การจัดประเภทจริยธรรมในกรณีนี้: การโกงการทำวิจัยและผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

 ช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ the National Science Foundation (NSF), the National Institutes of Health (NIH), the Public Health Services (PHS), the Office of Scientific Integrity (OSI), รวมถึงองค์กรด้านวิทยาศาสตร์อีกจำนวนมาก เช่น the National Academy of Sciences (NAS) ได้สละเวลาและใช้ความพยายามอย่างมากในการสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับนิยามของ “การทำผิดทางวิทยาศาสตร์” ซึ่งนิยามที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะนำไปสู่การพัฒนาและดำเนินนโยบายรวมทั้งกฎระเบียบต่างๆที่จะช่วยให้การดำเนินการวิจัยเป็นไปอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลาง อีกทั้งการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นสาขาที่ต้องให้ความสำคัญเรื่องการทำผิดในการวิจัยอย่างมาก แม้ว่าการทำผิดจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่การทำผิดมันแม้เพียงเล็กน้อยก็ย่อมจะส่งผลกระทบไปในวงกว้าง และถ้ากรณีการทำผิดในการวิจัยที่เป็นที่สนใจของสาธารณชนจะมีผลในการทำลายความเชื่อมั่นทั้งต่อนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเองและสาธารณชน แม้ว่ามันจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก นอกจากนี้ การทำผิดในการวิจัยจะมีผลกระทบที่รุนแรงขึ้น ถ้ามีนักวิทยาศาสตร์ที่ทำวิจัยต่อยอดจากงานวิจัยของผู้อื่นๆ แล้วงานวิจัยก่อนหน้ามีการดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ก็จะเกิดผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ โดยเฉพาะงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิการสังคม ซึ่งภาครัฐจะต้องใช้ข้อมูลจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปพัฒนาในเชิงนโยบาย ถ้าการดำเนินการวิจัยไม่ถูกต้องก็จะส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างมหาศาล

แม้ว่าจะไม่มีนิยามที่แน่นอนตายตัวเกี่ยวกับการทำผิดทางวิทยาศาสตร์ แต่นิยามที่นำเสนอในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็แบ่งออกได้เป็นการทำผิดสามประเภท ได้แก่ การแต่งข้อมูล การดัดแปลงข้อมูล และการลักลอกงานวิจัย โดยการแต่งข้อมูลเป็นวิธีการที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งเป็นการสร้างข้อมูลเท็จขึ้น เพื่อหวังจะลวงผู้อื่นให้เข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการแต่งข้อมูลจะถูกจับผิดหรือเข้าไปจัดการได้ง่ายๆ เสมอไป ซึ่งมีกรณีศึกษาที่เป็นที่รู้จักในวงกว้างซึ่งเป็นตัวอย่างการทำผิดที่เกิดจากนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่ประสบความสำเร็จและมีความทะเยอทะยานสูง ดังนี้

Darsee Case

Dr. John Darsee ซึ่งเป็นนักศึกษาและนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เก่งของมหาวิทยาลัย Notre Dame ในช่วงปี 1966-70 หลังจากนั้นก็ไปอยู่มหาวิทยาลัย Indiana ในช่วง 1970-74 มหาวิทยาลัย Emory  ในช่วงปี 1974-79 และมหาวิทยาลัย Harvard ในช่วงปี  1979-1981 เขาได้รับการยกย่องจากทั้งสี่สถาบันว่าเป็นนักวิจัยที่มีศักยภาพในระดับ all-star  ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาทำงานวิจัยกว่า 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในฐานะนักวิจัยใน Cardiac Research Laboratory ซึ่งมี Dr. Eugene Braunwald เป็นผู้กำกับดูแล ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 ปี เขาเป็นนักวิจัยคนแรกที่ตีพิมพ์ผลงานถึง 7 ฉบับ ในวารสารด้านวิทยาศาสตร์ที่ถูกจัดชั้นในระดับดีเยี่ยม โดยสาขาที่เขาทำวิจัยเกี่ยวข้องกับการทดลองยาโรคหัวใจกับสุนัข จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม 1981 เพื่อนร่วมงานของเขาที่ทำงานในแลบสังเกตเห็นว่า Darsee ได้จัดประเภทข้อมูลโดยใช้เวลาที่ผิดไปจากความจริง และในที่สุด เขาก็ต้องรับสารภาพต่อพี่เลี้ยงของเขาว่าเขาได้แต่งข้อมูลจริงๆ แต่เขาก็ยืนยันว่าเขาเพียงไม่กี่ครั้ง และที่ต้องทำเพราะแรงกดดันที่จะต้องทำงานให้เสร็จภายในเวลาอันสั้น หลังจากนั้น Dr. Robert Kroner ก็ใช้เวลาหลายเดือนเพื่อตรวจสอบงานวิจัยอื่นที่ทำโดย Darsee ในที่สุด Darsee ก็ถูกไล่ออก รวมทั้งถูกถอนจากตำแหน่งทางวิชาการที่เคยเสนอขอ อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ Braunwald และ Kroner ตรวจสอบความผิดปกติในงานวิจัยของเขา เขาก็ยังทำวิจัยต่อไปเรื่อยๆ ในช่วงระหว่างนั้น ช่วงเดือนตุลาคม Braunwald และ Kroner ก็พบความผิดปกติอีกครั้ง เมื่อเปรียบเทียบผลการวิจัยจากแลบทั้ง 4 ที่ National Heart ซึ่งอยู่ในสถาบัน Lung and Blood Institute (NHLBI) และพบว่า ข้อมูลที่ Darsee เป็นคนนำเข้ามาในแบบจำลองดูผิวเผินเสมือนว่าดีเกินไป จึงสงสัยว่า Darsee จะทำการแต่งข้อมูลรวมทั้งดัดแปลงข้อมูล จึงมีการสอบสวนเกิดขึ้น และผลการสอบสวนก็ย้อนไปพบปัญหาเกี่ยวกับ questionable research practices ตั้งแต่ช่วงที่ Darsee ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี

อะไรคือผลที่ตามมาหลังจากการทำผิดในการวิจัยของ John Darsee?

อันดับแรกคือ Darsee ต้องสูญเสียตำแหน่งหน้าที่การงานที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รวมทั้งตำแหน่งทางวิชาการที่กำลังเสนอขอ ส่วน The National Institutes of Health (NIH)ก็ตัดสิทธิการขอทุนของ Darsee แต่หลังจากนั้นเขาก็ออกจากสถาบันวิจัยและไปทำงานในสาขาอื่น  ในขณะที่ต้นทุนต่อสังคมส่วนรวมที่เกิดจากการกระทำของเขาก็มีไม่น้อย โดยหลังจากนั้น Harvard-affiliated Brigham และ Women’s Hospital ก็เรียกร้องขอทุนวิจัยคืนจำนวน 122,371 เหรียญ เนื่องจากการใช้ข้อมูลที่หลอกลวงของ Darsee ในขณะเดียวกัน Braunwald และเพื่อร่วมงานของเขาก็ต้องเสียเวลาหลายเดือนเพื่อตรวจสอบความผิดพลาดของงานวิจัยที่ Darsee ทำ แทนที่จะใช้เวลาไปกับการทำงานวิจัย ยิ่งกว่านั้น พวกเขาต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์จากการที่ทำการสอบสวน Darsee เองเป็นเวลานานหลายเดือนโดยไม่แจ้ง NIH ให้รับรู้ จนทำให้หน่วยงานต้องเสื่อมเสียทางศีลธรรมและผลิตภาพในการทำงาน ความผิดพลาดยังสร้างความด่างพร้อยให้กับงานทุกๆงานที่ Darsee เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่เพียงแต่ Darsee เท่านั้นที่ไร้ความน่าเชื่อถือ แต่ยังรวมไปถึงงานวิจัยของผู้อื่นที่มี Darsee เข้าไปร่วมงานด้วย

Braunwald กล่าวถึงบางสิ่งที่ดีขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากการทำผิดของ Darsee นอกจากการกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ต้องใส่ใจในการกำกับดูแลนักวิทยาศาสตร์ฝึกหัดมากขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาแนวทางและมาตรฐานในการกำกับดูแลการทำผิดในการวิจัยของหลายๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น  PHS, NIH, NSF, medical associations and institutes , and universities and medical schools แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังย้ำเตือนว่า ไม่มีระบบป้องกันใดๆ ที่จะช่วยปกป้องกันการทำผิดในการวิจัยได้ทั้งหมด เพราะระบบที่สร้างขึ้นมาอาจป้องกันได้แค่การทำผิดแบบที่ Darsee ทำเท่านั้น เพราะจะช่วยให้สามารถจับผิดข้อผิดพลาดได้เร็วขึ้นก่อนที่มันจะลุกลามบานปลาย นอกจากนี้ เขายังย้ำเตือนว่า วิทยาศาสตร์ที่ดีจะต้องไม่สร้างความสำเร็จภายใต้บรรยากาศของการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เพราะสภาพจิตใจที่จะช่วยสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ต้องไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมแบบนั้น และนักวิจัยรุ่นใหม่ก็ไม่ควรจะถูกบั่นทอนกำลังใจด้วยบรรยากาศที่มีแต่ความเคลือบแคลงสงสัย และนอกจากการมุ่งไปที่ความจริง วิทยาศาสตร์ก็ยังต้องการบรรยากาศของการเปิดกว้าง ความไว้วางใจ และวิทยามิตร

มีคนหลายๆ คนที่เข้าไปมีส่วนในการทำผิดในการวิจัยอ้างว่าพวกเขาอยู่ภายใต้แรงกดดันที่จำเป็นต้องทำผิดเพื่อให้งานวิจัยสำเร็จตามความคาดหวังของหัวหน้าของเขา หรือเพื่อให้เสร็จทันกำหนดการ หรือเพื่อให้ได้รับการตีพิมพ์ หรือเพื่อให้อยู่รอดในโลกที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งนักเรียนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์มักมีเสียงสะท้อนออกมาว่า “ฉันรู้ว่าการทดลองจะประสบความสำเร็จอย่างไร ฉันจำเป็นต้องสนับสนุนคำตอบที่ถูกต้อง ฉันต้องการเกรดที่ดี ฉันไม่มีเวลามากพอจะทำมันให้ถูกต้อง มันมีแรงกดดันที่มากเกินไป”

The Bruening case

ในเดือนธันวาคม 1983 Dr. Robert Sprague เขียนจดหมาย 8 หน้า ซึ่งประกอบด้วยภาคผนวก 44 หน้า ส่งไปยัง the National Institute of Mental Health (NIMH) เพื่อชี้แจงถึงการทำวิจัยที่หลอกลวงของ Dr. Stephen Bruening  เนื่องจาก Bruening ได้แต่งข้อมูลในการทำวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบซึ่งการใช้ยาที่มีผลต่อประสาทและจิตที่มีต่อคนไข้ที่มีพัฒนาการช้า  แม้ว่าสามเดือนต่อมา Bruening สารภาพว่าได้แต่งข้อมูลขึ้นมาหลังจากที่ Sprague ส่งจดหมายไป แต่กรณีดังกล่าวกลับยังไม่ได้นำมาหาข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาจนกระทั่งกรกฎาคม 1989

ในช่วงห้าปีกว่าๆ หลังจากที่ส่งจดหมาย Sprague กลับตกเป็นเป้าหมายของการสอบสวนเสียเอง และที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ ภรรยาเขาก็ได้เสียชีวิตในปี 1986 หลังจากเป็นเบาหวานมานาน และการที่ภรรยาเขาต้องป่วยหนักก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาต้องทำตัวเสมือน  whistleblowing เขียนหนังสือแจ้งต่อ NIH เพราะภรรยาของเขามีความเกี่ยวกันกับงานวิจัยและการรักษาที่เกิดจากผลงานของ Bruening

เมื่อเขียน Bruening Case เสร็จ Sprague ก็ระลึกถึงความทรงจำของประสบการณ์ที่เจ็บปวดขึ้นมาที่เขาต้องทนและภัยคุกคามที่มีต่อผู้เข้าร่วมในโครงการวิจัยของ Bruening แต่สุดท้ายเขาก็ได้ปิดประสบการณ์ที่เจ็บปวดนั้นโดยเขียนย้ำเตือนพวกเราถึงความทำผิดในการวิจัยของ Bruening และนักวิจัยที่ทำงานร่วมกับ Bruening

ต่อมา Dr. Alan Poling หนึ่งในนักจิตวิทยา เขียนเกี่ยวกับผลของการทำผิดในการวิจัยของ Bruening ที่เขาได้เข้าไปมีส่วนร่วม และระบุว่าในช่วงปี 1979 ถึง 1983 Bruening ได้มีส่วนทำงานวิจัยถึงร้อยละ 34 ของงานที่ตีพิมพ์ทั้งหมดเกี่ยวกับยาที่มีผลต่อจิตและประสาทที่ใช้ในกลุ่มคนที่มีพัฒนาการช้า  แม้ว่า Bruening เป็นคนเดียวที่แต่งข้อมูลขึ้นมาในการทำวิจัย แต่ความด่างพร้อยกลับกระจายไปยังงานวิจัยทั้งหมด และงานวิจัยที่ไม่ได้มีการแต่งข้อมูลขึ้นมาก็พลอยได้รับการตำหนิไปด้วย ซึ่งการที่จะเรียกความเชื่อมั่นให้กับงานที่ทำดีอยู่แล้วต้องใช้เวลานานและเป็นงานที่หนัก และใครก็ตามที่อ้างอิงงานของ Bruening ก็จะได้รับความเสียหายไปด้วย มันจึงไม่ยุติธรรมที่คนที่ไม่ได้ทำผิดจะต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

ประเด็นการพิจารณาทั้งกรณีของ Darsee และ Bruening

  1. การให้เหตุผลอะไรบ้างที่จะระบุว่าข้อมูลถูกแต่งขึ้น
  2. เหตุผลใดที่เป็นเหตุผลที่ดีพอที่จะใช้เพื่อตัดสินใจว่าข้อมูลถูกแต่งขึ้น
  3. ใครที่จะได้รับผลกระทบทางลบไปด้วยจากการแต่งข้อมูล
  4. นักวิทยาศาสตร์ต้องมีความรับผิดชอบอะไรในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของงานที่นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆทำ
  5. นักวิทยาศาสตร์ควรทำอะไรถ้ามันมีเหตุผลพอที่จะเชื่อว่ามีคนอื่นๆแต่งข้อมูลขึ้นมา
  6.  ทำไมความซื่อสัตย์ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์
  7. ทำไมความซื่อสัตย์ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญต่อภาคสาธารณะ
  8. อะไรที่ควรทำเพื่อลดความน่าจะเป็นในการกระทำผิดในการวิจัย
  9. ข้อกังวลใดบ้างที่ควรจะต้องหยิบยกขึ้นมาเป็นคำถามในการสอนในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ ทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มัธยมต้น และประถมศึกษา
Facebook Comments

Share with: