Safeguarding research integrity in China (ทบทวนวรรณกรรม)

Jane Qiu (2015) ศึกษาเกี่ยวกับการปกป้องจริยธรรมการวิจัยในจีน โดยนำเสนอการอภิปรายถกเถียงระหว่างบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ เกี่ยวกับ ของการขาดจริยธรรมในการวิจัยและแนวทางการแก้ปัญหาในจีน  

ผลการศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับปัญหาด้านการทำผิดในการวิจัย พบว่า ที่ผ่านมา ประเด็นด้านจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นประเด็นที่น่ากังวลทั้งในจีนและวงการวิชาการระหว่างประเทศ  ซึ่งจากการสำรวจ  ในปี 2013 จากผู้ตอบแบบสอบถามทั่วประเทศจำนวน 33000 คน เกือบครึ่งของนักวิทยาศาสตร์คิดว่าการทำผิดในการวิจัยเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้อยละของผู้ที่เป็น  ‘ghost authorship’ หรือผู้ที่ร่วมทำวิจัยแต่ในนามแต่ไม่ได้เข้ามาร่วมในการทำงานจริง อยู่ที่ 50.1 ส่วนการทำผิดในการวิจัยในรูปของการลักลอกงานวิจัยอยู่ที่ร้อยละ 43.7 ในขณะที่การผิดในการวิจัยในลักษณะการดัดแปลงงานวิจัย และการแต่งข้อมูล อยู่ที่ร้อย 42.3 และ 36.7  สะท้อนให้เห็นถึงการขาดการกำกับดูแลที่ดีในหลายๆ ระดับ นอกจากนี้ ยังพบว่า จากการใช้เครื่องมือตรวจสอบการลักลอกงานวิจัยในปี 2013 ที่ได้รับทุนจาก National Natural Science Foundation of China (NSFC)  พบว่า มากกว่า 400 งานวิจัยมีความคล้ายคลึงกันกับงานในอดีตกว่าร้อยละ 50 และกว่า 40 งานวิจัยมีความคล้ายคลึงถึงร้อยละ 80 ซึ่งการทำผิดในการวิจัยเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปในวงการวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ แต่หลายๆ กรณีที่เป็นการทำผิดในการวิจัยเป็นงานวิจัยจากประเทศจีน  และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะจีนยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา ซึ่งในอนาคตอาจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นเมื่อรัฐบาลปรับปรุงกฎระเบียบและกลไกการกำกับดูแลให้รัดกุมขึ้น และในการสร้างวัฒนธรรมด้านจริยธรรมในจีนก็จำเป็นต้องใช้เวลา  อย่างไรก็ดี สถานการณ์การทำผิดในการวิจัยดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยสำรวจในปี 2013 ที่พบว่าร้อยละ 55.5 ของนักวิจัยยอมรับว่าได้ทำผิดในการวิจัย แต่ก็ลดลงจากปี 2008 ร้อยละ 10 แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จในการลดการทำผิดในการวิจัยระดับหนึ่ง

ประเด็นการทำผิดในการวิจัยที่น่ากังวลอีกประเด็นคือ  ประเด็นเกี่ยวกับ  ‘GHOST OR GUEST AUTHORSHIPS’  จากการสำรวจของ The CAST survey สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประพันธ์งานวิจัยประเภท ghost/ guest authorships มีให้เห็นเป็นเรื่องปกติในจีน   ทั้งที่หน่วยงานและมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีกฎระเบียบเกี่ยวกับการใส่ชื่อเจ้าของผลงานอยู่แล้ว และวารสารต่างๆ ก็กำหนดให้เจ้าของผลงานระบุถึงภาระรับผิดชอบที่แต่ละคนทำ เช่น Springer มีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใส่ชื่อเจ้าของผลงาน ที่เป็นการป้องกัน ghost/guest authorships และการแก้ไขข้อพิพาทด้วย  อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังมีความแตกต่างกันในบางสาขา เช่น ชีววิทยา ที่อาจเป็นเรื่องปกติที่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบก็จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของผลงาน ในฐานะ corresponding author ในทุกๆ งานวิจัยที่มาจากห้องแลบของเขา ซึ่งอาจจะผิดจากสาขาอื่นๆ เช่น วิศวกรรม และประเด็นดังกล่าวจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นถ้ามีผู้เข้ามามีส่วนร่วมหลายๆ คนมากขึ้นในโครงการ แต่ในบางกรณีก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนว่ามันคือการทำผิด เช่น  การที่นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมักจะถูกเชิญให้เข้าไปมีชื่อร่วมในงานวิจัยเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะทำให้ผู้อื่นยอมรับ ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์คนนั้นไม่ได้ใช้ความรู้เข้ามาช่วยทำงานวิจัยใดๆ  หรือบางครั้ง คนที่ทำงานในภาครัฐที่ยังเรียนต่อปริญญาเอกอยู่มักจะใส่ชื่อตนเองเข้าไปในโครงการที่เขาไม่ได้เข้าไปร่วมทำงานด้วย ซึ่งกรณีที่กล่าวมาข้างต้นนับว่าเป็นการทำผิดของสถาบันการศึกษาที่ชัดเจน  ซึ่งการกระทำเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลด้านลบต่อเรื่องจริยธรรมแล้ว มันยังนำไปสู่การสร้างความหลงผิดให้การประเมินในระบบประเมินของจีน ทำให้คนที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญใดๆ กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ  และย่อมส่งผลต่อการจัดสรรทุนวิจัยที่บิดเบือนในอนาคต 

เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุเบื้องลึกของการทำผิดในการวิจัย ก็พบว่ามีหลากหลายสาเหตุ เช่น การที่สังคมจีนจะให้ความสำคัญกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สูง ทำให้หลายๆคนต้องการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับว่ามีบทบาทสำคัญในการค้นพบใหม่ รวมไปถึงได้รับรางวัลโนเบล จึงสร้างแรงกดดันให้แก่นักวิจัยที่จะต้องผลักดันตัวเองให้มีชื่อเสียงเพื่อจะได้รับทุนวิจัย และนั่นก็จะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของหน่วยงานและสถาบันการศึกษา ซึ่งทุนวิจัยดังกล่าวคิดเป็นเกือบร้อยละ 40 ของทรัพยากรของสถาบันการศึกษาทั้งหมด จึงทำให้จำนวนทุนวิจัยที่นักวิทยาศาสตร์หามาได้กลายเป็นเกณฑ์การประเมินผลงานที่สำคัญ จากการสำรวจในปี 2013 ชี้ให้เห็นว่า การสร้างแรงจูงใจทางการเงินหรือทางวัตถุมีส่วนสำคัญที่ทำให้การทำผิดในการวิจัยรุนแรงขึ้น จากการสำรวจพบว่าเกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสำรวจยอมรับว่าเงินเป็นเป้าหมายสำคัญ ร้อยละ 72 เห็นว่าจำนวนเงินที่มีเป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้วัดความสำเร็จของคน ในขณะที่ร้อยละ 51.2 คิดว่าเขาควรจะมีรายได้เป็นสัดส่วนกับสิ่งที่เขาทำให้สังคม นอกจากนี้  สาเหตุที่ทำให้เกิดการทำผิดในการวิจัยบางส่วนมาจากลำดับขั้นของการพัฒนา ซึ่งจีนยังอยู่ในขั้นของการกำลังพัฒนาที่ทำให้การกำกับดูแลการทำผิดยังไม่เข้มงวดและเป็นระบบที่มากพอ อย่างไรก็ดี ตั้งแต่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจในปลายทศวรรษ 1970 ระบบการประเมินคุณค่าก็ได้นำมาปรับใช้กับเรื่องวิทยาศาสตร์และหลายๆสาขามากขึ้น และในส่วนของระบบการประเมินก็เป็นอีกสาเหตุเช่นกัน เพราะระบบประเมินงานวิจัยในจีนอยู่บนพื้นฐานของจำนวนสิ่งตีพิมพ์และปัจจัยด้านผลกระทบ  (impact factor) มากกว่าการประเมินที่เน้นคุณภาพที่แท้จริงและการนำไปปรับใช้ในระยะยาว  นักวิจัยสนใจเพียงเกียรติยศและเงินทองที่ทำให้พวกเขายอมเสี่ยงที่จะกระทำผิดและคาดว่าคงไม่มีใครจับได้ จากการสำรวจในปี 2013 พบว่ามีผู้ตอบร้อยละ 52 เชื่อว่าระบบประเมินในปัจจุบันเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการทำผิดในการวิจัย ส่วนอีก ร้อยละ 72.3 เชื่อว่ามันเกิดจากเกณฑ์การประเมินที่ไม่เหมาะสม   นอกจากนี้ การที่ผู้กำกับดูแลมักจะผ่อนปรนในกรณีที่มีการทำผิดในการวิจัย เช่นกรณีของ Chen Jin  ซึ่งเป็นนักวิจัยที่ Shanghai Jiao Tong University ที่ถูกกล่าวหาว่า อ้างตนเป็นผู้พัฒนาแผ่นไมโครชิพแบบใหม่ รวมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในโครงการ กลับไม่ได้ถูกลงโทษใดๆ ซึ่งกรณีดังกล่าวมีส่วนกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์คนอื่นเล็งเห็นว่าต่อให้กระทำผิดก็อาจจะไม่ได้รับการลงโทษ จึงยอมเสี่ยงที่จะกระทำผิด  หรือในบางกฎระเบียบก็มีโทษที่เบาเกินไป เช่น  การลงโทษผู้ทำผิดโดยการห้ามขอรับทุนจาก NSFC อีกในช่วงเวลา 7 ปีนับแต่การกระทำผิด ซึ่งระยะเวลาเพียง 7 ปีน่าจะน้อยเกินไป ควรที่จะมีมาตรการที่รุนแรงกว่านั้น  อีกประเด็นที่สำคัญคือ การที่ผู้ตรวจสอบงานวิจัยไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการทำผิดทั้งที่ผู้ที่กระทำผิดคือนักศึกษาในกำกับของเขา ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาการทำผิดเกิดขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง ก็พบว่า วัฒนธรรมของจีนที่ทำให้คนยอมอดทนต่อพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัยอาจเป็นอีกปัจจัย จากการสำรวจพบว่า เกือบครึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจมีความเห็นใจและยอมยกโทษให้ผู้ทำผิดในการวิจัย และจากการสำรวจเฉพาะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์อายุไม่เกิน 35 ปี มีถึงร้อยละ 55.3 ที่มีทัศนคติเช่นนั้น ซึ่งทัศนคติที่เห็นใจผู้อื่นมักจะมีมากในกลุ่มของนักศึกษาเมื่อเทียบกับนักวิชาการอาวุโส

            จากการศึกษาแนวทางแก้ปัญหาในระยะยาว พบว่า ควรมีหลักสูตรการศึกษาด้านจริยธรรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ควรบ่มเพาะตั้งแต่ช่วงอายุน้อยๆ จนถึงช่วงเวลาที่ออกไปทำงานจริง เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับความจริงและควรที่จะเป็นเสมือนปราการสุดท้ายของการสร้างความมีจริยธรรมและความรับผิดชอบ นักวิทยาศาสตร์ทุกระดับจำเป็นต้องได้รับการศึกษาที่จะช่วยให้การทำงานวิจัยเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่เพียงแต่ต้องเรียนรู้หลักการเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเด็นปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น  ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการที่เพียงพอ จากผลสำรวจของ the CAST survey ในปี พบว่ามากกว่า 1 ใน 3 คิดว่าเขาไม่มีความรู้ความเข้าใจในบรรทัดฐานของการดำเนินการวิจัย และถ้าสำรวจกลุ่มคนที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 และเกือบครึ่งไม่เคยได้รับการศึกษาในเรื่องจริยธรรมการวิจัย  และเมื่อศึกษาเรียบเทียบในต่างประเทศก็พบว่า วิธีการเรียนการสอนก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการ โดยการศึกษาในจีนเป็นการศึกษาในลักษณะของการบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด ในขณะที่สหรัฐเป็นการศึกษาที่เน้นการตั้งสมมติฐานโดยให้นักศึกษาวิพากษ์สถานการณ์ที่มีความคลุมเครือโดยอาจารย์จะเป็นผู้ชี้แนะ ซึ่งจากนี้ไปควรมีการทำให้หลักสูตรการศึกษาด้านจริยธรรมในจีนเป็นการศึกษาภาคบังคับสำหรับนักวิทยาศาสตร์ในทุกๆ ระดับ ตั้งแต่ปริญญาตรีไปจนถึงศาสตราจารย์ เช่นกรณีของ Springer ที่กำหนดประเด็นสำคัญๆ ที่จะช่วยป้องกันการทำผิดในการวิจัยผ่านการศึกษาอบรม โดยมีการพัฒนาระบบการศึกษาออนไลน์ที่เรียกว่า   ‘The author academy’ นอกจากนี้ ยังมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการจำนวนมากในทุกๆปี 

            สำหรับประเด็นด้านการปกป้องจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ ก็พบว่า นอกจากภาครัฐแล้ว บทบาทของสถาบัน สื่อ และองค์กรในระดับฐานรากก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน  โดยรัฐบาลกลางมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และการปกป้องจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ โดย  NSFC มีคณะกรรมการด้านจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภายนอก ที่ต้องรับเรื่องร้องเรียนราวๆ 300-400 เรื่องต่อปี และมีการแจ้งผลการพิจารณาในรายงานที่เวียนกันภายในองค์กรจนถึงเมื่อปีที่ผ่านมาที่ได้เริ่มมีการนำผลการพิจารณากรณีที่ร้ายแรงประกาศต่อสาธารณชน นอกจากการสอบสวนข้อกล่าวหาแล้ว ก็ยังใช้ระบบการตรวจจับการลักลอกผลงานก่อนการรับข้อเสนอเพื่อจัดสรรทุนวิจัยอีกด้วย  ในสาขาของตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ได้ตั้งคณะกรรมการด้านจริยธรรมในการตีพิมพ์ เรียกว่า  COPE เพื่อทำหน้าที่วางแนวปฏิบัติในการสอบสวนและพิจารณาพฤติกรรมที่เป็นการทำผิดในการวิจัย โดยคณะกรรมการส่วนหนึ่งมาจาก Springer ซึ่งจะมีการมาร่วมประชุมกันทุกๆ เดือนเพื่ออภิปรายในกรณีที่ซับซ้อนให้ร่วมกันหาข้อสรุปว่าจะจัดการกับมันอย่างไร ซึ่งที่ Springer ผู้อ่านสามารถรายงานกรณีการผิดในการวิจัยทุกเมื่อต่อบรรณาธิการ ซึ่งบรรณาธิการมีสิทธิที่จะให้มีการสอบสวนเกิดขึ้น ในเวลาเดียวกัน Springer ก็ได้พัฒนาแนวปฏิบัติเฉพาะสำหรับแต่ละฝ่าย อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาครัฐทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและ  CAST เป็นเสมือนหน่วยงานที่เข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่องการสอบสวน แต่ส่วนใหญ่ การทำผิดในการวิจัยมักถูกเปิดเผยโดยสื่อ และการตีแผ่ข่าวในอินเตอร์เน็ตมักจะทำโดยบุคคลนิรนามเพื่อโจมตีนักวิจัย โดยเว็บไซต์ที่มักเขียนตีแผ่การทำผิดในการวิจัย คือ  the NewThreads ที่มีบทบาทสำคัญในการเข้ามาช่วยเติมเต็มการกำกับดูแลของภาครัฐที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งของวัฒนธรรมการวิจัยที่ดีและมีจริยธรรมมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก  The New Threads เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยมีใครตระหนักถึงปัญหาของการทำผิดในการวิจัย จนกระทั่งตอนนี้ หน่วยงานที่มีบทบาทกำกับดูแลการทำผิดในการวิจัยก็ยังมีแต่ชื่อ แต่ยังไม่มีการปฏิบัติที่มีประสิทธิผลชัดเจน หลายหน่วยงานยังขาดความโปร่งใสและขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน ทั้งนี้ จากการสำรวจโดย  China Medical Tribune พบว่า ร้อยละ 41 ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะรายงานการทำผิดในการวิจัย ในขณะที่ร้อยละ 22 กล่าวว่าภาครัฐยังไม่มีกลไกที่ดีในการจัดการกับข้อร้องเรียน แต่   the New Threads กลับมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการทำผิดและกระตุ้นให้มีการวิพากษ์เกี่ยวกับกรณีการทำผิดในการวิจัยอีกด้วย  อย่างไรก็ดี ก็ยังมีบางสิ่งที่ควรปรับปรุง คือ การแสดงหลักฐานในการบ่งชี้ว่าใครกระทำผิดที่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสอบสวนต่อไป และในขณะเดียวกัน  ภาครัฐก็มีบทบาทสำคัญในการวางกฎระเบียบเกี่ยวกับการที่ภาคประชาสังคมจะเข้ามาร่วมในการจัดการการทำผิดในการวิจัยเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้เกิดขึ้น จึงควรที่จะต้องร่างกฎระเบียบเพื่อกำหนดกรอบและแนวปฏิบัติว่ากิจกรรมต่างๆควรดำเนินการอย่างไร  ทั้งนี้ การรายงานการทำผิดทุกๆกรณีควรที่จะอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ควรที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเพื่อโจมตีหรือวิพากษ์วิจารณ์เพื่อใส่ร้ายผู้อื่น  นอกจากนี้ สิ่งที่ควรต้องพิจารณาให้รอบคอบก็คือ  การต่อต้านการทำผิดในการวิจัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการเดินตามแนวทางที่ปรับใช้ในประเทศอื่นๆ ซึ่งมันจะมีประสิทธิผลเมื่อนโยบายและระบบการตรวจสอบมีความสมบูรณ์เพียงพอ ซึ่งหากจะนำมาปรับใช้ในจีนก็ต้องมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบริบทภายในด้วย

Facebook Comments

Share with: