตจิตใจ

ดังนั้น ใครก็ตามที่จะทำวิจัยที่สัตว์เป็นตัวทดลองจำเป็นต้องได้รับการให้ความรู้และอบรมให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์เหล่านี้

ทั้งกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ และนโยบายเกี่ยวกับการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลอง กำหนดให้หน่วยงานวิจัยต้องมีคณะกรรมการที่เรียกว่า  Institutional Animal Care and Use Committees (IACUCs)  ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสัตว์ รวมทั้งคณะกรรมการอื่นๆที่มาจากภาคประชาชน ที่มีหน้าที่ในการทวนสอบและพิจารณาเห็นชอบข้อเสนอขอทุนวิจัยที่ใช้สัตว์ในการทดลอง ตรวจสอบโครงการที่เกี่ยวกับการดูแลสัตว์ รวมทั้งมีหน้าที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สัตว์ในการทดลอง ซึ่งในปัจจุบัน the American Association for the Accreditation of Laboratory Animal Care accredit research institutions   ได้นำกฎระเบียบดังกล่าวมาปรับใช้เสมือนแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานขององค์กร  

การทดสอบกับนักเรียน 

Antonio กำลังศึกษาวิธีการเพิ่มความสามารถในการจดจำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์สาขาจิตวิทยา  เขาได้ประยุกต์ใช้วิธีการทดลองที่เรียกว่า  interactive Web-based instructional modules แล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนในชั้นเรียนของเขา  (ซึ่งในขณะที่ทดสอบเขาเป็นผู้ช่วยสอน) เขาคาดว่านักเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมในการทดลองน่าจะมีผลการเรียนที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วม

หลังจากทดสอบแล้ว เขาก็ได้นำผลการวิจัยมาเผยแพร่ในงานประชุมวิชาการ เพื่อหวังว่าเขาจะได้รับเครดิตในการทำงานด้านวิชาการที่ดีขึ้นหลังจากเรียนจบปริญญาเอก

จึงเกิดคำถามตามมาว่า

  • เขาควรที่จะไปขออนุญาต  IRB  ก่อนจะดำเนินการหรือไม่ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีมนุษย์เป็นตัวทดลอง
  • เขาควรบอกอะไรบ้างแก่นักเรียนก่อนการทดลอง
  • เขาจำเป็นต้องมีหนังสือขอความยินยอมหรือไม่

A Change of Protocol

Hua ทำงานในแลบที่วิจัยเกี่ยวกับการบำบัดโรคมะเร็ง ในการทดลองที่เธอเป็นคนดูแลนั้น สายพันธ์หนูทดลองที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงได้รับอนุญาตให้นำมาพัฒนาเนื้องอกและใช้ยาเพื่อรักษาเพื่อที่จะสังเกตผลที่เกิดกับเนื้องอก

Hua ชี้แจงว่า เนื้องอกได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถของหนูในการกินและดื่ม และมีหนูบางตัวก็อ่อนแอซูบผอมลงกว่าตัวอื่นๆ ซึ่งเธอสงสัยว่ามันเป็นผลมาจากความยากในการให้อาหาร

ทั้งนี้ ข้อตกลงของการทดลองได้ระบุว่า หนูจะถูกบำบัดถ้ามีสัญญาณของโรคเกิดขึ้นกับพวกมันเท่านั้น ทำให้เธอกังวลและนำไปปรึกษาเพื่อน เพื่อนแนะนำว่าอย่ายกประเด็นนี้ขึ้นมา หนูจะถูกฆ่าให้ตายเพื่อให้พ้นความทรมานทันทีที่การทดลองจบ และผลจะต้องเป็นว่า สถานะเกี่ยวกับโภชนาการอาจไม่ได้กระทบต่อการบำบัดด้วยยา และอีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ถ้าหากมีความจำเป็นต้องปรับ protocol งานที่ผ่านมาก็อาจจะไม่ได้รับการรับรอง และอาจจะยังต้องแจ้งต่อ  the Institutional Animal Care and Use Committee

  1. Hua สามารถที่จะได้รับข้อมูลเพิ่มเติมอะไรเกี่ยวกับประเด็นนี้อีก
  2. ถ้าเธอตัดสินใจจะยกประเด็นนี้ขึ้นมาและนำไปหารือกับคนอื่น อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เธอจะต้องทำ
  3.  original protocol ควรต้องได้รับการอนุมัติหรือไม่

ความปลอดภัยในการวิจัยในห้องแลบ

นอกจากกฎระเบียบเกี่ยวกับสวัสดิภาพคนและสัตว์ในการทดลองแล้ว รัฐบาลกลางสหรัฐและแนวปฏิบัติของวิชาชีพยังมีข้อกำหนดที่ครอบคลุมถึงประเด็นอื่นๆ ในการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินทุนวิจัย การเผยแพร่ผลการวิจัย การจัดการกับวัสดุอุปกรณ์ที่อันตราย และความปลอดภัยในห้องแลบ

ในสองประเด็นสุดท้ายนั้นมักถูกมองข้ามในการวิจัย แต่กลับมีอุบัติเหตุในห้องแลบที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอยู่ต่อเนื่องเช่นกัน  ที่ผ่านมามีลูกจ้างราวครึ่งล้านในสหรัฐต้องมีบทบาทในการจัดการวัสดุทางชีวภาพที่อันตราย และอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ในเดือนมีนาคมปี 2006 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่  National Institute of Higher Learning in Chemistry ในฝรั่งเศส  ซึ่งคร่าชีวิตนักวิจัยและสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าถึง 130 ล้านเหรียญ ดังนั้น นักวิจัยควรทบทวนข้อมูลและกระบวนการการทำวิจัยในประเด็นเรื่องความปลอดภัยอย่างน้อยปีละครั้ง และสร้างบัญชีรายชื่อของแต่ละกิจกรรมเพื่อตรวจสอบทีละประเด็น ดังนี้

  • การใช้อุปกรณ์และเสื้อผ้าป้องกันที่เหมาะสม
  • การจัดการวัสดุอุปกรณ์ในห้องแลบที่ปลอดภัย
  • กระบวนการใช้เครื่องมือในการทดลองที่ปลอดภัย
  • การกำจัดวัสดุอุปกรณ์ที่ปลอดภัย
  • การระบบการจัดการและระบบการตรวจสอบในเรื่องความปลอดภัย
  • มีกระบวนกรประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย
  • มีระบบการขนส่งอุปกรณ์ระหว่างห้องแลบที่ปลอดภัย
  • ออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัย
  • ระบบการตอบสนองต่อปัญหาเร่งด่วน
  • มีการให้ความรู้บุคลากรก่อนเข้ามาทำงานในแลบ
  • กฎระเบียบของภาครัฐที่สามารถปฏิบัติได้จริง

การเผยแพร่ผลการวิจัย

ในศตวรรษที่ 17 นักวิทยาศาสตร์หลายๆคนมักเก็บผลงานที่ตนเองคิดค้นได้เป็นความลับเพื่อไม่ให้ผู้อื่นนำไปอ้างสิทธิในผลงานของตน ที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของไอแซค นิวตัน ที่ไม่ได้นำเสนอผลการค้นพบต่อบุคคลอื่นเพราะกลัวว่าคนอื่นจะแอบอ้างไปเป็นผลงานของตนเอง 

Henry Oldenburg ซึ่งเป็นเลขาธิการของหน่วยงาน Royal Society of London เป็นผู้ริเริ่มแนวทางในการส่งต้นฉบับของงานวิจัยไปตีพิมพ์โดยมีระบบ Peer review และกลายมาเป็นวิธีการเผยแพร่งานวิจัยที่สำคัญ ซึ่งในการตีพิมพ์จะยึดถือหลักการสำคัญคือ คนแรกที่ค้นพบ ไม่ใช่คนแรกที่ตีพิมพ์ เพื่อให้เครดิตของผลงานวิจัยแก่ผู้ที่ค้นพบเป็นคนแรก และเมื่อมันถูกตีพิมพ์ก็เท่ากับคนอื่นๆ สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ผู้ที่หยิบบางส่วนของงานวิจัยของผู้อื่นไปใช้ก็ต้องอ้างอิงเพื่อให้เครดิตแก่ผู้ค้นพบด้วย อย่างไรก็ดี มันก็มีบางครั้งที่นักวิจัยไปนำไอเดียจากงานวิจัยอื่นมาปรับใช้โดยปราศจากการให้เครดิตเจ้าของงาน

นอกจากนี้ การอ้างอิงงานของบุคคลอื่นมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่หลายๆการอ้างอิงกลับมีความผิดพลาดเยอะมาก ไม่เพียงแค่การสะกดผิด  แต่ยังมีเขียนหัวข้อเรื่องผิด เขียนปีผิด และเลขหน้าผิด และในบางครั้งการอ้างอิงกลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นในงานวิจัยเลย นอกจากนี้การอ้างอิงในบางกรณีกลับกล่าวถึงสิ่งที่งานวิจัยที่ใช้อ้างอิงเขียน แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้องก่อนหน้า ดังนั้น การมี peer review ที่มีความรับผิดชอบจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเลี่ยงปัญหาดังกล่าว

ดังนั้นในการอ้างอิงควรมีการดำเนินการอย่างเหมาะสมและระมัดระวัง และนักวิจัยควรอ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนเพื่อให้ทราบความเชื่อมโยงของแต่ละงาน รวมทั้งงานวิจัยชิ้นแรกที่เป็นที่มาของความรู้ต่างๆ ที่มีการนำมาอ้างอิงต่อๆ กันมา และนอกเหนือจากการตีพิมพ์ในวารสารเพื่อเผยแพร่ผลงานแล้ว นักวิจัยก็ยังมีทางเลือกอื่นๆที่สามารถเผยแพร่สิ่งที่ตนคิดค้น เช่น งานสัมมนาวิชาการ การประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ควรกระทำเบื้องต้นก่อนการตีพิมพ์ผลงานเป็นทางการด้วยซ้ำ เพราะนักวิจัยจะได้ทราบถึงข้อคิดเห็นของผู้อื่นที่มีต่องานวิจัยของตน และสามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้งานวิจัยมากขึ้น ซึ่งในยุคของเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมที่ก้าวหน้ายิ่งทำให้นักวิจัยมีช่องทางในการเผยแพร่งานวิจัยรวดเร็วขึ้นและกว้างขวางขึ้น   โดยในบางส่วนของงานวิจัยสามารถนำไปเผยแพร่ได้เลย เช่น ข้อมูลดิบ โมเดลที่ใช้ในการประมวลผล รวมถึงงานวิจัยฉบับร่าง ซึ่งสามารถเผยแพร่ได้ก่อนการส่งให้ peer review อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่งานวิจัยโดยเลี่ยงกระบวนการกำกับดูแลการตีพิมพ์ที่มีมาตรฐานชัดเจนนั้นอาจทำให้ทำลายแบบแผนที่ดีของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์  เพราะ Peer review จะมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแนวทางที่มีคุณค่ามากขึ้นที่นักวิจัยจะนำไปปรับปรุงคุณภาพงานวิจัยของตน  ดังนั้น งานวิจัยที่การตีพิมพ์เผยแพร่ไม่ได้ผ่านกระบวนการ peer review ย่อมจะมีความน่าเชื่อถือที่ลดลง ทั้งนี้ มีเหตุผลสำคัญที่ตอบคำถามที่ว่า ทำไมนักวิจัยควรที่จะต้องยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลให้แก่สาธารณชนในรูปแบบอื่นๆ ก่อนการส่ง peer review นั่นเพราะถ้าการตีพิมพ์ที่อื่นในขณะที่การวิจัยยังไม่มีความเหมาะสม (เพราะไม่มีกระบวนการของ peer review) จะลดความน่าเชื่อถือของงานวิจัยลง และทำให้ความเชื่อมั่นในวงการวิทยาศาสตร์ลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ การตีพิมพ์ผลงานที่อื่นโดยไม่ระวังอาจทำให้บางวารสารถือเป็นการตีพิมพ์ซ้ำอีกด้วย

ซึ่งในบางครั้ง นักวิจัยถูกลวงให้ส่งงานวิจัยเดียวกันไปตีพิมพ์สองที่ แม้ว่าวารสารและวงการวิชาการส่วนใหญ่จะห้ามการกระทำนั้น พวกเขาก็อาจจะตีพิมพ์ผลในรูปของ   “least publishable units” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งตีพิมพ์ที่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะตีพิมพ์ แต่ไม่เพียงพอที่จะนำเสนอเรื่องราวเต็มรูปแบบของโครงการวิจัย การทำในลักษณะนี้เป็นการสร้างความสูญเสียในเวลาและทรัพยากรของบรรณาธิการ ผู้อ่าน และผู้รีวิว และทำให้เกิดต้นทุนต่อองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ด้วย นอกจากนี้มันอาจจะทำให้เกิดประสิทธิผลที่ต่ำลง ดังนั้น การสร้างความมีคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์จึงมีความสำคัญ ในบางหน่วยงานวิจัยและรัฐบาลกลางจึงมีนโยบายในการจำกัดจำนวนหน้าของการตีพิมพ์  

การแข่งกันตีพิมพ์

ในสาขาของ  organocatalysis มีการแข่งขันที่สูง การเพิ่มขึ้นในแนวทางการวิจัยใหม่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับกรอบเวลาในการทดลองที่สั้นๆที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันวัน  ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงที่มากกว่าสาขาอื่นๆ

Armando Cordova นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสต็อกโฮล์มได้ถูกมหาวิทยาลัยกล่าวโทษว่าไม่มีการอ้างอิงงานวิจัยของผู้อื่นที่เหมาะสม แต่กลับอ้างตนเองว่าเป็นผู้ค้นพบทั้งที่เขาไม่ได้ค้นพบเอง ทำให้นักวิจัยคนอื่นๆ ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้และมองว่าเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยในหัวข้อข่าวได้มีการกล่าวว่า “มีหลายคนกล่าวว่า   Cordova ขโมยแนวคิดในงานวิจัยจากงานประชุมวิชาการและเอาความคิดเหล่านั้นไปนำเสนอในงานวิจัยของเขาเอง”  

 หลังจากการสอบสวน มหาวิทยาลัย จึงให้เขาเข้าอบรมในหลักสูตรจริยธรรมและกำหนดให้ต้องส่งงานวิจัยให้คณบดีตรวจสอบทุกครั้งก่อนจะส่งไปตีพิมพ์ในวารสาร

อย่างไรก็ดี การสอบสวนของมหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถทำให้ปัญหาจบลง ยังคงมีการถกเถียงของนักวิจัยด้าน  organocatalysis จนทำให้มีการนำประเด็นไปอภิปรายกันในวงกว้างมากขึ้น โดยบางคนเห็นว่า ประเด็นนี้ควรต้องมีการนำมาวิพากษ์ในวงกว้างนอกเหนือไปจากการหารือกันภายในมหาวิทยาลัย ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังถกเถียงกันถึงเรื่องมาตรฐานระหว่างประเทศที่ควรจะมีการทำให้มันมีความชัดเจนมากขึ้น ไม่เพียงแต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินงานในอนาคตของนักศึกษาที่จะเข้ามาฝึกอบรมด้วย

ทั้งนี้ ในสาขาวิทยาศาสตร์ ต้นทุนที่เกิดจากการแข่งขันตีพิมพ์จะมีผลกระทบต่อคุณภาพขอผลงาน อีกทั้งจะทำลายความร่วมมือกันในการทำงาน ทำให้เกิดความลังเลที่จะแบ่งปันผลงานให้แก่ผู้อื่น รวมถึงทำลายความเชื่อมั่นในผลงานทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย

Publication Practices

Andre เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์คนหนึ่ง และมีนักศึกษาปริญญาโท 2คน ได้ร่วมทำการทดลองมานานหลายปี จนกระทั่งตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องสรุปผลการทดลองเพื่อตีพิมพ์ ในขณะที่สถานการณ์ดังกล่าวเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของ Andre และนักศึกษา ว่าเขาจะเขียนงานวิจัยออกมาอย่างไร ระหว่าง เขียนฉบับเดียวโดยอ้างถึงผู้เขียนคนแรกที่จะเป็นงานวิจัยที่อธิบายสิ่งต่างๆ ได้ครอบคลุม หรือ เขียนสองฉบับฉบับละสั้นๆ โดยให้นักศึกษาเป็นเสมือนผู้เขียนคนแรก

Andre ต้องการเขียนในรูปแบบแรกเพราะมันจะช่วยให้เขาก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการที่เขาจะต้องตัดสินใจในอีกสองปีข้างหน้า แต่นักศึกษาของเขาเห็นว่าแบบแรกมันยาวและซับซ้อนเกินไป และไม่สนับสนุนการสร้างโอกาสในอาชีพของพวกเขาเพราะมันจะไม่ได้ให้น้ำหนักไปที่พวกเขา แต่กลับให้น้ำหนักที่ผู้เขียนคนแรกมากกว่า

1. Andre น่าจะคาดการณ์ปัญหานี้มาแล้วอย่างไร และแนวปฏิบัติแบบไหนที่ควรเขียนขึ้นเพื่อนำมาปรับใช้กับสมาชิกในแลบนี้  

2. ถ้าหน่วยงานของ Andre ไม่มีนโยบายที่เป็นทางการที่ครอบคลุมในเรื่อง multiple authorship  และ  multiple papers from a single study ควรมีการแก้ปัญหาอย่างไร

3. Andre และ นศ. ของเขาสามารถสร้างแนวปฏิบัติขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างไร

4. ถ้า นศ. กังวลประเด็นเหล่านี้ พวกเขาควรจะหันไปหาใคร    5. นโยบายใดของหน่วยงานที่ควรจะนำมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิด

5. นโยบายใดของหน่วยงานที่ควรจะนำมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิด   

ข้อจำกัดของ  Peer Review และการเผยแพร่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์

ในบางกรณี ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถจะเผยแพร่ได้อย่างอิสระเพราะอาจมีข้อจำกัดต่างๆ เช่น ความขัดแย้งกับผลประโยชน์ทางการค้า  ผลกระทบในเรื่องความมั่นคงของชาติ ผลต่อสุขภาพของมนุษย์ และอื่นๆอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น บริษัทเลือกที่จะไม่เผยแพร่ผลงานที่ได้จากการทำวิจัยเพื่อให้ตนเองยังรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้  หรือในกรณีของรัฐบาลที่ไม่สามารถเผยแพร่งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเชื้อจุลชีพที่มันสามารถนำไปพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพได้ หรือไม่สามารถเผยแพร่ข้อมูลทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการถอดรหัสลับ

ในสหรัฐนั้น การตีพิมพ์ผลงานที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์พื้นฐานนั้นไม่มีข้อจำกัด เว้นแต่จะเป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งมีนิยามที่กำหนดไว้ชัดในกฎหมายแล้ว ซึ่งข้อจำกัดเหล่านี้มีรากฐานมาจากภัยคุกคามในอดีต เช่น การก่อการร้ายในปี 2001 ที่ทำให้รัฐบาลต้องจำกัดการเข้าถึงข้อมูลบางอย่างมากขึ้น และต้องมีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การเปิดกว้างในการเผยแพร่ผลงานวิจัยลดลง เพื่อแลกกับความมั่นคงปลอดภัยของชาติ

ความเป็นเจ้าของผลงาน และการจัดสรรเครดิตให้ผู้ร่วมงานวิจัย  

เมื่องานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ รายชื่อของผู้ที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยจะบ่งชี้ว่าใครมีส่วนในการทำงานบ้าง  อย่างไรก็ดี ข้อตกลงในการเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของผลงานนั้นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสาขาการวิจัยหรือข้อบังคับของแต่ละพื้นที่  ในบางข้อบังคับ ชื่อของผู้นำทีมวิจัยอาจจะอยู่ท้ายสุด แต่ในบางกรณีก็เขียนเป็นชื่อแรก  ในบางสาขาของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ชื่อของที่ปรึกษาจะไม่ค่อยปรากฏในสิ่งตีพิมพ์ ในขณะที่สาขาอื่นๆ จะมีการใส่รายชื่อของที่ปรึกษาด้วย  ในบางกลุ่มของการวิจัยจะมีการเขียนชื่อตามลำดับอักษร อย่างไรก็ดี หลายๆวารสารหรือหลายๆกลุ่มวิชาชีพก็จะมีการสร้างแนวทางในการเขียนรายชื่อเจ้าของผลงานในรูปแบบต่างๆ กัน

ในบางครั้ง การตัดสินใจว่าใครคือเจ้าของผลงานบ้างนั้นอาจไม่สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนในตอนเริ่มโครงการ และอาจต้องกำหนดรายชื่อเมื่อสิ้นสุดโครงการวิจัยแล้ว โดยเฉพาะในการวิจัยที่เป็นสหวิชาการที่มีลักษณะของการเข้ามามีส่วนร่วมของคนต่างสาขาวิชาชีพกัน หรือที่เรียกว่า interdisciplinary collaborations หรือ multigroup projects โดยผู้ที่เข้ามาร่วมทำงานวิจัยจากหลายกลุ่มก็จะคุ้นเคยกับแบบแผนในสาขาของตนเอง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดของการแบ่งสรรเครดิตการทำวิจัย คือ การบันทึกชื่อแต่ละคนและแบ่งปันเครดิตระหว่างคนที่เข้ามาร่วมงานกันแต่ละคน

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ ประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการให้น้ำหนักว่าใครมีเครดิตในงานวิจัยมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร โดยนักวิจัยที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันโครงการวิจัยให้ก้าวหน้านับเป็นผู้ที่ควรได้รับเครดิตสูงสุด ในขณะที่นักวิจัยที่ถูกทาบทามเข้ามาร่วมในภายหลังจะได้รับน้อยกว่าแม้ว่าคนที่มาทีหลังจะลงแรงในการทำงานวิจัยมากกว่าก็ตาม ในทำนองเดียวกัน นักวิจัยที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการก็ควรได้รับเครดิตมากกว่าผู้ที่ทำงานในโครงการเฉยๆ นอกจากนี้ นักวิจัยที่มีส่วนในการสร้างไอเดียใหม่ๆให้แก่งานวิจัยก็ควรจะได้รับการจัดสรรเครดิตที่สูงกว่าด้วย ทั้งนี้ ในบางครั้งที่ชื่อของบางคนเข้าอยู่ในบัญชีรายชื่อของเจ้าของผลงานแต่กลับไม่ได้ทุ่มเทใดๆ ให้กับการทำงานมากนัก แม้ว่าจะใส่ชื่ออยู่ในส่วนของ    “honorary,” “guest,”   “gift”  ก็อาจจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด และให้น้ำหนักกับผู้ที่ทุ่มเทในงานมากน้อยลงไปด้วย  ซึ่งผู้ที่กำกับดูแลสิ่งตีพิมพ์ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใส่ชื่อที่ไม่เหมาะสมในลักษณะนี้  นอกจากนี้ ยังมีกรณีของการใส่ชื่อบุคคลที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมใดๆเลยและไม่มีใครรู้จักในรายชื่อเจ้าของผลงานด้วย ซึ่งเป็นกระทำที่น่าตำหนิอย่างยิ่ง

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์งานวิจัยจึงมีนโยบายบุคคลที่จะมีชื่อร่วมในผลงานต้องเป็นผู้ที่มีส่วนในการสร้างผลงานที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบงานวิจัย การวิเคราะห์และแปลผล การร่างรายงานวิจัย  แต่สำหรับผู้ที่อำนวยความสะดวกต่อการทำงาน เช่น การจัดหาพื้นที่สำหรับทำงานอาจจะไม่เพียงพอที่จะให้ผู้นั้นมีรายชื่อเป็นเจ้าของผลงาน แต่อาจจะใส่ชื่อในส่วนของ footnote หรือใส่ชื่อในส่วนของการแสดงความขอบคุณเท่านั้น

นอกจากนี้ การใส่ชื่อเจ้าของผลงานยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง ซึ่งการใส่ชื่อของเจ้าของผลงานที่เหมาะสมจะแสดงถึงความมีสามัญสำนึกที่จะรับผิดชอบต่องานวิจัยและยังสร้างเครดิตให้แก่ผู้ที่ทำงานวิจัยด้วย  เมื่องานวิจัยถูกพบว่ามีข้อผิดพลาด ผู้ที่มีรายชื่อในการเป็นเจ้าของผลงานก็ต้องเข้ามีส่วนร่วมรับผิดชอบทุกคน จะอ้างว่ามีส่วนในการทำเพียงเล็กน้อยไม่ได้ อย่างไรก็ดี การกระจายความรับผิดชอบก็อาจจะมีความยากในกรณีของงานวิจัยร่วมระหว่างหลายสาขาวิชาชีพ เพราะนักวิจัยจากสาขาหนึ่งอาจจะกล่าวว่าพวกเขาไม่มีภาระที่ต้องร่วมรับผิดชอบในบางส่วนของงานที่ที่ไม่ใช่ส่วนของสาขาของเขา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ทุกๆคนจะต้องรับผิดชอบในทุกๆ ส่วนของงานวิจัย ซึ่งบางครั้งอาจแก้ปัญหาโดยให้ผู้อื่นช่วยตรวจสอบงานวิจัยที่อยู่นอกเหนือจากส่วนของเขาเพื่อสร้างความมั่นใจว่างานจะออกมาถูกต้อง ทั้งนี้ ในบางงานวิจัยก็อาจจะมีวิธีแก้ปัญหาการแบ่งภาระรับผิดชอบโดยการเขียน footnote กำกับว่า ผู้วิจัยแต่ละคนรับผิดชอบในส่วนไหนให้ชัดเจน

ใครควรได้รับเครดิต

Robert กำลังทำงานในบริษัทด้านวิศวกรรมแห่งหนึ่งมานานสามปีหลังจากจบปริญญาเอก   เขาใช้โปรแกรมประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อพัฒนาวิธีการจำกัดความผันผวนที่เกิดขึ้นใกล้ๆกับผนังของเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชั่นโทโคแมค เขาได้เขียนงานวิจัยเพื่อจะลงในวารสารด้านฟิสิกส์ และส่งให้มันหัวหน้ากลุ่มวิจัยเพื่ออ่าน อย่างไรก็ดี หัวหน้ากลุ่มวิจัยกล่าวว่างานวิจัยของเขาดีแต่ในฐานะของที่ปรึกษาที่กำกับดูแลงานวิจัยก็ควรที่จะให้หัวหน้ากลุ่มวิจัยคนดังกล่าวมีชื่อในฐานะเจ้าของผลงาน  ในขณะที่ Robert รู้ดีกว่าที่ปรึกษาของเขาไม่ได้เข้ามาช่วยในการสร้างผลงานวิจัยมากนัก

  1. Robert ควรจะตอบสนองเขียนที่ปรึกษาของเขาในงานวิจัยอย่างไร
  2. มีทางอื่นใดที่เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะนำประเด็นดังกล่าวไปร้องเรียนภายในบริษัท
  3. มีทางเลือกอื่นไหมที่เขาจะใช้เพื่อจัดการกับปัญหานี้

ใครควรได้รับเครดิตจากการค้นพบแหล่งพลังงานวิทยุ

ในปี 1967 มีตัวอย่างของปัญหาในการจัดสรรผลงานระหว่างนักวิจัยที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการกับนักวิจัยที่เข้าร่วมโครงการทีหลัง คือ การค้นพบแหล่งพลังงานวิทยุโดย   Jocelyn Bell ซึ่งในระหว่างนั้นเธอเป็น นศ.ปริญญาโทอายุ 24 ปี

ก่อนหน้านั้นสองปี Bell และ นศ. อื่นๆ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของที่ปรึกษาที่ชื่อว่า  Anthony Hewish พวกเขาได้สร้าง กล้องโทรทรรศน์วิทยุ  4.5 เอเคอร์ เพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับแหล่งที่มาของคลื่นวิทยุที่เป็นแสงประกายอยู่บนท้องฟ้า  หลังจากกล้องได้เริ่มถูกนำไปใช้งาน Bell ก็เป็นเพียงผู้ที่ทำงานภายใต้การกำกับของ   Hewish

จนมาวันหนึ่ง Bell รู้สึกถึงความไม่เรียบร้อยบางอย่างเกี่ยวกับข้อมูล เธอนึกขึ้นได้ว่าได้เห็นสัญญาณในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อนหน้า เธอคิดว่ามันคือต้นตอของสิ่งที่เห็นมันอยู่นอกโลก ทุกคนในโครงการได้ร่วมกันวิเคราะห์สัญญาณที่เห็นและพบตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันในที่ต่างๆ บนท้องฟ้า

ต่อมาทั้ง Hewish, Bell และผู้ร่วมโครงการคนอื่นๆ ก็ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับการค้นพบสิ่งที่เรียกว่า   “pulsar” หรือแหล่งพลังงานวิทยุ   มีหลายคนถกเถียงกันว่า Bell ควรได้รับเครดิตในการเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลที่  Hewish ได้รับหรือไม่เพราะการที่เธอมีการรู้ถึงสัญญาณนั้นเป็นปัจจัยสำคัญของการค้นพบแหล่งพลังงานวิทยุที่ แต่ก็มีคนอื่นๆ รวมถึง Bell เองด้วยที่คิดว่าวิธีการที่Bell  ได้รับรู้มันไม่เพียงพอ และเธอยังเป็นเพียงนักศึกษาที่ทำงานในโครงการที่ผู้อื่นริเริ่ม จึงไม่สมควรได้มีส่วนร่วมในการรับรางวัลโนเบล

ทรัพย์สินทางปัญญา 

การค้นพบโดยผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะคุณค่านักวิจัยเองที่จะได้รับความรู้ใหม่ที่ก้าวหน้ามากขึ้น หรือต่อภาครัฐที่จะนำไปปรับใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ดีขึ้น หรือต่อภาคอุตสาหกรรมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ  ดังนั้น นักวิจัยควรที่จะต้องมีความตระหนักถึงคุณค่าเหล่านี้ และควรรู้ถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งควรรู้ว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างไร และควรต้องสร้างความคุ้นเคยกับกฎระเบียบที่ช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมและการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมอีกด้วย

ในบางกรณี ประโยชน์ที่เกิดจากความรู้ใหม่ๆก็จำเป็นต้องมีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะโดยผ่านสิทธิบัตร หรือลิขสิทธิ์ หรือโดยการเก็บความรู้ใหม่ๆ ไว้เป็นความลับทางการค้า โดยทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นเสมือนสิทธิทางกฎหมายในการควบคุมการนำความรู้จากการวิจัยไปใช้ในบริบทเฉพาะ หรือการควบคุมนำความรู้จากการวิจัยไปเผยแพร่ ทั้งสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างกลไกทางกฎหมายที่จะช่วยเข้าถึงความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของภาคเอกชนกับผลประโยชน์สาธารณะ และมันยังช่วยให้นักวิจัย องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร และบริษัทต่างๆ ได้รับสิทธิในการแสวงหากำไรจากความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

ในส่วนของสิทธิบัตรนั้น เจ้าของสิทธิบัตรสามารถปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของเขาที่เกิดจากการคิดค้น โดยกฎหมายสิทธิบัตรจะช่วยให้คนอื่นไม่สามารถเข้ามาทำเลียนแบบ หรือ ใช้ประโยชน์ หรือ นำไปขาย นักวิจัยที่ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสิทธิบัตรอาจจะมีหน้าที่สำคัญต่อผู้ให้ทุนสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการใช้โน้ตบุ๊กเฉพาะสำหรับโครงการ การไม่เปิดเผยข้อมูลในการวิจัย ซึ่งในสหรัฐได้มีกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิบัตรที่มีข้อกำหนดชัดเจนเกี่ยวกับนิยามของผู้ประดิษฐ์ ซึ่งต้องมีชื่ออยู่ในสิทธิบัตรนั้น

ในส่วนของลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่มีความโดดเด่นมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีด้านดิจิตอลมีบทบาทมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีดิจิตอลที่พัฒนาขึ้นทำให้สามารถคัดลอกและกระจายข้อมูลได้ง่ายขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยลิขสิทธิ์จะช่วยปกป้องการแพร่กระจายของความรู้ใหม่ๆ แต่ก็มิได้ปกป้องตัวความรู้ใหม่โดยตรง ดังนั้น เมื่อนักวิจัยเขียนงานวิจัยหรือหนังสือ ลิขสิทธิ์ก็จะเข้าช่วยปกป้องในส่วนของข้อความและภาพต่างๆ ในสิ่งพิมพ์ แต่อย่างไรก็ดี บุคคลอื่นก็สามารถนำไอเดียในการทำวิจัยไปปรับใช้ในงานวิจัยของเขาได้ ทั้งนี้ ในการใช้ประโยชน์บางอย่างก็สามารถทำได้ ถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ที่ไม่แสวงหากำไร เช่น การวิจัย หรือการศึกษา แต่สิ่งที่ต้องห้ามก็คือการใช้ไปในทางที่จะลดมูลค่าตลาดของงานวิจัยลง 

ในส่วนของความลับทางการค้า มักใช้มากในภาคอุตสาหกรรมเพื่อที่จะเก็บรักษาข้อมูลจากการวิจัยที่มีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างมูลค่าทางการค้า ในกรณีนี้ จึงไม่มีบทบัญญัติใดๆที่เกี่ยวข้องกับการนำไอเดียไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ   

ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยส่วนใหญ่ก็ได้มีนโยบายที่ระบุเฉพาะเกี่ยวกับการดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายเหล่านี้จะระบุว่าจะต้องเก็บข้อมูลอย่างไร  เก็บรักษาข้อมูลอย่างไร  เผยแพร่ข้อมูลอย่างไร และเมื่อไร การถ่ายโอนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร สิ่งที่ค้นพบจะมีการเปิดเผยอย่างไร รวมถึงจะมีการกระจายผลประโยชน์จากสิทธิบัตรอย่างไร อย่างไรก็ดี กฎหมายสิทธิบัตรมีความแตกต่างกันในและประเทศ นักวิจัยจึงจำเป็นต้องนำกฎระเบียบที่แตกต่างกันมาพิจารณาเมื่อต้องร่วมงานกับนักวิจัยในประเทศอื่นในโครงการเดียวกัน บางกรณี นักวิจัยที่ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรมักจะชะลอการตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ ที่ปรึกษาจำเป็นต้องทำให้นักวิจัยเหล่านี้ตระหนักความสำคัญของการตีพิมพ์ผลงานที่มีต่อความก้าวในอาชีพตน และนักวิจัยไม่ควรที่จะชะลอการตีพิมพ์เพื่อซื้อเวลาที่มากจนเกินไปเพื่อปกป้องผลการวิจัยของตน ซึ่งสิ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจว่าการตีพิมพ์ผลงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตร คือ การที่มีหน่วยงานที่เรียกว่า   University technology transfer offices ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่กำกับดูแลในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ นโยบายของสถาบันวิจัยบางหน่วยงานก็อาจจะไม่ได้ระบุถึงประเด็นในเรื่องดังกล่าว หรือบางหน่วยงานก็อาจจะให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การที่หน่วยงานหรือนักวิจัยจะได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ การแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงการ นักวิจัยจะสามารถใช้ข้อมูลที่หามาในการทำวิจัยเมื่อออไปจากสถาบันได้หรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สถาบันวิจัยจะเป็นเจ้าของข้อมูลที่นำมาใช้ในการวิจัยแม้ว่าจะหามาโดยนักวิจัยก็ตาม แต่ก็อาจจะมีการทำข้อตกลงกันเกี่ยวกับรายละเอียด และนักวิจัยก็อาจจะได้รับสิทธิในการนำข้อมูลที่เขาหามาไปใช้ในการทำงานที่อื่นก็เป็นได้

มันใช่โอกาสทางการค้าหรือ?

Shen มีความสนใจในสาขา  bioinformatics  จึงตัดสินใจใช้เวลาว่างเพื่อเขียนโปรแกรมที่จะทำให้คนอื่นๆ ในแลบมองว่ามันมีประโยชน์  โดยเขาได้ประยุกต์ใช้โปรแกรม  spreadsheet ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย แล้วสร้างโปรแกรมใหม่ขึ้นมา จากนั้นได้โพสต์สิ่งที่สร้างไว้บนเว็บเพจของเขา โดยเป็นโปรแกรมที่ผสมผสานระหว่างโปรแกรมของมหาวิทยาลัยและสิ่งที่เขาสร้างขึ้นใหม่ ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่เขาเป็น นศ. เขาได้พัฒนาโปรแกรมหลายๆครั้ง 

ณ การประชุมระดับชาติ เขาค้นพบว่า มีนักวิจัยในแลบอื่นๆ ได้ดาวโหลดและใช้โปรแกรมของเขา  เมื่อประเด็นดังกล่าวแพร่กระจายไปทั่วคณะ อาจารย์ที่ปรึกษาก็บอกเขาว่าเขาควรที่จะไปคุยกับฝ่าย technology transfer office ของมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการที่เขาควรจะสามารถนำโปรแกรมไปหาประโยชน์ทางการค้าเพราะเขาเป็นผู้ค้นพบมาด้วยความเหนื่อยยาก  แต่ผู้อำนวยการของ technology transfer office กลับยกประเด็นกล่าวโทษว่า Shen  นำโปรแกรมไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะโปรแกรมที่เขาพัฒนาเป็นโปรแกรมที่ต่อยอดมาจากโปรแกรมของมหาวิทยาลัยซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตก่อน ดังนั้น Shen จึงทำได้แค่พัฒนาโปรแกรมต่อยอด แต่ไม่มีสิทธิในโปรแกรมที่สร้างขึ้นใหม่นั้น

  1. Shen ควรมีหน้าที่อะไรต่อผู้ที่พัฒนาโปรแกรมขึ้นมาก่อน ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัยที่เป็นเจ้าของทั้งโปรแกรมและเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เขาใช้พัฒนาโปรแกรม
  2. อะไรคือข้อดีและข้อเสียของความพยายามใช้ประโยชน์ทางการค้าของโปรแกรมที่ต่อยอดมาจากโปรแกรมของผู้อื่น
  3. ปัญหาอะไรที่จะตามมา ถ้าเขาพยายามใช้ประโยชน์ในทางธุรกิจในขณะที่เขายังทำวิทยานิพนธ์ในมหาวิทยาลัย

ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ความรับผิดชอบ และคุณค่า 

นักวิจัยมักมีประโยชน์หลากหลายไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์ในเรื่องความคิด ผลประโยชน์ทางการเงิน หรือแม้แต่ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ซึ่งผลประโยชน์ดังกล่าวนั้นมักเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันและบางครั้งก็มีความขัดแย้งกัน  หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น ความขัดกันในผลประโยชน์ ทั้งนี้ ความขัดกันในผลประโยชน์ หมายถึง สถานการณ์ที่นักวิจัยมีความต้องการที่อาจจะถูกแทรกแซงด้วยการคุณค่าในเรื่องวิชาชีพ การจัดการสถานการณ์เพื่อลดปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์จึงมีความสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งความมีจริยธรรมของนักวิจัยและสาขาวิทยาศาสตร์

ความขัดกันในผลประโยชน์เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ นักวิจัยที่ต้องการเริ่มธุรกิจเพื่อนำผลงานวิจัยที่ทำในห้องแลบไปใช้ประโยชน์ทางการค้าก็อาจจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่จะต้องสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าในการศึกษา กับ ผลประโยชน์ทางการค้า ในบางครั้งนักวิจัยก็เลือกที่จะตีพิมพ์ผลงานในกรอบความรู้แคบๆ หลายๆงาน แทนที่จะตีพิมพ์งานวิจัยเต็มรูปแบบที่ประกอบด้วยข้อค้นพบที่สำคัญเพื่อสร้างความก้าวหน้าของวงการวิชาการ  หรือในบางครั้งนักวิจัยก็ตัดสินใจที่จะเน้นผลประโยชน์ทางการเงินโดยขอทุนวิจัยที่เป็นการทำงานในลักษณะงานประจำ มากกว่าที่จะขอทุนที่จะช่วยสร้างความก้าวหน้าในสาขาวิชาชีพ หรือบางครั้งก็อาจจะทำงานวิจัยที่ผลงานที่สร้างขึ้นจะทำให้เขาได้รับโบนัสจากนายจ้างเป็นหลัก ซึ่งการมุ่งที่ผลประโยชน์เชิงตัวเงินก็อาจจะสร้างผลกระทบต่อการออกแบบการวิจัย รวมถึงการตีความ และการนำเสนอ และอาจจะทำลายชื่อเสียงของนักวิจัย ตลอดจนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อวงการวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ ในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวก็เข้ามามีผลกระทบในประเด็นเรื่องความขัดแย้งในผลประโยชน์ จะเห็นได้จากในบางหน่วยงานมีการให้ทุนวิจัยโดยพิจารณาจากคนที่เคยเป็นที่ปรึกษา เคยเป็นนักศึกษาปริญญาโทในกำกับดูแล หรือเป็นเพื่อนร่วมงานวิจัยเก่า ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจให้ทุน  นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมี ความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวระหว่างอาจารย์และนักศึกษาที่มักต้องห้ามในสถาบันการศึกษาเพื่อป้องกันความขัดกันของผลประโยชน์ เมื่อเป็นเช่นนี้ หน่วยงานให้ทุนต่างๆ รวมถึงหน่วยงานจัดทำวารสารจึงมีนโยบายให้นักวิจัยระบุถึงประโยชน์ทางการเงินและความสัมพันธ์ส่วนตัวให้การเสนอขอทุนด้วย ดังนั้น นักวิจัยจึงต้องตระหนักรู้เกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้ และมีความเข้าใจว่าพวกเขามีบทบาทสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้กับวงการวิชาการและชื่อเสียงของวิชาชีพอย่างไร อย่างไรก็ดี ได้มีการสร้างกระบวนการที่ช่วยแก้ปัญหา ความขัดกันของผลประโยชน์  ที่เรียกว่า  a formal review process ซึ่งความขัดแย้งที่สำคัญจะถูกระบุให้ชัดเจนขึ้น เพื่อนำมาเปิดเผยและอภิปรายถกเถียงกัน

แม้ว่าจะมีแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดกันในผลประโยชน์ แต่ในบางกรณีนักวิจัยที่เข้าร่วมทีมวิจัยก็อาจจะไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว เนื่องจากปัญหาความขัดกันในความรับผิดชอบที่เป็นอีกประเด็นปัญหาหนึ่ง  เช่น ในการที่นักวิจัยที่เป็นนักศึกษาจะต้องทำการตัดสินใจเกี่ยวกับการแบ่งเวลาระหว่างงานวิจัยที่กำลังทำ กับภาระหน้าที่อื่นๆ เป็นต้น ซึ่งการขัดกันในความรับผิดชอบนี้อาจเป็นความขัดแย้งกันระหว่างการที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรให้การทำวิจัยสอดคล้องข้อบังคับ จะทำอย่างไรเพื่อให้เป็นการเคารพในผลประโยชน์/พันธกิจ/ค่านิยมของนายจ้าง หรือทำอย่างไรจึงจะนำเสนอผลการศึกษาให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งความขัดแย้งกันในความรับผิดชอบเหล่านี้เป็นแหล่งที่มาของความตึงเครียดในชีวิตนักวิจัยและอาจสร้างปัญหาต่ออาชีพการงานในอนาคต  ซึ่งในการจัดการภาระรับผิดชอบเหล่านี้เป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่ง แต่ก็มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันความขัดกันของผลประโยชน์ โดยในกรณีของความขัดกันของผลประโยชน์นั้น หน่วยงานด้านวิจัยมีนโยบายที่กำหนดมีการทำแนวทาง/คู่มือเกี่ยวกับความขัดกันของผลประโยชน์ เช่น มีการจำกัดเวลาที่เอาไปทำงานภายนอกคณะ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ยังมีการฝึกอบรมที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการจัดการความขัดกันของความรับผิดชอบ อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญสุดในการจัดการความขัดกันของผลประโยชน์ที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ การระบุถึงความขัดแย้งดังกล่าว ให้ได้ก่อนค่อยเริ่มหาทางจัดการกับมัน

นอกเหนือจากความขัดแย้งกันในความรับผิดชอบและความขัดกันในผลประโยชน์แล้ว ก็ยังมีประเด็นเรื่องคุณค่าและความเชื่อของแต่ละคนที่มักเข้ามาทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการทำวิจัย นักวิจัยบางคนอาจจะมีความเชื่อทางการเมือง วัฒนธรรม ศาสนา และปรัชญาที่แรงกล้าที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ความเชื่อและคุณค่านั้นก็สามารถที่จะทำให้มันอยู่ร่วมกับวิทยาศาสตร์ได้ในบางครั้ง อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ชี้ให้ถึงหลายๆ เหตุการณ์ที่ความเชื่อส่วนบุคคลหรือความเชื่อในสังคมเข้ามาบิดเบือนการทำงานวิจัย เช่น การปฏิเสธระบบความคิดอันเป็นรากฐานของสังคมของพันธุศาสตร์เมนเดเลียนในสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 ได้ทำลายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับชีววิทยาในโซเวียต

ทั้งนี้ ความปรารถนาที่จะทำงานให้ดีเป็นคุณค่าหนึ่งของมนุษย์ ดังนั้น  มันจึงเป็นเสมือนการพิสูจน์ว่ามาตรฐานของความซื่อสัตย์และความเป็นกลางจะถูกดำรงรักษาไว้อย่างยั่งยืน ดังนั้น นักวิจัยควรมีใจที่เปิดกว้างต่อการรับรู้ความคิดใหม่ๆ และพยายามในการทดสอบและค้นหาความรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนยอมรับความคิดของผู้อื่นที่อาจขัดแย้งกับข้อมูลที่สังเกตได้

ความขัดแย้งในความรับผิดชอบ

Sandra ต้องการเข้าไปทำงานในห้องแลบของ Dr. Frederick ต่อมา เธอจึงเริ่มดำเนินโครงการวิจัยตามที่ได้รับมอบหมาย แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน เธอเพิ่งรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย แม้ว่าบางส่วนของโครงการของ   Dr. Frederick จะได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากรัฐบาลกลาง แต่ในส่วนที่เธอทำกลับเป็นทุนสนับสนุนจากบริษัทเอกชน

เมื่อเวลาอ่านมา เธอก็ยิ่งรู้สึกว่างานที่เธอทำโน้มเอียงไปในทางที่จะสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทมากกว่าพัฒนาโอกาสในวิชาชีพของเธอ เช่น มีการทดลองที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัทแต่กลับไม่ได้สร้างโอกาสในการค้นคว้าเพื่อตอบคำถามในเชิงวิชาการที่เธอต้องการรู้เลย  เธอจึงกังวลเกี่ยวกับการที่จะนำสิ่งที่เรียนรู้จากการทำงานไปปรับใช้ในการทำวิทยานิพนธ์ของเธอ นอกจากนี้ เธอยังได้ข่าวลืมมาจากเพื่อนักศึกษาคนอื่นๆ ว่าการทำโครงการที่มีบริษัทเอกชนเป็นผู้สนับสนุนทุนนั้นจะต้องเซ็นสัญญาในการเก็บรักษาข้อมูลเป็นความลับ และไม่สามารถนำมาอภิปรายถกเถียงกับคนอื่นได้ จึงเกิดคำถามตามมาว่า

  1.   Dr. Frederick ได้ทำบางสิ่งผิดพลาดไปหรือไม่ในการให้ Sandra เข้ามาเซ็นสัญญาร่วมในโครงการ  
  2. มีความขัดแย้งอะไรเกิดขึ้นบ้าง ทั้งในเรื่องการเก็บรวบรวมข้อมูล การแปลผล และการตีพิมพ์ ที่  Sandra ต้องเผชิญ เมื่อเธอต้องนำความรู้จากการทำงานไปทำงานวิจัยของเธอต่อ

แหล่งที่มาของทุนจะมีผลต่อผลการวิจัยหรือไม่

ข้อมูลเกี่ยวกับการให้ทุนแก่การวิจัยของสถาบันการศึกษาโดยบริษัทยาสูบทำให้เกิดประเด็นที่มีการถกเถียงในวงการวิทยาศาสตร์มาหลายทศวรรษ เพราะบริษัทยาสูบย่อมมีผลประโยชน์ตัวแอบแฝงที่อาจชี้นำผลการวิจัย โดยประเด็นที่เป็นที่สนใจ คือ ในเรื่องการตัดสินโทษของบริษัทยาสูบโดย  the Environmental Protection Agency ในปี 1993 ที่ระบุให้  ควันบุหรี่ที่ออกสู่สภาพแวดล้อมภายนอกถูกจัดให้อยู่ในประเภทของสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง (Class A carcinogen) ดังนั้น เมื่อบริษัทยาสูบได้ทบทวนผลกระทบของกฎหมายจึงได้ส่งบันทึกภายในเพื่อชี้แจงคนในทราบว่าหากการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะถูกสั่งห้ามจะกระทบต่อการใช้บุหรี่และกำไรของบริษัท

เพื่อตอบสนองต่อปัญหาด้านกฎระเบียบของรัฐ อุตสาหกรรมยาสูบจึงได้ร่วมกันตั้งองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ที่ชื่อว่า the Center for Indoor Air Research โดยองค์กรนี้จะให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยแก่นักวิจัยเพื่อทำงานวิจัยที่ให้ผลลัพธ์เป็นไปในทางที่ขัดแย้งกับ Environmental Protection Agency  โดยกระบวนการที่บริษัทยาสูบทำมีดังนี้

  1. ริเริ่มโครงการเป็นที่ปรึกษาที่ให้ทุนโดยบริษัทยาสูบในสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป เพื่อผลักดันให้มีการทำงานวิจัยที่ค้นพบและตีพิมพ์ผลงานในทางที่จะเกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมยาสูบ
  2. เบี่ยงเบนการศึกษาวิจัยไปในเรื่องที่เกี่ยวกับการลดผลกระทบของผู้บริโภคควันบุหรี่มือสอง
  3. เอานักวิทยาศาสตร์ภายในองค์กรไปนั่งเป็นบรรณาธิการวารสาร

นักวิจัยในสังคม

มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่มากไปกว่าความรับผิดชอบภายในวงการวิทยาศาสตร์เอง แต่นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังต้องมีหน้าที่ที่จะต้องแสดงให้สังคมเห็นถึงว่าจะนำงานวิจัยและความรู้ที่พวกเขาสร้างขึ้นไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร

นักวิจัยมักมีบทบาทสมมติที่แตกต่างกันในการอภิปรายถึงความรู้ใหม่ๆต่อสังคม พวกเขามักจะนำเสนอความคิดเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญและคำแนะนำต่อหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา บริษัทเอกชน และองค์กรอื่นๆ พวกเขาสามารถเข้าไปมีส่วนในการประเมินผลประโยชน์และความเสี่ยงจากการใช้ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ พวกเขามักจะให้ความรู้แก่นักศึกษา ผู้วางนโยบาย หรือภาคประชาชนเกี่ยวกับประเด็นด้านนโยบายและวิทยาศาสตร์ พวกเขาสามารถลอบบี้ผู้แทนประชาชนหรือเข้าร่วมในการประท้วงทางการเมือง ในบางครั้ง นักวิจัยก็เป็นเสมือนนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ และผลผลิตจากงานของเขาก็เป็นเสมือนปัจจัยนำเข้าที่จะนำไปปรับใช้ในกระบวนการออกแบบนโยบายสาธารณะ  นอกจากนี้ พวกเขาก็ยังมีบทบาทในการเป็นพลเมืองที่มีจุดยืนเหมือนพลเมืองทั่วไปในเวทีสาธารณะ

อย่างไรก็ดี นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีบทบาทในเชิงวิชาชีพที่สำคัญในการดำเนินการและนำเสนอผลการวิจัยที่เป็นกลางและถูกต้องให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  แม้ว่าในบางประเด็นที่พวกเขาต้องการสนับสนุนอยู่แล้ว ก็อาจจะถูกผู้อื่นมองว่าขาดความเป็นกลาง แต่นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็มีสิทธิที่จะแสดงความเชื่อมั่นต่อบางสิ่งและทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม กิจกรรมเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจุดยืนในสิ่งที่เขาเชื่อมั่น

คุณค่าซึ่งวิทยาศาสตร์ได้ยึดมั่น รวมถึง ความซื่อสัตย์ ความเป็นธรรม การเป็นกัลยาณมิตร และการเปิดกว้าง เป็นเสมือนแนวทางในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันรวมถึงในการทำงานวิจัยด้วย คุณค่าเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ที่ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์สามารถสร้างผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ มีประสิทธิผล และสร้างสรรค์ที่มากขึ้น

การสิ้นสุดการใช้ฝนเหลือง  

ช่วงต้นทศวรรษที่ 1940 นักศึกษาปริญญาโทพฤกษศาสตร์ในมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์  ชื่อ   Arthur W. Galston ได้ค้นพบว่า การใช้สารเคมีสังเคราะห์จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชผลให้เติบโตในสภาวะที่อากาศเย็นขึ้นได้ แต่ถ้ามันถูกใช้ในปริมาณที่เข้มข้นขึ้นก็จะกลายเป็นพิษที่รุนแรง จนทำให้ใบไม้ร่วง

Galston ได้รายงานผลการวิจัยของเขาในวิทยานิพนธ์ในปี 1943 ก่อนที่จะไปทำงานใน California Institute of Technology  และต่อมาก็ไปทำงานในกองทัพเรือในช่วงปีสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังจากสงคราม เขาพบว่า มีนักวิจัยของทหารได้อ่านวิทยานิพนธ์ของเขาและนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสารพิษที่มีอานุภาพในการทำลายล้างและนำมาใช้ในช่วงสงคราม จนกระทั่งช่วงต้นปี 1962 ทหารสหรัฐได้พ่นสารเคมีที่ประกอบด้วยยาฆ่าวัชพืช 5 หมื่นตันในป่าและทุ่งหญ้าของเวียดนาม และมักถูกเรียกว่า ฝนเหลือง

ในปี 1996 ณ ที่ประชุมของ  the American Society of Plant Physiologists เขาได้เวียนหนังสือเกี่ยวกับผลกระทบที่เป็นพิษที่มีต่อมนุษย์ สัตว์ และผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและการผลิตอาหารในระยะยาว ซึ่งส่งไปที่   President Lyndon Johnson ทำให้หลายปีต่อมา เมื่อข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของฝนเหลืองดังกล่าวแพร่กระจายออกไป Galston  และ นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ก็เริ่มรวมตัวกันประท้วงให้หยุดการใช้ฝนเหลืองในสงครามเวียดนาม  ในปี 1969 พวกเขาก็ไปพบกับที่ปรึกษาประธานาธิบดี Richard Nixon และได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่อันตรายของฝนเหลือง ในที่สุดที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ก็แนะนำให้ประธานาธิบดีเลิกใช้ฝนเหลือง สุดท้ายการใช้ฝนเหลืองก็เริ่มหายไปและไม่มีการใช้อีกในปี 1970 

ภาคผนวก : การอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีศึกษาต่างๆ

การเปลี่ยนแผน A CHANGE OF PLANS (Page 5)

ความแตกต่างในความคิดเห็นเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์มักจบด้วยความตึงเครียดระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา ดั้งนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดีระหว่างกันตลอดช่วงเวลาการวางแผนการทำวิทยานิพนธ์  ทั้งนี้ ควรมีการประชุมร่วมกันบ่อยๆ เพื่อทบทวนความก้าวหน้าและหารือถึงสิ่งที่จะทำต่อในอนาคต อย่างไรก็ดี ถ้าหากนักศึกษารู้สึกอึดอัดที่จะเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาแบบที่ Joseph เป็น  คณะกรรมการวิทยานิพนธ์คนอื่นๆ ก็ควรที่จะเข้ามาสร้างความเข้าใจร่วมกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การเลือกข้อมูล THE SELECTION OF DATA (Page 10)

หน้าที่สำคัญของ Deborah and Kamala ในการเขียนผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์gที่จะช่วยอธิบายว่าพวกได้ทำอะไรและอะไรคือพื้นฐานของสิ่งที่ทำ  ดังนั้น คำถามที่พวกเขาจำเป็นต้องตอบให้ได้ คือ

  • ถ้าพวกเขาอ้างในงานวิจัยว่าข้อมูลถูกปฏิเสธเพราะปัญหาเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า ควรหรือไม่ที่ข้อมูลจะต้องนำมารวมไว้ในภาพที่ตีพิมพ์ด้วย
  • เขาควรทำอย่างไรเกี่ยวกับ point ที่จะเก็บไว้หรือทิ้งไป
  • ควรใช้วิธีในการวิเคราะห์ความผิดพลาดอะไร
  • พวกเขาควรทำอย่างไรที่จะกู้ข้อมูลเหล่านี้ทั้งที่มันยากที่จะทำการวัด
  • มันจะดีที่สุดหรือไม่ถ้าจะเน้นไปที่ความผิดพลาดอย่างเป็นระบบ (ความผันผวนของกระแสไฟ) และคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะกำจัดความผันผวนดังกล่าว หรือจะทำการทดลองที่ปรับค่าความผันผวนซ้ำ

ซึ่งการปรึกษากับผู้ดูแล หรือนักวิจัยอาวุโสน่าจะเป็นทางเลือกเพิ่มเติมที่ควรนำมาพิจารณา

การค้นพบข้อผิดพลาด DISCOVERING AN ERROR (Page 14)

 เมื่อการมีข้อผิดพลาดในการบันทึกทางวิทยาศาสตร์ นักวิจัยคนอื่นๆสามารถที่จะทำผิดพลาดซ้ำ หรืออาจจะเสียเวลาและเงินทองในการค้นพบและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น  ในกรณีของ  Marie and Yuan ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานที่มีข้อผิดพลาดแฝงอยู่ ซึ่งเป็นการหลอกลวงนักวิชาการคนอื่นๆ หลงผิด จึงเป็นประเด็นที่ว่า พวกเขาควรที่จะบอกบรรณาธิการว่าส่วนไหนของงานวิจัยที่มีข้อผิดพลาดและการแก้ให้ควรทำอย่างไร

มันคือการลักลอกข้อมูลหรือไม่ IS IT PLAGIARISM? (Page 18)

การเขียนทบทวนวรรณกรรมจำเป็นต้องมีการวิพากษ์ไปถึงงานวิจัยเริ่มต้น ซึ่งศาสตราจาร Lee ควรพิจารณาการคัดลอกเพียงประโยคเดียวที่เจ้าของงานคนอื่นสรุปมามันจะทำให้เป็นการเอาเปรียบผู้ที่ไปทบทวนงานวิจัยอื่นๆแล้วมาสรุปหรือไม่  นอกจากนี้ เพราะการทบทวนวรรณกรรมในงานวิจัยอาจจะสร้างความไม่สมบูรณ์หรือความคลาดเคลื่อนได้ Lee จึงควรใช้ความพยายามในการทบทวนวรรณกรรมมากกว่านี้เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ทบทวนแล้วมาเขียนมันถูกต้องเหมาะสมแล้ว  ยิ่งกว่านั้น Lee ควรที่จะจินตนาการว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเจ้าของผลงานที่Leeคัดลอกมา กลับถูกกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้มาทบทวนวรรณกรรมจากข้อเสนอวิจัยของ Lee เอง

การสร้างความสมดุลในอาชีพ A CAREER IN THE BALANCE (Page 22)

Peter ตกอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องค้นหาทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาว่า ควรจะปรึกษาใครเกี่ยวกับความถูกต้องของการทำวิจัยที่ทำโดย Jimmy เพื่อนร่วมงานของเขา การที่เขาจะไปปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษา ก็กลัวว่าจะเกิดปัญหาขึ้นเพราะ Jimmy เป็นคนโปรดของอาจารย์ ที่จะทำให้การตัดสินออกมาไม่ยุติธรรม  บางที Peter ควรหันไปพูดคุยกับ Jimmy โดยตรง เพราะหลายๆ ข้อสงสัยอาจหายไปถ้าต่างคนต่างได้มีโอกาสอธิบายในสิ่งที่อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจ  อย่างไรก็ดี หาก
Peter ไม่สะดวกใจจะคุยกับ Jimmy เขาอาจจะไปปรึกษาเพื่อที่ไว้วางใจได้ หรือบุคลากรคนอื่นในคณะ หรือแม้แต่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบของมหาวิทยาลัย คนเหล่านั้นอาจช่วย Peter ให้ค้นพบคำตอบของปัญหาต่างๆ ได้

การทดลองโดยใช้นักเรียน TESTS ON STUDENTS (Page 25)

แม้ว่าวิธีการทดลองไม่ได้อันตรายต่อตัวนักเรียน แต่ Antonio ก็ต้องได้รับการอนุมัติจาก   IRB ก่อน  แม้ว่าการวิจัยของเขาเน้นเทคนิคที่เกี่ยวกับการสอนที่อาจได้รับยกเว้นการตรวจสอบของ  IRB แต่การได้รับการยกเว้นหรือไม่นั้น ต้องให้ IRB เป็นผู้ตัดสิน ดังนั้น เขาควรจะพิจารณาให้ลึกซึ้งก่อนในหลายๆประเด็นที่เกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจเชิงบังคับให้นักเรียนต้องเข้าร่วมการทดลองหรือการทำให้นักเรียนบางกลุ่มได้เปรียบเหนืออีกกลุ่ม  การแสดงยินยอมแบบเปิดเผยจึงควรต้องกระทำ

การเปลี่ยนแปลงข้อตกลง A CHANGE OF PROTOCOL (Page 26)

แนวปฏิบัติในการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลองถูกออกแบบเพื่อปกป้องสวัสดิภาพสัตว์ และเพิ่มคุณภาพในงานวิจัย  แต่ทั้งสองเป้าหมายกลับไม่ได้รับมาปรับใช้โดย Hus เลย ดังนั้น ใครจะสามารถนำประเด็นดังกล่าวหารือกับหน่วยงาน อะไรคือภาระรับผิดชอบแลบและความเป็นผู้นำขององค์กรในดำเนินการตามกฎหมายด้านสวัสดิภาพสัตว์

แนวปฏิบัติในการตีพิมพ์ PUBLICATION PRACTICES (Page 32)

ในสาขาวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้เน้นนับจำนวนงานวิจัย แต่จะเน้นความแตกต่างในการค้นพบใหม่ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้   Andre และนักศึกษาฝึกงานของเขาจึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรจึงเข้ามีส่วนสร้างปรากฏการณ์ที่สำคัญในสาขาวิชาชีพของพวกเขา พวกเขาจำเป็นต้องเริ่มที่จะเขียนก่อนที่จะคำนึงถึงจำนวนงานวิจัย  พวกเขาอาจจะถามตัวพวกเขาเองเกี่ยวกับกระบวนการที่จะช่วยในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะ

  • พวกเขาจะทำการอภิปรายงานวิจัยเป็นลำดับแรกๆ ได้อย่างไร
  • นักศึกษาเหล่านั้นถูกทำให้เชื่อว่าพวกเขาจะเป็นผู้ประพันธ์ลำดับแรกในสิ่งตีพิมพ์หรือไม่ ถ้าได้ จะสร้างผลกระทบต่อนโยบายและกระบวนการของหน่วยงานในอนาคตอย่างไร

ใครได้รับเครดิต WHO GETS CREDIT? (Page 36)

Robert จำเป็นต้องรู้ว่าบริษัทของเขา วารสารที่เขาจะส่งตีพิมพ์ ได้มีนโยบายที่เหมาะสมกับสถานะของเขาหรือไม่ ถ้าใช่ เขาต้องตัดสินใจว่าจะนำนโยบายไปหารือกับผู้กำกับดูแลหรือไม่  หรือจะไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านวิจัย หรือบรรณาธิการหรือไม่ ถ้าไม่ เขาก็จะต้องตัดสินใจว่าจะร้องเรียนเกี่ยวกับแนวปฏิบัติเกี่ยวกับรายชื่อเจ้าของผลงานในเอกสารอื่นๆ หรือไม่ อะไรคือผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ของแต่ละทางเลือกที่จะช่วยในการตัดสินใจของเขา

โอกาสทางการค้า ? A COMMERCIAL OPPORTUNITY? (Page 42)

ใบอนุญาตของซอร์ฟแวร์เป็นข้อตกลงทางกฎหมายและผู้ใช้ซอร์ฟแวร์ทุกคนต้องยอมรับมัน ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ Shen ต้องทำก็คือการไปขออนุญาตเจ้าของซอร์ฟแวร์ในการเผยแพร่  อย่างไรก็ดี ในการตัดสินใจของแต่ละคนก็ต่างกัน นักวิจัยหลายๆ คนมักตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ และหลายคนก็เลือกที่จะยอมให้ผู้อื่นนำไปใช้ฟรี แต่บางคนก็พยายามที่จะใช้สิ่งที่ตนคิดค้นเพื่อประโยชน์ทางการค้า  และบางคนก็คิดว่าการสร้างประโยชน์เชิงการค้าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดทั้งต่อวงการวิชาการ ต่อตัวพวกเขา และต่อองค์กรด้วย  ดังที่อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาได้แนะนำให้เขาไปหารือร่วมกับ  technology transfer officer เพื่อเรียนรู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไร

ความขัดแย้งในความรับผิดชอบ A CONFLICT OF COMMITMENT (Page 45)

Sandra ยังเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และยังไม่ได้มีหน้าที่ทำงานในอุตสาหกรรม  แต่การทำงานวิจัยที่มีภาคอุตสาหกรรมมาเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนนั้นอาจจะไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ด้านการศึกษาดีก็ ในความเป็นจริง มันก็อาจจะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เข้าใจถึงมุมมองของภาคอุตสาหกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความต้องการของคนในสังคม อย่างไรก็ดี คำถามก็คือ โดยธรรมชาติของงานวิจัยจะสามารถทำให้สอดคล้องกับมิติด้านการศึกษาได้หรือไม่ ในขณะที่ที่ปรึกษาของเธอเข้าไปมีความสัมพันธ์กับภาคธุรกิจที่อาจทำให้เกิดความขัดกันของผลประโยชน์  แล้วเธอจะทำอย่างไรกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ผลกระทบที่เป็นไปได้ต่ออาชีพของเธอในอนาคตคืออะไร

Facebook Comments

Share with: