บทความแปลจาก Avoiding Being Penalized: Research Misconduct

บทความแปลจาก Avoiding Being Penalized: Research Misconduct

โดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

หน้าที่ทางจริยธรรมในการวิจัย

ไม่เพียงแต่การมีจริยธรรมในการวิจัยจะช่วยเติมเต็มประเด็นด้านศีลธรรมแล้ว แต่ยังนำไปสู่ผลการวิจัยที่ดีขึ้นเนื่องจากจะทำให้ผู้วิจัยให้ความสำคัญต่อรายละเอียดในการวิจัยมากขึ้น รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับเทคนิควิธีทางสถิติและเทคนิคการวิจัยเชิงปริมาณ อีกทั้งยังทำให้เกิดการร่วมมือกันทำงานในลักษณะที่คาดการณ์ได้ ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของกระบวนการทำวิจัยและผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับการรักษามาตรฐานทางจริยธรรมในระดับสูงตลอดกระบวนการทำวิจัย ซึ่งการยึดถือแนวทางการทำวิจัยที่มีความรับผิดชอบ(RCR) จะช่วยทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่จะแตกต่างไปจากแนวปฏิบัติที่มีจริยธรรมที่เป็นที่ยอมรับ และป้องกันพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนที่จะนำไปสู่การทำผิดในการวิจัย (ปรับปรุงจาก The Guidelines for Ethical Practices in Research, http://www.pitt.edu/~provost/ethresearch.html)

อะไรคือการทำผิดในการวิจัย

คำกล่าวเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัย

“ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสาขาของการวิจัยอื่นๆ ทุกสาขา ล้วนขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของผลงานวิจัยที่ผ่านมา และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัย เช่นในสาขาสุขภาพ และความมั่นคงของชาติ ดังนั้น ความเชื่อมั่นของสาธารณชนในการหน่วยงานวิจัยจะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในผลงานวิจัยที่ผ่านมาด้วย รวมทั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่กำลังดำเนินต่อไป”

(Office of Science and Technology Policy—OSTP, Federal Record,12/6/09)

Office of Science and Technology Policy ได้สร้างความร่วมมือกับ หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ ในการสร้างคำจำกัดความสำหรับคำว่า การทำผิดในการวิจัย เพื่อที่จะสร้างความน่าเชื่อถือในการวิจัย และสร้างความเชื่อมั่นให้สาธารณชน และเพื่อบูรณาการนโยบายของหน่วยงานระดับสหพันธรัฐมากขึ้น ซึ่งคำจำกัดความข้างล่างนี้จะนำไปประยุกต์ใช้กับทุกๆ หน่วยงาน และผู้ได้รับทุนวิจัยจากรัฐบาลกลาง โดยล่าสุด มีสองหน่วยงานที่นำคำจำกัดความของ Office of Science and Technology Policy มาปรับใช้ในทางปฏิบัติแล้ว ซึ่งก็คือ The National Science Foundation (NSF) และ the National Institute of Health (NIH)

ทั้งนี้ คำจำกัดความของ Office of Science and Technology Policy กล่าวว่า “การทำผิดในการวิจัยประกอบด้วย 

(1) Fabrication คือ การแต่งข้อมูลขึ้นมา หรือการปรับแต่งผลการทำลองให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

(2) Falsification คือ การดัดแปลง (เปลี่ยน/ละทิ้ง) ข้อมูล รวมถึง ปัจจัยนำเข้าในการทำวิจัยต่างๆ เช่น อุปกรณ์ กระบวนการ

(3) Plagiarism คือ การลักลอกข้อมูล โดยนำความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย ของผู้อื่นมาใช้ โดยไม่ระบุถึงผู้ที่เป็นเจ้าของความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย

ซึ่งตัวอย่างของ  Plagiarism  ได้แก่

  • การนำไอเดียหรือข้อความจากงานวิจัยของผู้อื่นมาเขียนในงานตีพิมพ์ของตนเอง
  • นักศึกษาคัดลอกข้อความจากอินเตอร์เน็ตแบบคำต่อคำมาเขียนงานวิจัยโดยไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของงานก่อนหน้านี้ 
  • คณะนำข้อมูล/ผลงานวิจัยที่เกิดจากการทำงานของนักศึกษามาใช้ประโยชน์โดยไม่ได้ให้เครดิตแก่นักศึกษาผู้นั้น

 อย่างไรก็ตาม การทำผิดในการวิจัยจะไม่รวมถึงความผิดพลาด หรือการตีความผลการวิจัยที่ผิด โดยไม่ได้ตั้งใจ

Office of Research Integrity (ORI)

The HHS Office of Research Integrity (ORI) สนับสนุนการสร้างความมีจริยธรรมในการวิจัยด้านชีวการแพทย์และด้านพฤติกรรมศาสตร์  ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย U.S. Public Health Service (PHS) ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทั่วโลกของ 40,000 สถาบัน โดย ORI มีบทบาทในการกำกับดูแลการสืบสวนเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยและอำนวยความสะดวกให้แก่การทำวิจัยที่มีความรับผิดชอบ ผ่านการให้การความรู้ การมีกิจกรรมที่ช่วยป้องกันการทำผิดในการวิจัย และการวางกฎระเบียบ  นอกจากนี้ ORI ยังมีภาระหน้าที่ในการพัฒนานโยบาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน และสืบสวนการทำผิดในการวิจัย และยังมีหน้าที่ในการดำเนินโครงการ กิจกรรม ที่จะช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างจริยธรรมให้การวิจัย รวมทั้งปรับปรุงแนวทางการรับมือกับข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยอีกด้วย

กรณีศึกษาในอดีตที่เกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัย

ในอดีตที่ผ่านมา มีการนำประเด็นด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น

§ Isaac Newton น่าจะมีการปรับวิธีการคำนวณให้สอดคล้องกับผลการวิจัยที่เขาสร้างขึ้น

§ Gregor Mendel น่าจะมีการปรับแต่งข้อมูล เนื่องจากผลของการวิจัยเกี่ยวกับต้นถั่วเป็นข้อมูลที่ดูมีการปรับแต่งให้ดูดี เมื่อเทียบกับสิ่งที่เห็นในการทดลอง  

 § Robert Millikan ซึ่งวิจัยเกี่ยวกับประจุของอิเล็กตรอน ไม่ได้นำเสนอข้อมูลครบถ้วน และไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดจึงลบข้อมูลบางส่วนออก

§ Louis Pasteur ไม่อ้างอิงในงานวิจัยของเขาซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้วัคซีนเพื่อต้านโรคแอนแทรก โดยกล่าวอ้างว่า เขาใช้วัคซีนของเขาเองในการกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ bacilli.

เมื่อไม่นานมานี้ ยังมีตัวอย่างของการทำผิดในการวิจัยโดย Thereza Imanishi-Kari  David Baltimore และ  Margot O’Toole (งานวิจัยเกี่ยวกับ hearings and regulations) ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ไม่ได้โด่งดังมากนัก ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1985 โดย Margot O’Toole ซึ่งเป็นนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Tufts ได้ทำงานให้กับ Thereza Imanishi-Kari ในขณะที่ David Baltimore ซึ่งเป็นนักวิจัยที่ MIT ก็เป็นผู้ประพันธ์ร่วม ที่ได้รับรางวัลโนเบล  O’Toole เชื่อว่านายจ้างของเธอ ซึ่งก็คือ Imanishi-Kari ได้ทำการปรับแต่งข้อมูล เธอจึงชี้แจ้งเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยต่อคณะกรรมการของมหาวิทยาลัย Tufts และ MIT แต่คณะกรรมการของทั้งสองมหาวิทยาลัยกลับไม่ได้ตัดสินว่า Imanishi-Kari ทำผิดในการวิจัย แต่สรุปแค่ว่าเป็นการทำวิจัยที่ไม่ระมัดระวังเท่านั้น และเมื่อคณะกรรมของ NIH เข้ามาร่วมสอบสวนก็เข้ามาช่วยล้างความผิดให้กับ Imanishi-Kari แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบแค่นั้น ต่อมา Walter Stewart และ Ned Feder ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์จาก NIH เข้ามาร่วมการสอบสวนเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัย พวกเขาทั้งสองเชื่อว่า NIH ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเหมาะสมในการนำปัญหาเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยของ Imanishi-Kari มาเปิดเผย จนกระทั่งต่อมาในปี 1991 NIH’s misconduct division , the Office of Scientific Integrity ก็ได้พบว่างานวิจัยดังกล่าวมีการทำผิดในรูปของการแต่งข้อมูล ผลที่ตามมาก็คือ Thereza Imanishi-Kiri ถูกสั่งห้ามในการรับทุนวิจัยจากรัฐบาลกลางอีกเป็นเวลานาน 10 ปี ในขณะที่ David Baltimore ก็ต้องลาออกจากการเป็นผู้บริหารของ Rockefeller University ในขณะที่ผู้ที่แจ้งปัญหาต่อคณะกรรมการ  Margot O’Toole ก็ต้องออกจากวงการวิทยาศาสตร์ไปด้วย 

The HHS Office of Research Integrity ได้จัดตั้ง the OSI decision เนื่องจากกรณีของ Imanishi-Kari ต่อมาในปี 1996  The HHS Office of Research Integrity ก็ร้องเรียนต่อคณะกรรมการบริหารเพื่อให้ยกเลิก ORI decision ในขณะที่คณะกรรมการบริหารกลับกล่าวว่า ไม่ได้มีข้อพิสูจน์ใดๆ ว่า Thereza Imanishi-Kiri ปรับแต่งข้อมูล แต่เพียงถูกกล่าวหาว่าเป็นการทำวิจัยที่ไม่ระมัดระวังเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการตรากฎระเบียบที่ให้ความสำคัญกับข้อกล่าวหาการทำผิดในการวิจัยโดย  NIH และ NSF ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิของผู้ที่รายงานการทำผิดในการวิจัย สิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และกระบวนการร้องเรียน

 Reference: http://www.hhs.gov/dab/decisions/dab1582.html

กรณีศึกษา Eric T. Poehlman Ph.D. Case

ในเดือนมีนาคม 2005  the Office of Research Integrity (ORI) พบว่า อาจารย์ของคณะแพทย์ศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัย Vermont College of Medicine ซึ่งก็คือ  Eric T. Poehlman, Ph.D., ได้มีส่วนในการทำผิดในการวิจัยทั้งการเขียนข้อเสนอขอทุนวิจัย การดำเนินการวิจัย และการรายงานผลการวิจัย โดยในขั้นของการเขียนข้อเสนอขอทุนวิจัยจาก NIH  Poehlman ได้ดัดแปลงข้อมูลที่นำมาจากการศึกษาเกี่ยวกับอายุของคนหลายรุ่น เขาดัดแปลงทั้งวิธีการวัดผล และปรับข้อมูลมาตลอดในช่วงระยะเวลาที่เขาทำการวิจัย ตลอดหลายปีที่เขาทำวิจัย เขาได้รายงานข้อมูลที่มาจากการดัดแปลงต่อที่ประชุมหลายๆครั้ง รวมทั้งในผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ด้วย เขาได้ดัดแปลงและปรับแต่งข้อมูลหลายต่อหลายครั้งเพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่สนับสนุนสมมติฐานของเขา และยังรายงานเกี่ยวงานวิจัยที่นำมาต่อยอดซึ่งไม่มีอยู่จริง นอกจากนี้ ยังยังนำเสนอรายงานเท็จต่อคณะกรรมการมหาวิทยาลัย และเมื่อความจริงปรากฏผลที่ตามมาก็คือ Poehlman ยินยอมที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเป็นที่ปรึกษาของ the Public Health Service  และลาออกจากการเข้าไปทำงานวิจัยสนับสนุนรัฐบาลสหรัฐ ต่อมาในปี 2006 เขาก็ถูกลงโทษโดยการจำคุก 399 วัน

  Reference: http://grants1.nih.gov/grants/guide/notice-files/NOT-OD-05-040.html

กรณีศึกษา Scott Reuben, MD

ในปี 2010 Scott Reuben, MD ซึ่งเป็นวิสัญญีแพทย์ได้ยอมรับผิดเกี่ยวกับการดัดแปลงผลการวิจัยซึ่งได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาระงับความเจ็บปวด เช่น ยา celecoxib (Celebrex; Pfizer) และยา rofecoxib (Vioxx; Merck) สำหรับความเจ็บปวดหลังการทำศัลยกรรม โดยบริษัท Pfizer เป็นผู้ให้ทุนวิจัยในการศึกษาทางคลินิกเพื่อให้เขาใช้ยาของบริษัท celecoxib เป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาวิจัย ต่อมา Dr. Reuben ก็รายงานความสำเร็จในการศึกษาวิจัยในสองงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร  the journal Anesthesia & Analgesia ว่าเขาได้รักษาคนไข้ 200 คน โดยมี 100 คนได้รับยา  placebo และอีก 100 คนได้รับยา celecoxib และประสบความสำเร็จในการบำบัดความเจ็บปวด แต่ต่อมาเขาก็ยอมรับว่า เขาไม่ได้เชิญคนไข้มาทดลองแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการเท่านั้น ทำให้วารสารที่ตีพิมพ์ต้องถอนผลงานของเขาออกไปกว่า 20 บทความที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดในการวิจัยดังกล่าว  หลังจากนั้น ก็มีข่าวจาก the publication Anesthesiology News ว่า Dr. Reuben ต้องถูกลงโทษโดยการจำคุกเมื่อเดือนมิถุนายน 2010 เป็นเวลานาน 6 เดือนด้วยข้อหาการฉ้อโกงด้านสุขภาพ (healthcare fraud)

Reference: www.medscape.com – “Anesthesiologist Sentenced to 6 Months for Faked Research”

การป้องกันการทำผิดในการวิจัย

          นักวิจัยได้ถกเถียงเกี่ยวกับการป้องกันการทำผิดในการวิจัยเพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความเชื่อถือในงานวิจัยที่จะช่วยสร้างความก้าวหน้าในวงการวิจัยและให้ได้รับการสนับสนุนโดยสาธารณชน การที่จะสร้างความไว้วางใจของสาธารณชนในหน่วยงานวิจัยนั้นมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในงานวิจัยที่ผ่านมาและที่กำลังดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม กรณีการทำผิดในการวิจัยที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งสถานการณ์ที่ตึงเครียดสำหรับผู้ที่ต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทั้งตัวผู้ถูกกล่าวหา ผู้ร่วมงาน ผู้ร้องเรียน สถาบัน ผู้ให้ทุนสนับสนุน คนไข้ และวารสารที่นำงานวิจัยไปตีพิมพ์ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะในการป้องกันและการระบุการทำผิดในการวิจัยดังนี้

 § ผู้บริหารสถาบันวิจัย หรือห้องแลบ จะต้องสร้างบรรยากาศที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของจริยธรรมในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

§ พนักงานในสถาบัน/แลบ จะต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับจริยธรรม

§ ผู้กำกับดูแลจะต้องมีการสื่อสารกับพนักงานอย่างต่อเนื่อง และต้องเข้าไปกำกับดูแล ตรวจสอบ และสุ่มตรวจเกี่ยวกับ research records

§ พนักงานควรที่จะต้องถูกต้องคำถามเกี่ยวกับการดัดแปลงข้อมูลใน research record ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเกินจริง การลบข้อมูลออก การเปลี่ยนแปลงการบันทึกข้อมูลทางอิเลคทรอนิกส์  

§ ถ้าเป็นไปได้ ควรมีติดต่อคนไข้กลุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจสอบและการควบคุมคุณภาพการวิจัย และติดตามผลกับคนไข้กลุ่มตัวอย่าง

§ ให้ภาระงานแก่พนักงานอย่างเหมาะสม

§ ข้อตกลงควรที่จะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของทั้งพนักงานและคนไข้

  § แบบฟอร์มการเก็บข้อมูลควรที่จะถูกออกแบบให้มีความง่ายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

§ สำหรับการวิจัยที่กำลังดำเนินอยู่ ควรที่จะฝึกอบรมพนักงานมากกว่าหนึ่งคนในการทำหน้าที่ติดตามผล

§ การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในข้อมูลควรจะต้องทำโดยการขีดฆ่าออกจากข้อมูลต้นฉบับ 

§ สำเนาของรายงานของทุกๆ แลบควรที่จะเก็บไว้โดยแลบที่ทำวิจัย 

§ ผู้สนับสนุนการทำวิจัยไม่ควรจ่ายโบนัสที่ขึ้นอยู่กับจำนวนคนไข้ที่นำมาเป็นกลุ่มตัวอย่าง และไม่ควรให้นักวิจัยยอมรับโบนัสดังกล่าว   

Peter H. Abbrecht, M.D., Ph.D. from the Office of Research integrity (ORI), from PowerPoint presentation: “Comprehending Research Misconduct and Malfeasance” (http://www.endosociety.org/about/ethics/upload/11.ppt).

เป็นเรื่องธรรมดาแค่ไหนสำหรับการทำผิดในการวิจัย

กรณีศึกษาการทำผิดในการวิจัยไม่เคยถูกรวบรวมจนกระทั่งช่วงทศวรรษ 1990 อย่างไรก็ตาม มีการประมาณการว่า อัตราการทำผิดในการวิจัยในสหรัฐต่อนักวิจัย 100000 คน อยู่ที่ 1 ต่อ 100,000 โดยในช่วงปี 2004-2006 มีจำนวนข้อกล่าวหาที่ส่งมายัง ORI 271 เคส ในขณะที่ช่วงปี 2007 และ 2008 มีจำนวน 217 และ 201 เคส ซึ่งมากกว่าช่วงปี 1992-2007 ที่มีเพียง 198 เคส ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการจัดการการทำผิดในการวิจัยของแต่ละหน่วยงานที่ไม่ได้มาการรายงานต่อรัฐบาลกลางซึ่งอาจทำให้มีการทำผิดจริงๆ เกิดขึ้นในจำนวนที่มากกว่านี้

ผู้ร้องเรียนการทำผิดในการวิจัย : การรายงานการทำผิด  

กฎระเบียบของรัฐบาลต้องการหน่วยงานที่จะวางนโยบายและระบบที่จะสามารถนำระเบียบไปปฏิบัติได้เกิดประสิทธิผล เพื่อให้แต่ละบุคคลสามารถรายงานการทำผิดในการวิจัยโดยไม่กลัวว่าจะเกิดผลร้ายแก่ตัวเขาเอง จากการศึกษาของ ORI ในปี 1995 พบว่า มากกว่าสองในสามของผู้ร้องเรียนการทำผิดในการวิจัยต้องเผชิญกับผลกระทบทางลบอย่างน้อยก็ต้องถูกกดดันให้ยกเลิกข้อร้องเรียน หรือบางคนต้องถูกกล่าวหาเสียเอง บางคนก็ถูกขับไล่โดยเพื่อนร่วมงาน ในขณะที่บางคนก็ได้รับการสนับสนุนการวิจัยลดลง มีผู้ร้องเรียนบางคนกล่าวว่าพวกเขาถูกไล่ออก และบางคนก็ถูกปฏิเสธในการเลื่อนตำแหน่ง แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบทางลบอะไรร้อยละ 90 ก็มีแนวโน้มที่จะแจ้งให้ ORI ทราบอีกถ้าหากพบเห็นการทำผิดในการวิจัย และที่น่าแปลกใจคือ ร้อยละ 75 ของผู้ที่ได้รับผลกระทบทางลบก็มีความตั้งใจที่จะแจ้งการทำผิดในการวิจัยอีก (รายงานฉบับเต็มของ ORI สามารถดาวโหลดได้ที่ http://ori.hhs.gov/documents/consequences.pdf)

สำหรับรายงานในปี 2006 ได้อธิบายถึงประสบการณ์ของ ORI ที่มีต่อผู้ร้องเรียน โดยมีการทบทวนกฎระเบียบ บทบาทของผู้ที่รายงานการทำผิดในการวิจัย และภาระหน้าที่ของหน่วยงานวิจัยและ ORI ที่จะต้องนำเสนอแนวทางในการจัดการกับข้อร้องเรียนอย่างมีประสิทธิผล (รายงานฉบับเต็มของ ORI สามารถดาวโหลดได้ที่  The full paper is at http://ori.hhs.gov/documents/Complainantarticle-Pascal-8-06.pdf)

อะไรคือแนวทางสำหรับผู้ร้องเรียนการทำผิดในการวิจัย  

ผู้ร้องเรียนการทำผิดในการวิจัย (“whistleblowers”) จะได้รับการปกป้องโดยกฎระเบียบที่ออกโดยรัฐบาลระดับสหพันธรัฐและรัฐบาลแห่งรัฐ โดย the False Claims Act of 1986 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรก ที่เริ่มมีบทบัญญัติในการปกป้องเสรีภาพในการพูดของบุคคลที่รายงานการทำผิดในการวิจัย ซึ่งเป็นกฎหมายพัฒนาขึ้นในช่วงสงครามพลเมืองที่ไม่เพียงปกป้องรัฐบาลจากผู้รับจ้างโครงการของรัฐที่ประพฤติไม่ดีแล้ว ยังเป็นการให้รางวัลผู้ร้องเรียนอีกด้วย โดยการกำหนดรางวัลที่ร้อยละ 15-30 ของผลลัพธ์หลังการพิจารณาคดี และยังมีบทบัญญัติในการเยียวยาแก่ผู้ร้องเรียนหากได้รับผลกระทบทางลบจากการถูกตอบโต้หลังการร้องเรียน ซึ่งแนวทางปฏิบัติเพื่อปกป้องผู้ร้องเรียนที่พัฒนาโดย HHS มีดังนี้

  1. การทำเอกสารร้องเรียน : เมื่อต้องการร้องเรียนจำเป็นต้องทำเอกสารให้มีความรอบคอบที่ระบุว่า ได้ทำเอกสารเมื่อไร เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไร ใครทำอะไร เพื่อเป็นข้อมูลที่จะนำไปแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น   
  2. กระบวนการจัดการภายในหน่วยงาน : เนื่องจากรัฐบาลกลางได้กำหนดให้หน่วยงานมีนโยบายจัดการกับปัญหาการทำผิดในการวิจัย โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับหน่วยงานในการจัดการปัญหาด้วยตัวเอง หากผู้ใดที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหา เขาจะต้องทบทวนกระบวนการจัดการภายในหน่วยงานก่อน เช่นเดียวกันกับผู้ร้องเรียนที่จะต้องรู้ว่าใครคือผู้ถูกกล่าวหา อะไรคือหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา วิธีการในการได้มาซึ่งหลักฐาน ใครมีบทบาทในการสอบสวนข้อกล่าวหา บทบาทของผู้ร้องเรียนที่ควรจะเป็นคืออะไร และกระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลานานเพียงใด          
  3. ทัศนคติ : ผู้ที่มีประสบการณ์ในการวิจัยไม่มากนักจำเป็นต้องค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการร้องเรียน เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดควรที่จะต้องไปหารือกับนักวิจัยอาวุโสก่อน หรืออาจจะหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
  4. การแก้ปัญหาความขัดแย้ง : บางข้อกล่าวหาอาจจะถูกจัดการแก้ไขโดยใช้วิธี conflict resolution ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการก่อน เพื่อสร้างความตกลงร่วมกัน เพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับปัญหา ซึ่งอาจต้องมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ผู้ตรวจสอบจากภายนอก   
  5. แรงจูงใจของผู้ร้องเรียน : ผู้ร้องเรียนควรตระหนักว่าพวกเขาอาจจะต้องถูกตอบโต้ เขาจึงควรนำเสนอในรูปของการตั้งคำถามมากกว่าการสรุปว่าใครทำผิด

*Michael Kalichman, Director of the University of California San Diego Research and Ethics Program. “Seven Key Components of Good Peer Review”: Responsible Conduct of Research: An Introductory Guide (2001)

การติดตามผลข้อร้องเรียนการทำผิดในการวิจัย   

จากข้อมูลของ The Office of Science and Technology Policy (OSTP Policy)  ได้กล่าวว่า “หน่วยงานของรัฐบาลกลาง (Public Health Services Policy; National Science Foundation Policy) มีอำนาจเต็มใจการจัดการกับกรณีการทำผิดในการวิจัยในส่วนของโครงการที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลาง แต่สถาบันวิจัยก็มีภาระหน้าที่ในการป้องกันและตรวจสอบการทำผิด ทั้งการไต่สวนเบื้องต้น การสอบสวน และตัดสิน สำหรับข้อร้องเรียนที่เกิดภายในหน่วยงานของเขาเอง (see USC Scientific Misconduct Policy: http://ooc.usc.edu/policy-scientific-misconduct)

คำจำกัดความของ การไต่สวน สอบสวน และตัดสิน   

การไต่สวน คือ กระบวนการของการพิจารณาว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูลพอที่จะนำไปสู่การสอบสวนหรือไม่ ในขณะที่การสอบสวนเป็นกระบวนการที่เป็นทางการมากกว่า โดยเป็นการรวบรวมหลักฐานข้อเท็จจริงต่างๆ ที่จะนำไปสู่การพิจารณาว่าจะไม่รับข้อกล่าวหาหรือมีข้อแนะนำสำหรับสิ่งที่ค้นพบในการทำผิดในการวิจัย ในช่วงการแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง (resolution phase) คำแนะนำที่ได้จากขั้นตอนสอบสวนจะถูกนำมาทบทวน และการตัดสินลงโทษ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพฤติกรรมที่เป็นการทำผิดในการวิจัย จะต้องเป็นการกระทำโดยตั้งใจ หรือการกระทำที่รู้ตัว หรือเป็นการกระทำที่ไม่ได้คำนึงถึงแนวทางการปฏิบัติที่มีอยู่ ข้อกล่าวหาจะต้องถูกพิสูจน์โดยพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นความจริงหรือไม่จริง ดังนั้น มาตรฐานของ “หลักฐานที่น่าเชื่อถือและชัดเจน” และ  “เป็นมากกว่าแค่ข้อสงสัย” จึงต้องการการพิสูจน์อย่างหนัก

หน่วยงานรัฐบาลมักจะปล่อยให้สถาบันวิจัยจัดการเรื่องร้องเรียนในเบื้องต้นกันเอง แต่บางครั้งหน่วยงานภาครัฐจะนำมาพิจารณาไต่สวนเอง แต่ในบางสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านสุขภาพและความมั่นคงปลอดภัยหน่วยงานภาครัฐจะรีบทำการสอบสวนและจัดการอย่างรวดเร็วเพื่อปกป้องประโยชน์ของประเทศ

มาตรฐานในการรายงานการทำผิดในการวิจัยต่อรัฐบาลกลาง

สถาบันวิจัยจะต้องแจ้งต่อหน่วยงานภาครัฐถ้ามีไต่สวนกรณีการร้องเรียนการทำผิดในการวิจัยที่เป็นโครงการที่ได้รับทุนจากหน่วยงานของรัฐบาลกลาง  เมื่อสิ้นสุดการสอบสวน สถาบันวิจัยจะต้องนำสำเนาหลักฐาน รายงานผลการสอบสวน และคำแนะนำ ส่งไปยังหน่วยงานที่เป็นผู้พิจารณาตัดสิน รวมทั้งนำผลการตอบสนองต่อพยานหลักฐานและคำแนะนำของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตัดสิน เพื่อแจ้งไปยังหน่วยงานของรัฐบาลกลาง แต่ถ้าในช่วงการไต่สวน พบว่ามีประเด็นที่เกี่ยวกับด้านสุขภาพและความมั่นคง การดำเนินโครงการวิจัยจะถูกหยุดทันที และถ้ามีประเด็นเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะกฎหมายแพ่งหรืออาญา หรือเป็นเรื่องที่ถูกเปิดเผยออกไปยังสาธารณชน สถาบันวิจัยจะต้องแจ้งต่อหน่วยงานของรัฐบาลกลางทันที

การปกป้องผู้ร้องเรียนการทำผิดในการวิจัยและผู้ถูกกล่าวหา

 สถาบันวิจัยจะต้องจัดหามาตรการปกป้องผู้รายงานการทำผิดในการวิจัยและผู้ที่ถูกกล่าวหา เพื่อให้ผู้ร้องเรียนที่หวังดีรู้สึกปลอดภัยจากการตอบโต้ ทำนองเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาก็ควรได้รับสิทธิในการปกป้อง โดยการเก็บรักษาเรื่องราวเป็นความลับ มีการให้ข้อมูลแก่ผู้ถูกกล่าวหาที่เพียงพอ ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ได้ และมีโอกาสในการแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่กระบวนการพิจารณาเรื่องร้องเรียนควรที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินงานของสถาบัน

 นโยบายเกี่ยวกับการทำผิดในการวิจัยของ  PHS เป็นนโยบายที่กำหนดให้สถาบันวิจัยต้องปกป้องผู้ร้องเรียน พยาน และผู้ที่เกี่ยวข้องในคณะกรรมการไต่สวนและสอบสวน สามารถดูข้อมูลได้จาก  http://ori.hhs.gov/documents/42_cfr_parts_50_and_93_2005.pdf.

ในปี 1995 ORI  ได้พัฒนาแนวทางสำหรับสถาบันและผู้ร้องเรียน (Guidelines for Institutions and Whistleblowers : Responding to Possible Retaliation Against Whistleblowers in Extramural Research”)  เพื่อตอบสนองต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการตอบโต้ผู้ร้องเรียน สามารถดูได้จาก http://ori.hhs.gov/misconduct/Guidelines_Whistleblower.shtml

การลงโทษ

การลงโทษผู้ทำผิดในการวิจัยมีแนวปฏิบัติดังนี้

 § มีขั้นตอนที่เหมาะสมในการตรวจสอบ research record.

§ การมีจดหมายสำหรับการว่ากล่าวตักเตือน

§  การกำหนดโทษของมาตรฐานขั้นต่ำเพื่อทำให้แน่ใจว่าจะสอดคล้องกับเงื่อนไขการให้ทุนสนับสนุน     

§ ยับยั้งหรือยกเลิกการให้ทุนวิจัย และ/หรือการสั่งห้ามบุคคลนั้นมาขอรับทุนวิจัยอีก   

§ การสั่งชดใช้ทุนคืน

สถาบันวิจัยจำเป็นต้องดำเนินการลงโทษให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ  โดย ORI ได้เปิดเผยกรณีการทำผิดในการวิจัยใน Federal Register  จดหมายข่าวของ ORI  รายงานประจำปีของ ORI  และเว็บไซต์ของ the ORI  นอกจากนี้ยังพบได้ใน  NIH Guide to Grants and Contracts  และสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร นอกจากนี้ PHS ก็ยังสามารถลงโทษด้วยวิธีการทางบริหารได้อีกด้วย 

สามารถดูข้อมูลได้ใน  http://ori.hhs.gov/misconduct/admin_actions.shtml

หน่วยงานภาครัฐอาจจะมีมาตรการลงโทษที่นอกเหนือไปจากมาตรการของสถาบัน ถ้าหากเป็นการทำผิดในการวิจัยที่เป็นการทำผิดกฎหมายอาญาและแพ่ง ซึ่งหน่วยงานภาครัฐมีอำนาจที่จะมอบหมายให้มีการทบทวนใหม่  

สรุป

รัฐบาลได้นำกฎระเบียบใหม่มาปรับใช้เพื่อจัดการกับปัญหาการทำผิดในการวิจัย มันเป็นความรับผิดชอบของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำวิจัยที่จะต้องทำความเข้าใจกับระเบียบดังกล่าวเพื่อที่จะทราบว่าจะต้องดำเนินการอะไรบ้างเมื่อมีการร้องเรียน ซึ่งการทำผิดในการวิจัยจะก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ที่ได้กระทำ รวมทั้งผู้ร้องเรียน และสถาบันวิจัยด้วย

Case Studies

 I. “การแก้ไขและการให้เครดิต”  –  การลักลอกข้อมูล

นักศึกษาคนหนึ่งชื่อ Lin ได้เคยทำงานในจีนในช่วงก่อนหน้านี้ และปัจจุบันอยู่ในระหว่างการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาปีที่ 2 เขาสนุกกับการทำวิจัย และประสบความสำเร็จอย่างมากในการเรียนภาคทฤษฎีของเขา แต่กังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านภาษาอังกฤษ ในช่วงฤดูร้อน เขาถูกทาบทามให้ช่วยเขียนบทความเกี่ยวกับ  “Intelligence Testing from Binet to the Present” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาจิตวิทยา เขาจึงอ่านข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และคัดลอกภาษาจากบทความที่ทบทวนไว้ แม้ว่าเขาจะอ้างอิง แต่ก็ไม่ได้ใช้  quotation marks เพื่อระบุถึงภาษาที่ยืมผู้อื่นมา  

1. ทำไมจึงเป็นสิ่งผิด  

2. มันสำคัญอย่างไรที่ประโยคที่คัดลอกมาควรจะต้องทำเครื่องหมายระบุไว้   

3. จะทำอย่างไรเพื่อให้นักศึกษาต่างชาติหรือเจ้าหน้าที่ของคณะมีความสามารถถึงระดับที่จำเป็นอย่างไร   

ในปีต่อมา Juan เขียนข้อเสนอสำหรับการทดสอบครั้งที่สอง เขาตระหนักดีว่าต้องระวังไม่ให้งานของเขาเป็นการลักลอกผลงานผู้อื่น  แต่เขากังวลเกี่ยวกับภาษาอังกฤษของเขา เขาจึงขอให้เพื่อนร่วมห้องช่วยแก้ไขภาษาให้ถูกต้อง และในที่สุดคณะกรรมก็กล่าวหาเขาว่าทำการลักลอกข้อมูลของผู้อื่น

1. เขาผิดหรือไม่กับการที่ให้เพื่อนช่วยแก้ไขภาษา  

2. อะไรคือความรับผิดชอบของคณะ  

3. เขาควรทำอะไร

II.  การให้เครดิต

 Dr. Rev Revson ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอก ได้ทำงานในคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย Time University เมื่อที่ปรึกษาของเขา Dr. Jones ได้รับบทความมาจาก   the Journal of Adult Learning จึงได้ขอให้ Rev ช่วยอ่านและเขียนวิจารณ์ ไม่นานหลังจากนั้น ณ ที่ประชุม บรรณาธิการของวารสารได้คุยกับ Dr. Jones เกี่ยวกับไอเดียที่ Rev เขียนลงในบทวิจารณ์ Rev รู้สึกแย่ ที่ไม่ได้ให้เครดิตเจ้าของไอดียดังกล่าว

 . Rev feels kind of bad, but cannot quite figure out the wrongs and rights of having done the review in the first place, and not getting credit for the idea.

 1. สิ่งที่คุณคิดคืออะไร  

2. จะให้เครดิตสำหรับไอเดียในสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างไร   

3. ทำไมเครดิตจึงสำคัญ 

II. ในสาขาที่ไม่มีใครรู้จัก 

LaToya Johnson และ Sandra Rajeev เป็นนักศึกษาปริญญาโทปีหนึ่ง ซึ่งได้ทำงานที่สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในนิวยอร์กซิตี้กับ  Dr. Francine Lockheart ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาผลกระทบของการไม่มีบ้านของเด็กๆ   Dr. Lockheart ได้รับทุนขนาดใหญ่จากรัฐบาลกลางเพื่อศึกษาเกี่ยวกับการได้รับการศึกษาของเด็กไร้บ้าน เปรียบเทียบกับเด็กที่มีบ้านแต่ยากจน โดยในการศึกษาวิจัยจะเป็นการศึกษาต่อเนื่องโดยจะติดตามเด็กกลุ่มดังกล่าวเป็นระยะยาวนาน 5 ปี นับแต่พวกเขาเรียนอยู่เกรด 5 จนถึงเกรด 10

ส่วนหนึ่งของการวิจัยจะเป็นการลงภาคสนาม ที่จะต้องลงไปสำรวจถึงที่อยู่ของเด็กไร้บ้าน และต้องขอความยินยอมจากครอบครัวของเด็กในการเข้าไปเก็บข้อมูลตลอดระยะเวลา 5 ปี นักวิจัยได้รับมอบหมายให้ศึกษาและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กเหล่านั้น ซึ่งจะต้องไปขอความยินยอมและเห็นชอบโดยพ่อแม่ของเด็ก และบางส่วนของแบบสำรวจก็จะต้องให้พ่อแม่กรอกข้อมูลเกี่ยวกับตัวพวกเขาและตัวเด็ก และบางส่วนก็จะเป็นผลการทดสอบของเด็ก โดยทั้งแบบสำรวจและแบบทดสอบก็จะเป็นส่วนสำคัญในการเก็บข้อมูลภาคสนาม

 1. คุณคิดว่าสามารถปรับปรุงรูปแบบการทดสอบของโครงการวิจัยให้ดีขึ้นได้อย่างไร  

แม้ว่าการเพิ่มบุคคลอื่นเข้าไปร่วมในการทดสอบจะเพิ่มต้นทุนการวิจัยในช่วงแรก แต่การสำรวจแบบออนไลน์จะป้องกันปัญหาในการทำแบบทดสอบซ้ำใหม่ คาดว่าจะไปเผชิญปัญหานี้ภายหลังหรือไม่ การบันทึกข้อมูลและผลการทดสอบเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยป้องกันโอกาสที่จะดัดแปลงหรือแต่งข้อมูลได้     

2. ทำไมการได้รับความยินยอมจากพ่อแม่เด็กทั้งเด็กที่มีบ้านและไร้บ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ  

แหล่งที่มา

USC Scientific Misconduct Policy http://ooc.usc.edu/policy-scientificmisconduct

Office of Research Integrity (ORI)— Research Misconduct http://ori.dhhs.gov/education/products/rc r_misconduct.shtml

ORI Guidelines for Institutions and Whistleblowers: Responding to Possible Retaliation Against Whistleblowers in Extramural Research http://ori.hhs.gov/misconduct/Guidelines _Whistleblower.shtml

CITI Program www.citiprogram.org

Scientific Misconduct Blog http://scientificmisconduct.blogspot.com/

Public Health Services (PHS) Policies on Research Misconduct http://ori.hhs.gov/documents/42_cfr_part s_50_and_93_2005.pdf

National Science Foundation (NSF)- Misconduct http://www.nsf.gov/oig/misconscieng.jsp

กระบวนการปรุงนิยายให้กลายเป็นข้อเท็จจริงทางปวศ.: เรื่องพินัยกรรม ร.๕ คือ ให้ ร.๖ พระราชทานรธน.?

กระบวนการปรุงนิยายให้กลายเป็นข้อเท็จจริงทางปวศ.: เรื่องพินัยกรรม ร.๕ คือ ให้ ร.๖ พระราชทานรธน.?

โดย พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล จาก เว็บไซต์ Blogazine.pub

การปรุงแต่งงานวรรณกรรมทางการเมืองของฝ่ายกษัตริย์นิยมได้ปรากฏอย่างแพร่หลายหลังรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ การเผยแพร่ในรูปแบบหนึ่งที่นิยมกันก็คือ การแต่งเรื่องราวเสมือนว่าผู้เขียนอยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้น ๆ งานเขียนประเภทนี้เช่น ไทยน้อย (เสลา เลขะรุจิ), วิเทศกรณีย์ (สมบูรณ์ คนฉลาด), ว.ช.ประสังสิต (วิชัย ประสังสิต) เป็นต้น ทั้งโดยมีแหล่งอ้างอิงและไม่มีแหล่งอ้างอิง ส่วนใหญ่จะไม่มีแหล่งอ้างอิง และงานวรรณกรรมเหล่านี้ถูกทำให้เป็น ‘แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ’ ผ่านหนังสือ ‘ เอกสารการเมือง-การปกครองไทย พ.ศ. ๒๔๑๗-๒๔๗๗’ และหนังสือ ‘สัตว์การเมือง’ ของนายชัยอนันต์ สมุทวณิช ตลอดจน ‘การนำไปอ้างอิง’ โดยบทความทางวิชาการและตีพิมพ์ลงในวารสารทางวิชาการที่มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมศาสตร์ ซึ่งนักวิชาการต่างประเทศก็อาศัยการแหล่งข้อมูลที่คัดกรองมาแล้วโดยนักวิชาการไทย นำไปอ้างอิงอีกชั้นหนึ่ง กลายเป็นกระบวนการปรุงให้เป็นเอกสารเทียมทางประวัติศาสตร์ และนำมาใช้อ้างอิงสืบ ๆ กันมา จาก ‘นิยายการเมือง’ สู่ ‘การปรุงนิยายการเมืองให้กลายเป็นข้อเท็จจริงเทียมทางประวัติศาสตร์’

                และหนึ่งใน ‘ข้อเท็จจริงเทียม’ ที่ผ่านกระบวนการปรุงและอ้างอิงในงานวิชาการปัจจุบันนี้ก็คือเรื่องราวที่ว่า

รัชกาลที่ ๕ ทำพินัยกรรมมอบหมายให้รัชกาลที่ ๖ เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ

ในเรื่องนี้ อ.เกษียร เตชะพีระ ก็เคยนำเรื่องนี้โพสต์ลงเฟซบุคเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่า แนวคิดที่จะให้มีรัฐธรรมนูญนั้นปรากฏเป็นพระราชประสงค์มาตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ แล้ว ทั้งนี้ อ.เกษียร บอกกล่าวผม(ทางกล่องข้อความในเฟซบุค)ว่า ได้นำเรื่องราวดังกล่าวมาจากหนังสือของ Chris Baker เขียนร่วมกับ อ.ผาสุก ใน A History of Thailand หน้า ๑๐๖.

เมื่อผมทราบก็คิดจะเขียนบทความนี้ (แต่ไม่มีเวลาและปล่อยล่วงมาจนบัดนี้) ถึงลักษณะลูกโซ่ของการอ้างอิงด้วยฐานข้อมูลดั้งเดิมที่ไม่มีความน่าเชื่อถือในทางวิชาการ (สืบกันมา ๔ ทอดด้วยกัน) หากสืบสาวจากหนังสือที่ อ.เกษียร อ้างถึงในเรื่องนี้ก็คือ

1. Chris Baker, Pasuk Phongpaichit, A History of Thailand (Cambridge University Press, 2005), p. 106. หนังสือเล่มนี้บรรยายว่า

     Despite his own opposition to any qualification of royal power Chulalongkorn told ministers shortly before his death in 1910, ‘I entrust onto my son Vajiravudh… that upon his accession to the throne he will give to them a parliament and constitution’.1

1 Scot Barmé, Luang Wichit Wathakan and the Creation of a Thai Identity (Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 1993), p. 21.

                หนังสือของ Chris Baker และ อ.ผาสุก อ้างอิง Scot Barmé อีกถ่ายหนึ่ง

2. Scot Barmé, Luang Wichit Wathakan and the Creation of a Thai Identity (Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 1993), p. 21. บรรยายว่า

     Nevertheless, the calls for the implementation of a more civilized, progressive political form continued, and just prior to his death in 1910 Chulalongkorn moved to reverse his hardline position when he told his assembled ministers:

                I entrust onto my son Vajiravudh a gift for the people and that upon his accession to the throne he will give to them a parliament and constitution.35

     It seemed that Siam was moving towards a political change from above that would mark an orderly transition from absolutist rule to a more popularly based type of regime.

35 Mattana Ketkamon, Kan mu’ang lae kan pokkhrong nai ratchakan Phrabat Somdet Phra Mongkut Klao Phracao-yuhua, [Politics and Administration in the Reign of King Rama the Sixth], Sangkhomsat Parithat 14, no. 3 – 4 (1975), p. 71.

                หนังสือของ Scot Barmé อ้างอิงบทความของ มัทนา เกษกมล อีกถ่ายหนึ่ง

3. มัทนา เกษกมล, การเมืองและการปกครองในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, สังคมศาสตร์ปริทัศน์, ปีที่ 14, 3 – 4 (2518), หน้า 71.

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการเมืองและการปกครองของไทยให้เป็นแบบสมัยใหม่…พระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะให้สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ องค์รัชทายาท พระราชทานรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนชาวไทยเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ถึงกับทรงมีพระราชดำรัสว่า “ฉันจะให้ลูกวชิราวุธมอบของขวัญให้แก่พลเมืองในทันทีที่ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ในขณะสืบตำแหน่งกษัตริย์ กล่าวคือ ฉันจะให้เขาให้ปาลิเมนต์ และคอนสติติวชั่น…..”

                 พระราชดำรัสนี้ทรงกล่าวในที่ประชุมเสนาบดี ณ พระที่นั่งราชกรัณยสภา พ.ศ.๒๔๕๓ อ้างถึงใน ว.ช.ประสังสิต, แผ่นดินพระปกเกล้าฯ (พระนคร : ผดุงชาติ, ๒๕๐๕), หน้า ๔๖.

บทความของ  มัทนา เกษกมล อ้างอิงหนังสือของ ว.ช.ประสังสิต (วิชัย ประสังสิต) อีกถ่ายหนึ่ง

4. วิชัย ประสังสิต, แผ่นดินพระปกเกล้า, พิมพ์ครั้งที่ ๑, พระนคร : อักษรสาสน์, ๒๕๐๕, หน้า ๔๗.

     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสว่า “ไม่บังควรจะยึดการปกครองแบบนี้ให้ถาวรต่อไปเลย ฉันรู้สึกเป็นห่วงว่าหากสิ้นบุญฉันลงเมื่อใด อันตรายจะมีแก่ราชบัลลังก์ของลูกวชิราวุธ เหตุนั้นฉันจะสละราชสมบัติยกราชบัลลังก์ให้แก่ลูกวชิราวุธ ในคราวทำแซยิดครบรอบ ๖๐ ปี ซึ่งเป็นเวลาที่จะถึงอีก ๓ ปีข้างหน้านี้ ฉันจะให้ลูกวชิราวุธมอบของขวัญแก่พลเมืองในทันทีที่ได้ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ในฐานะสืบตำแหน่งกษัตริย์ กล่าวคือ ฉันจะให้เขาให้ปาลิเมนต์และคอนสติติวชั่น อีก ๓ ปีเท่านั้นคงไม่ช้านักมิใช่หรือ ท่านเสนาบดี

     ฉันจะอยู่หลังราชบัลลังก์ของลูกเอง อยู่อย่างพ่อในหลวงอย่างไรล่ะ แนะนำและอบรมลูกวชิรวุธให้เป็นกษัตริย์ที่ดี กษัตริย์ภายใต้คอนสติติวชั่นอย่างไรล่ะ ถ้าฉันจะตายภายหลังนั้นฉันก็จะหลับตาตายอย่างมีความสุข หมดห่วงลูกวชิราวุธ คงไม่มีใครทำร้ายเขา”

หนังสือของ วิชัย ประสังสิต มิได้อ้างอิง ‘แหล่งที่มา’ ของบทสนทนาดังกล่าว ประกอบกับ ลักษณะการบรรยายเรื่องราวเหมือนการแต่งนิยายการเมืองทั่วไปของนายวิชัย โดยไม่มี ‘หลักฐานทางประวัติศาสตร์’ อ้างอิง จึงถือได้ว่า หนังสือของนายวิชัย ประสังสิต เป็น ‘เรื่องราวต้นฉบับ’ ที่เผยแพร่เรื่องเล่าเชิงนิยายเกี่ยวกับพินัยกรรมของรัชกาลที่ ๕ นี้ และนายชัยอนันต์ สมุทวณิช ก็นำเรื่องเล่านี้ไปอ้างอิงในหนังสือ ‘สัตว์การเมือง’ (๒๕๑๔) ในการร้อยเรียงประวัติศาสตร์การเมืองแบบอนุรักษ์นิยม โดยนำเอา ‘นิยายการเมือง’ มาเปลี่ยนโฉมผ่านกระบวนการทำให้เป็นข้อเท็จจริงเทียมทางวิชาการด้วย ซึ่งจัดให้มีเชิงอรรถ และรูปแบบการเล่าเรื่องให้เป็นกิจจะลักษณะ การใช้งานค้นเอกสารของชัยอนันต์ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ (ซึ่งแม้ในที่นี้จะไม่ถูกอ้างอิงถึงก็ตาม) แต่สำหรับบทความของ มัทนา เกษกมล (๒๕๑๘) ไปอ้างอิงงานต้นฉบับของวิชัย ประสังสิต (๒๕๐๕) โดยตรงและตีพิมพ์ลงวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์จนกระทั่งมีนักวิชาการไทยและต่างชาติอย่างน้อย ๔ คนในที่นี้ นำไปใช้ (อ.ผาสุก, Chris Baker, Scot Barmé, อ.เกษียร) และการเล่าเรื่องพินัยกรรม ร.๕ คือ รัฐธรรมนูญนั้นก็ถูกตอกย้ำให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา โดยไม่มีเค้ามูลที่น่าเชื่อถือยืนยันได้ในทางประวัติศาสตร์เลยที่เกินไปกว่าร่มเงาของนิยายการเมืองของนายวิชัย ประสังสิต.


“Plagiarism” เขียนรายงานวิจัยให้ระวัง กลายเป็น “โจรกรรมวิชาการ” ไม่รู้ตัว

“Plagiarism” เขียนรายงานวิจัยให้ระวัง กลายเป็น “โจรกรรมวิชาการ” ไม่รู้ตัว

โดยเว็บไซต์ เพื่อนวิทย์ Think Thank กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) สำนักดิจิทัลและสารสนเทศ (สทส.)

ในวงการวิทยาศาสตร์นั้น จำเป็นต้องมีการเขียนรายงานทางวิชาการ ซึ่งจะเป็นทั้งหลักฐานและการต่อยอดความรู้อันไม่รู้จบ แต่นอกจากการจงใจแล้ว หลายครั้งที่ความอ่อนด้อยทางภาษา ทำให้หลายคน “โจรกรรมวิชาการ” คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

การทำวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ

บทแปลจาก On Being a Scientist

การทำวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ

ความหลงใหลในความงดงามของวิทยาศาสตร์ ได้นำ Inez Fung กลับมาที่  the Massachusetts Institute of Technology ที่ที่เธอได้รับปริญญาเอกในสาขาอุตุนิยมวิทยา เธอกล่าวว่า “ฉันเคยคิดว่าเมฆเป็นเพียงแค่เมฆ” ฉันเคยฝันมาก่อนเลยว่าจะสามารถเขียนสมการเพื่ออธิบายเกี่ยวกับมันได้”
ความหลงใหลในการทำความเข้าในธรรมชาติเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยกลับมาที่ม้านั่งในห้องแลบ มุ่งมั่นในการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบ ซึ่งการที่ได้ค้นพบหรืออธิบายในสิ่งที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อนเป็นความท้าทายที่สำคัญ   และมันยังเป็นการเอื้อมถึงความสำเร็จที่เกิดจากการร่วมมือกันเพื่อค้นพบสิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่นักวิจัยคนอื่นๆด้วย 
การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่มากกว่าการได้ค้นพบบางสิ่งเท่านั้น แต่นักวิจัยยังพยายามค้นหาคำตอบของคำถามที่มนุษย์มักตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติ และการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ก็ยังสร้างผลกระทบทั้งทางตรงและผลกระทบที่ทันทีต่อชีวิตของมนุษย์บนโลก แต่อย่างไรก็ตาม รางวัลของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ใช่ว่าจะได้รับง่ายๆ เนื่องจากการค้นพบและนำเสนอความรู้ใหม่ๆ  ต้องเผชิญแรงกดดันต่างๆ จำนวนมาก  พวกเขาต้องทำการตัดสินใจที่ยากเกี่ยวกับการที่จะออกแบบการวิจัยอย่างไร จะนำเสนอผลการวิจัยอย่างไร รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อร่วมงานด้วย ถ้าการตัดสินใจที่ทำลงไปไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็จะสร้างผลเสียตามมา เช่น เสียเวลา เสียทรัพยากร การชะลอความก้าวหน้าในความรู้ใหม่ๆ และยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นทั้งต่อวิชาชีพและต่อตนเองด้วย
ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยได้พัฒนามาตรฐานทางวิชาชีพที่ออกแบบขึ้นเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับวิทยาศาสตร์ และเพื่อลดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในการทำวิจัย  แม้ว่ามาตรฐานดังกล่าวอาจจะไม่ได้มีการเขียนในรูปกฎหมายอย่างเป็นทางการ แต่มันก็ได้สร้างสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับในวงกว้างเกี่ยวกับแนวทางในการทำวิจัยและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และนักวิจัยเองก็คาดหวังว่าเพื่อนร่วมวิชาชีพจะยอมรับและสนับสนุนให้คนอื่นๆ ปฏิบัติตามมาตรฐานเช่นกัน  ซึ่งใครก็ตามที่ไม่ทำตามมาตรฐานนั้นก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในอาชีพการงานไป 
นักวิจัยมีหน้าที่ 3 ประการ ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการปฏิบัติตามมาตรฐาน ได้แก่
  1. นักวิจัยต้องให้ความสำคัญกับความไว้วางใจที่เพื่อนร่วมวิชาชีพมีให้ เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นกิจการที่ต้องมีการสะสมองค์ความรู้ไปเรื่อยๆ งานวิจัยหนึ่งก็จะต้องสร้างขึ้นต่อยอดจากงานวิจัยในอดีต ถ้างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้การขยายผลการวิจัยต่อไปในอนาคตเป็นไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องต่อไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดการเสียทรัพยากรและเวลาจำนวนมากในการ และสุดท้ายก็จะทำให้ความก้าวหน้าในสาขาวิชานี้ช้าลง
  2. นักวิจัยมีหน้าที่ต่อตัวพวกเขาเอง ทั้งนี้ เพราะการทำวิจัยที่ไม่รับผิดชอบจะทำให้การเอื้อมไปถึงเป้าหมายเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็น การได้รับปริญญาบัตร การได้รับทุนวิจัย การได้มีตำแหน่งทางวิชาการ การมีชื่อเสียงในฐานะนักวิจัยที่ซื่อสัตย์และมีประสิทธิผล ซึ่งการรักษามาตรฐานดังกล่าวจะช่วยสร้างความมีจริยธรรมในตนเองที่จะเอาไปปรับใช้ในอาชีพการงานได้ดี
  3. นักวิจัยมีหน้าที่ต่อสังคมส่วนรวม เนื่องจากผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบต่อสังคม บางงานวิจัยเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความกินดีอยู่ดีของคน นอกจากนี้ ผู้วางนโยบายยังใช้ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในการตัดสินในเชิงนโยบายต่างๆ เช่นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สเต็มเซลล์ การลดภัยธรรมชาติ ทำให้รัฐทุ่มเงินจำนวนมากในการให้ทุนวิจัย แม้ว่าผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์อาจจะไม่ได้สร้างผลกระทบหรือนำไปปรับใช้ในทันที แต่มันก็เป็นการปูทางสำหรับความก้าวหน้าในอนาคต

ที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงในการวิจัย

นักวิจัยทุกคนมีที่ปรึกษาและบางคนก็มีพี่เลี้ยงเพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินการวิจัยด้วย โดยที่ปรึกษาจะช่วยกำกับดูแลการวิจัยในภาพรวม นำเสนอแนวทางและคำแนะนำในปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ส่วนพี่เลี้ยงก็คล้ายกับที่ปรึกษา แต่จะทำหน้าที่แนะนำให้การวิจัยเป็นไปในทางที่จะมีประสิทธิผลมากขึ้น  รวมทั้งคอยกระตุ้นให้นักวิจัยมีกำลังใจเมื่อพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก รวมทั้งการช่วยสร้างเครดิตในงานวิจัยให้นักวิจัยหน้าใหม่ นักวิจัยที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนมีพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ผู้ช่วยนักวิจัย ผู้บริหาร หรือพนักงานที่ช่วยงานวิจัย ที่สามารถเป็นพี่เลี้ยงได้ทั้งสิ้น  และมันจะเป็นประโยชน์มากหากนักวิจัยสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ประกอบด้วยพี่เลี้ยงที่หลากหลายกลุ่ม ที่มีประสบการณ์แตกต่างกันเพื่อเข้ามาช่วยเติมเต็มงานวิจัยให้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น 
แม้ว่าพี่เลี้ยงมีบทบาทในการช่วยแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ก็ยังมีส่วนช่วยสร้างประโยชน์ทางอ้อมอื่นๆ เช่น ช่วยให้นักวิจัยเกิดไอเดียใหม่ๆ ช่วยสร้างเครือข่ายในการวิจัยที่ทำให้การทำวิจัยมีความเข้มแข็งขึ้น  การช่วยให้นักวิจัยหน้าใหม่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น นอกจากนี้ พี่เลี่ยงยังมีส่วนช่วยให้มีการรวมตัวกันทางสังคมในสาขาวิทยาศาสตร์ที่จะยิ่งทำให้วิชาชีพมีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งทุกๆคนไม่ว่าจะอยู่ในระดับของความก้าวหน้าในอาชีพระดับใด ก็ควรจะมีบทบาทการเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน
ที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงมักจะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของนักวิจัยฝึกหัด ดังนั้น พวกเขาต้องระวังไม่ให้มีการใช้บทบาทหน้าที่ไปในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่าง ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงกับผู้รับคำปรึกษามีความซับซ้อน และบางครั้งก็เกิดความขัดแย้งในหลายๆ เรื่อง เช่น การแบ่งเครดิตในการวิจัย การแบ่งหน้าที่กันในการดำเนินการวิจัย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงเป็นเพียงผู้ช่วยนักวิจัยให้พัฒนางานวิจัยที่จะช่วยสร้างความก้าวหน้าในสายงานได้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิผล ดังนั้น ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงจึงต้องรักษามาตรฐานในการเป็นที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีเพื่อทำหน้าที่อย่างมีจริยธรรมไม่ใช่หน้าที่ไปในทางที่ผิด
นอกจากนี้  นักวิจัยที่เริ่มทำงานใหม่ๆ มีหน้าที่ที่จะต้องปรับตัวเข้าหาที่ปรึกษา/พี่เลี้ยง โดยพวกเขาจะต้องรู้ความคาดหวังของอีกฝ่ายที่ชัดเจน ดังนั้นนักวิจัยเหล่านี้จึงจำเป็นต้องค้นหา และปรับตัวเข้ากับปรึกษา/พี่เลี้ยงมากกว่าที่จะคาดหวังว่าให้ปรึกษา/พี่เลี้ยงปรับตัวเข้ามาหาเขา ซึ่งแนวปฏิบัติที่ชัดเจนควรทำให้เกิดขึ้นเพื่อระบุถึงความสัมพันธ์ของแต่ละฝ่ายที่ต้องมีต่อกัน เพราะความลักษณะความสัมพันธ์ที่เกิดระหว่างมนุษย์นั้นไม่เพียงพอที่จะช่วยให้การทำงานราบรื่น แต่ทั้งสองฝ่ายควรมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างมืออาชีพมากกว่า นอกจากนี้ หน่วยงานเองก็ควรสนับสนุนให้เกิดที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีโดยมีมาตรการจูงใจต่างๆ ตลอดจนมีการฝึกอบรมการเป็นที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีด้วย

การนำข้อมูลมาทดลอง

เพื่อให้การดำเนินการวิจัยเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ นักศึกษาที่ทำการวิจัยจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าจะใช้ข้อมูลอย่างไรให้เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม ในปี 2002 จึงมีบรรณาธิการของวารสาร Journal of Cell Biology เริ่มที่จะทดสอบภาพในเอกสารต้นฉบับเพื่อให้รู้ว่ามันถูกปรับเปลี่ยนในทางที่ละเมิดมาตรฐานของการตีพิมพ์หรือไม่ ซึ่งเกือบๆหนึ่งในสี่ของงานวิจัยที่ส่งมาตีพิมพ์มีภาพที่แสดงให้เห็นถึงการปรับแต่งที่ไม่เหมาะสม บรรณาธิการจึงขอให้ทุกคนส่งงานวิจัยตัวจริงมาให้ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาพที่ส่งมาให้ในตอนแรก  ผลจากการเปรียบเทียบพบว่า ร้อยละ 1 ของงานวิจัยมีการปรับแต่งเพื่อหลอกลวง “fraudulent manipulation” มันจึงส่งผลกระทบต่อข้อสรุปในงานวิจัย และทำให้บรรณาธิการต้องปฏิเสธการตีพิมพ์ลงวารสาร
นักวิจัยที่ปรับแต่งข้อมูลในทางที่หลอกลวงผู้อื่นเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับคุณค่าพื้นฐานในการวิจัยและขัดกับมาตรฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และยังเป็นการหลอกลวงเพื่อนร่วมวิชาชีพและยังทำลายความก้าวหน้าของวิชาการ ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ถูกต้องสามารถสร้างผลกระทบได้อย่างมหาศาลที่เราอาจคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในยุคที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ที่ทำให้ข้อมูลมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปในวงกว้าง มันจึงทำให้ผลกระทบจากการบิดเบือนข้อมูลรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต โดยข้อมูลที่ถูกบิดเบือนอาจเกิดจาก การออกแบบการทดลองที่ไม่ดี การวัดผลที่ไม่ระมัดระวัง และการจัดการที่ไม่เหมาะสม 
ตลอดเวลาที่ผ่านมา นักวิจัยได้พัฒนาและปรับปรุงวิธีการ/เครื่องมือที่จะช่วยรักษาความมีจริยธรรมในการวิจัย โดยบางวิธีการถูกนำไปปรับใช้ในบางสาขาของการวิจัย เช่น การทำสอบความมีนัยยะสำคัญทางสถิติ การใช้  double-blind trials , proper phrasing of questions on surveys  ส่วนในบางเครื่องมือก็ปรับใช้ในวงกว้างหลากหลายสาขา เช่น การอธิบายว่าได้ทำอะไรเพื่อให้ข้อมูลหรือผลการทดลองมีการขยายผลจากงานวิจัยในอดีต  
เพราะความสำคัญของวิธีการเหล่านี้ งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์จำนวนมากจะต้องอธิบายให้ชัดเกี่ยวกับกระบวนการที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เพียงพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือไม่เพียงแต่ความน่าเชื่อถือของข้อมูลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการในการได้มาซึ่งข้อมูลด้วย อย่างไรก็ดี แม้ว่าอาจจะไม่สามารถที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกันในช่วงที่ได้รับข้อมูลมาได้ แต่นักวิจัยก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้องสร้างฐานข้อมูลที่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้อย่างถาวรเพื่อให้ผู้อื่นเข้ามาตรวจสอบและต่อยอดได้ ซึ่งในการวิจัยทั้งวิจัยอุตสาหกรรมและสถาบัน นักวิจัยจำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ที่สร้างที่เก็บข้อมูลรายวัน แต่น่าเสียดายที่นักวิจัยเริ่มต้นมักไม่ได้รับการอบรมในเรื่องดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการบันทึกข้อมูล การวิเคราะห์ การเก็บรักษาและการแบ่งปันข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานด้านวิจัยจำเป็นต้องพิจารณาในวาระการประชุมเพื่อปรับปรุงในสิ่งเหล่านี้
หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย รวมถึงผู้ให้ทุน และวารสารต่างๆ จึงมีนโยบายที่ให้นักวิจัยต้องเปิดเผยและแบ่งปันแหล่งข้อมูล และหากนักวิจัยไม่นำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งข้อมูลที่สำคัญที่จะเอามาวิจัยและสร้างข้อสรุปก็จะถือว่าไม่ทำตามมาตรฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าในบางครั้ง ข้อมูลและวิธีการต่างๆ มีจำนวนมาก และไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆ หรืออาจมีต้นทุนสูงในการนำมาเปิดเผย  แต่นักวิจัยก็มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างวิธีการเข้าถึงข้อมูลให้ได้ เช่น การสร้างคลังข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสร้างช่องทางการรักษาและแบ่งปันข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เช่น คลังภาพถ่ายทางดาราศาสตร์, protein sequences, archaeological data, cell lines, reagents, and transgenic animals.
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเผยแพร่และจัดการข้อมูล คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทำให้ข้อมูลบางอย่างถูกนำไปใช้ขยายผลการวิจัยก่อนที่จะมีการเก็บบันทึก ดังนั้น การที่จะนำข้อมูลนั้นไปแบ่งปันก็จะต้องแบ่งปันซอร์ฟแวร์และฮาร์ดแวร์ด้วย เพราะเทคโนโลยีด้านดิจิตอลมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว บางข้อมูลที่เก็บอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์อาจจะไม่สามารถเข้าถึงได้ในไม่กี่ปีต่อมา ดังนั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบข้อกำหนดเกี่ยวกับการตีพิมพ์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคตอีกด้วย 

ความผิดพลาดและความละเลย

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีความอ่อนไหวต่อค่าความผิดพลาด ณ ระดับของความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์นั้น เทคนิคการทดลองมักจะไปจนถึงขีดกำจัด สัญญาณของการค้นพบอาจจะยากที่จะแยกกับตัวรบกวน และแม้แต่คำถามที่จะต้องหาคำตอบก็อาจไม่ได้ถูกจำกัดความที่ดีมากนัก ในบางครั้ง นักวิจัยจะต้องพบกับความเสี่ยงในการสำรวจหาไอเดียใหม่ๆ เขาอาจจะต้องพึ่งพาเทคนิคในทางทฤษฎีที่ไม่ได้มีการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบมากนัก เขาอาจจะต้องขยายขอบเขตของการคาดเดาออกไป ในการยอมรับความเสี่ยงเหล่านั้นคงไม่สามารถกล่าวโทษงานวิจัยที่ไม่เป็นระเบียบไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรถูกตำหนิคือ การแนะนำที่ผิดต่างหาก
นักวิจัยเป็นเพียงแค่มนุษย์ พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่จะมีเวลาทำงานไม่จำกัด หรือเข้าถึงทรัพยากรไม่จำกัด แม้ว่าจะเป็นนักวิจัยที่มีความรับผิดชอบที่สุด เขาก็อาจจะมีข้อผิดพลาดที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจทำผิดในการวิจัยในการออกแบบการทดลอง หรือการทดสอบความถูกต้องของเครื่องมือ การบันทึกข้อมูล การแสดงผล และอื่นๆ อย่างไรก็ดี นักวิจัยมีหน้าที่ทั้งต่อตนเอง สังคมส่วนรวม และต่อวิชาชีพ ที่จะต้องทำวิจัยให้ถูกต้องและระมัดระวัง  ซึ่งที่ผ่านมา ระเบียบและข้อบังคับทางวิทยาศาสตร์ก็ได้พัฒนาวิธีการและแนวปฏิบัติที่จะช่วยลดโอกาสในการเกิดความผิดพลาดและความล้มเหลวในการสังเกตการทำไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ และยังระบุให้ทุกๆ ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ควรที่จะต้องมีการเตรียมการอย่างระมัดระวัง ต้องมีการเข้ากระบวนการ Peer Review และมีการตรวจสอบพิจารณาที่รอบคอบแม้ว่าหลังจากการตีพิมพ์แล้ว
นอกเหนือไปจากความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจก็คือ ความผิดพลาดจากความละเลย  รวมถึงความรีบเร่ง การขาดความระมัดระวัง และไม่ใส่ใจ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งกับมาตรฐานในการวิจัย และสร้างความเสี่ยงต่อตนเองและสังคม ซึ่งความผิดพลาดเหล่านี้จะสร้างผลกระทบอย่างมหาศาลต่อทั้งสาขาวิทยาศาสตร์และสังคมส่วนรวมที่ต้องพึ่งพิงผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน  
แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดที่ได้รับการตรวจสอบรับรองโดย Peer แต่การนำไปปรับใช้จริงเพื่อขยายผลการทดลองอื่นๆ ก็มักจะมีการเลือกให้เหมาะสมกับงานของแต่ละคน จึงไม่จำเป็นที่สร้างการวิจัยใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานของการค้นพบหรือทฤษฎีเก่าที่คนอื่นสร้างขึ้น อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้วงการวิทยาศาสตร์ นักวิจัยควรที่จะต้องเชื่อมั่นในการตรวจสอบที่ผ่านมาที่เป็นการตรวจรับรองบนพื้นฐานของมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ
บางครั้ง ข้อผิดพลาดในงานวิจัยก็อาจจะมีงานวิจัยต่อๆมา ที่เข้าไปมีส่วนแก้ไขข้อผิดพลาดของงานวิจัยในอดีตด้วย แต่ข้อผิดพลาดที่เป็นข้อผิดพลาดที่สร้างความหลงผิด ก็อาจจะทำให้การวิจัยต้องสูญเสียเวลาและทรัพยากรมากโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น เมื่อมีข้อผิดพลาดปรากฏขึ้นในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาแล้ว ก็ควรจะแก้ไขโดยระบุเพิ่มเติมในสิ่งตีพิมพ์ เช่น erratum (for a production error), corrigendum (for an author’s error)  ในส่วนของความผิดพลาดในเอกสารอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่บันทึกไว้ รวมถึง ข้อเสนอการวิจัย การบันทึกระหว่างการปฏิบัติการ รายงานความก้าวหน้า บทคัดย่อ รายงานภายใน ก็ควรจะทำให้ถูกต้องเพื่อรักษาความมีจริยธรรมและในขณะเดียวกันก็ยังป้องกันไม่ให้นักวิจัยคนอื่นทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะความเข้าใจผิดต่อไปอีก

การทำผิดในการวิจัย

พฤติกรรมของนักวิจัยบางคนทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออาชีพทางวิทยาศาสตร์  รวมทั้งสร้างความเสี่ยงต่อชื่อเสียงของวงการวิทยาศาสตร์ และประโยชน์ต่อสังคมที่ควรจะได้รับจากงานวิจัย ซึ่งพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จะถูกเรียกว่าเป็น  “การทำผิดทางวิทยาศาสตร์” หรือ scientific misconduct  เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ U.S. Office of Science and Technology Policy ซึ่งเป็นหน่วยงานให้ทุนวิจัยที่สำคัญของสหรัฐได้วางกรอบแนวคิดเกี่ยวกับคำว่า Misconduct ว่ามีคุณลักษณะที่ประกอบด้วย การแต่งข้อมูลขึ้นมา การดัดแปลงข้อมูล และการลักลอกข้อมูล ทั้งในกระบวนการเขียนข้อเสนอขอทุนวิจัย การดำเนินการวิจัย การทบทวนวรรณกรรม และการรายงานผล 
ทั้งนี้จากนิยามของ  U.S. Office of Science and Technology Policy  สามารถอธิบายในแต่ละประเด็นได้ดังนี้

(1) Fabrication คือ การแต่งข้อมูลขึ้นมา หรือการปรับแต่งผลการทำลองให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ
(2) Falsification คือ การดัดแปลง (เปลี่ยน/ละทิ้ง) ข้อมูล รวมถึง ปัจจัยนำเข้าในการทำวิจัยต่างๆ เช่น อุปกรณ์ กระบวนการ
(3) Plagiarism คือ การลักลอกข้อมูล โดยนำความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย ของผู้อื่นมาใช้ โดยไม่ระบุถึงผู้ที่เป็นเจ้าของความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังกล่าวถึงพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายว่าเป็น การทำผิดในการวิจัย โดยพฤติกรรมนั้น ได้แก่ การไม่ทำตามแนวปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับ อย่างไรก็ดี การทำผิดในการวิจัยจะไม่รวมถึงความแตกต่างในความคิดเห็น ดังนั้น สถาบันวิจัยหรือหน่วยงานให้ทุนวิจัยแต่ละหน่วยงานก็มีการนิยามบางอย่างเพิ่มเติม เช่น การลอบบี้ผู้ที่เป็น peer review เพื่อประเมินผลงานตนเอง รวมทั้งการตีพิมพ์ผลงานที่ไม่จัดสรรเครดิตในงานวิจัยให้เหมาะสม  ไม่สนใจกฎเกณฑ์สำคัญในการทำวิจัย ความล้มเหลวในการรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัย การแก้แค้นหรือตอบโต้ผู้ที่รายงานการทำผิดในการวิจัย เป็นต้น ในขณะที่  National Science Foundation ได้รวมถึง พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากแนวปฏิบัติในการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับ ที่เป็นเสมือนการทำผิดในการวิจัยอย่างหนึ่ง 
อย่างไรก็ดี ทั้งสามรูปแบบของการทำผิดในการวิจัยนี้ก็ยากแก่การพิสูจน์ว่าเป็นการกระทำโดยตั้งใจหรือไม่ เพราะบางคนอาจแก้ตัวว่า มันคือความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดี ในวงการวิทยาศาสตร์จะเป็นต้องควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะการกระทำเหล่านี้จะสร้างผลกระทบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียเวลา การทำลายชื่อเสียง การสร้างความรู้สึกของการถูกทรยศ   รวมถึงสร้างผลกระทบทางลบต่อคนในวงการ ทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนอีกด้วย

การแต่งข้อมูลในข้อเสนอขอทุนวิจัย

Vijay เรียนจบปริญญาโทปีแรก และกำลังสมัครเข้าโครงการ predoctoral fellowship  ของ   National Science Foundation เขาได้ส่งงานวิจัยที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ และรายงานไปว่า ทำเสร็จแล้ว เพื่อให้ทันเวลาก่อนปิดรับสมัคร โดยในการสร้างหลักฐานปลอมเพื่อส่งไปยังหน่วยงาน หลังจากนั้น หน่วยงานได้สอบถามมายังคณะที่เขาเรียน เมื่อเรื่องจริงปรากฏขึ้น เขาจึงถูกไล่ออกจากโครงการที่กำลังศึกษาอยู่
  1. คุณคิดว่ามีนักวิจัยที่มักอ้างสถานะของงานวิจัยที่เกินจากที่เป็นอยู่บ่อยๆ หรือไม่
  2. คุณคิดว่าทางคณะควรไล่เขาออกเพราะการกล่าวอ้างถึงสถานะของงานวิจัยที่เกินจริงหรือไม่
  3. ถ้าเขาไปสมัครเรียนที่อื่นต่อ สถาบันการศึกษาที่เขาสมัครควรทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือไม่
  4. อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาควรมีความรับผิดชอบในการตรวจสอบก่อนหรือไม่

ใช่การลักลอกผลงานหรือไม่?

Professor Lee กำลังเขียนข้อเสนอเพื่อขอทุนวิจัย ซึ่งมีกำหนดปิดรับสมัครอีก 2 วันข้างหน้า เพื่อให้เขียนเนื้อหาที่เป็นภาพรวมให้เสร็จทันเวลา เขาจึงไปคัดลอกข้อความที่ผู้อื่นเขียนมาใส่ในข้อเสนอการวิจัยของตนเอง โดยคัดลอกข้อความเป็นประโยคๆ ที่คนอื่นสรุปมา และก็ใส่อ้างอิงสำหรับประโยคที่ลอกมานั้น
ดังนั้นจึงเกิดคำถามตามมาว่า
  1. การคัดลอกประโยคของผู้อื่นมา โดยที่ไม่มีการเชื่อมโยงใดๆ กับงานวิจัยก่อนหน้า เข้าข่ายการลักลอกงานวิจัยหรือไม่
  2. การอ้างอิงเพียงเท่านี้ เป็นการให้เครดิตเจ้าของผลงานที่เพียงพอหรือไม่

การตอบสนองต่อการไม่ปฏิบัติที่น่าสงสัยว่าจะไม่ตามมาตรฐานทางวิชาชีพ

วิทยาศาสตร์เป็นวงการที่มีการวางกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมตนเอง แม้ว่าภาครัฐจะมีบทบาทในการเข้ามากำกับดูแลการวิจัย แต่ภายในวงการวิจัยก็กลายเป็นแหล่งที่มาของมาตรฐานและแนวปฏิบัติเพื่อให้นักวิจัยดำเนินการตาม ทั้งนี้ การวางกฎระเบียบเพื่อควบคุมภายในนั้นจะช่วยให้เกิดความมั่นใจว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานวิชาชีพจะถูกสร้างขึ้นโดยผู้ที่มีประสบการณ์และมีคุณวุฒิ และในการนำมาปรับใช้ในทางปฏิบัตินั้น นักวิจัยก็จะต้องมีการกระตุ้นเตือนเพื่อนร่วมงานให้เขาปฏิบัติตามด้วย และอาจแจ้งให้ผู้อื่นทราบเมื่อพบเห็นใครที่กำลังฝ่าฝืนมาตรฐานทางวิชาชีพและแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้

แต่การตัดสินเกี่ยวกับพฤติกรรมการฝ่าฝืนมาตรฐานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความผิดปกติที่เกิดจากการทำวิจัยมันเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งบางครั้งก็อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ หรือบางครั้งก็เป็นการรายงานเพื่อกลั่นแกล้งกันซึ่งมีให้เห็นในอดีตบ่อยๆ แม้ว่าจะมีกฎที่ห้ามไม่ให้มีการตอบโต้หรือรายงานเพื่อกลั่นแกล้งกันก็ตาม อีกทั้งการกล่าวหาใครสักคนว่ามีพฤติกรรมการวิจัยที่ไม่รับผิดชอบก็มักส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายตามมา อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีความยาก แต่นักวิจัยก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำเมื่อพบเห็นว่าเพื่อนร่วมงานของตนกำลังทำผิด
การทำผิดในการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งข้อมูลขึ้นมา การดัดแปลง หรือการลักลอกงานวิจัย มีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบต่อวงการวิทยาศาสตร์ให้มีระบบการกำกับดูแลที่อ่อนแอลง ลดความเชื่อมั่นของสาธารณชนเกี่ยวกับความมีจริยธรรมในวงการวิทยาศาสตร์ และจะลดทอนประโยชน์ที่ควรจะได้จากการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย จึงทำให้หลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการวิทยาศาสตร์ หรือคนในสังคม พยายามปกป้องคุณค่าพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ไว้ สถาบันวิจัยหลายๆหน่วยงานที่ได้รับทุนวิจัยจากรัฐก็จะต้องมีนโยบายและกระบวนการในการสอบสวนและรายงานพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัย เพื่อให้นักวิจัยตระหนักรู้และปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว
ในส่วนของการตอบสนองต่อพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัยของแต่ละหน่วยงานจะมีความแตกต่างกัน เพราะมีการนิยามพฤติกรรมที่เข้าข่าย การแต่งข้อมูล การดัดแปลงข้อมูล และการลักลอกงานวิจัย ที่แตกต่างกัน นอกจากการกระทำทั้งสามประเภทแล้ว หน่วยงานต่างๆ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ควรที่จะกระตุ้นไม่ให้เกิดการปฏิบัติที่เรียกว่า questionable research practices (QRPs) ด้วย โดยใช้วิธีที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งมีอยู่มากมาย และหน่วยงานต้องมีหน้าที่ที่จะระบุว่า QRPs ไหนที่สุ่มเสี่ยงเพียงพอที่ควรจะต้องหามาตรการลงโทษ แต่วิธีการที่จะระบุ QRPs ก็ควรที่จะต้องแตกต่างไปจากการพิจารณาเรื่องการทำผิดในการวิจัยปกติ อีกทั้งสาขาวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันก็ควรต้องนิยาม QRPs ในรูปแบบที่ต่างกันไปด้วย
ที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่แวดล้อมการฝ่าฝืนมาตรฐานก็มักจะแตกต่างกันไปมาก จนทำให้ต้องสร้างระบบการตรวจสอบในประเด็นต่างๆ ที่ชัดเจนว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ข้อสงสัยว่ามีการทำผิดควรที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาในรูปของคำถามมากกว่าข้อกล่าวหา และในทำนองเดียวกัน การแสดงออกถึงความกังวลและให้มีการชี้แจงจะดีกว่าการตั้งข้อกล่าวหาเลย นอกจากนี้ การตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมในการวิจัยก็ควรจะมีวัตถุประสงค์ที่ชัด มีความเป็นธรรม และไม่มีอคติเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นไปได้ว่า ควรจะมีการพูดคุยกับผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยก่อน เพราะบางครั้งข้อสงสัยมันอาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี ในการตั้งข้อสงสัยและการพูดคุยเพื่อค้นหาความจริงก็ควรจะต้องมุ่งเน้นการรักษาความลับของงานวิจัยด้วย
หลายๆ หน่วยงานของรัฐบาลกลางขนาดใหญ่ในสหรัฐได้กำหนดนโยบายที่ให้สถาบันวิจัยต้องจัดให้มี the research integrity officer เพื่อทำหน้าที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับสถานการณ์ที่น่าสงสัยว่าจะเป็นการทำผิดในการวิจัย เพื่อให้ผู้ร้องเรียนกล้าที่จะเข้าไปร้องเรียนโดยตรงต่อหน่วยงานนั้น โดยจะต้องมีการแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วน คือ การไต่สวนเบื้องต้นเพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ และการสอบสวนเพื่อหาข้อสรุปและตัดสินใจที่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องถูกออกแบบให้มีความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา มีการปกป้องผู้ที่ร้องเรียน และต้องมีการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานให้ทุนด้วย ทั้งนี้ ในการออกแบบแบบจำลองในการดำเนินการของกระบวนการดังกล่าวสามารถประยุกต์จาก แนวทางที่กำหนดโดย the Department of Health and Human Services Office of Research Integrity

Treatment of Misconduct by a Journal
การปรากฏขึ้นของเทคโนโลยี stem cell เป็นประเด็นร้อนในช่วง 1995-2005 สร้างแรงกดดันให้นักวิทยาศาสตร์เข้ามาฉวยโอกาสของความก้าวหน้านี้ในการทำวิจัย จนทำให้มีการทดลองการโคลนนิ่งสิ่งมีชีวิตหลากหลาย ตั้งแต่แกะ ไปจนถึงมนุษย์
ในปี 2005 ทีมวิจัยจาก Seoul National University นำโดย Hwang Woo-Suk รายงานเกี่ยวกับการโคลนนิ่งสุนัข จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการวิจัยด้าน stem cell ที่โดดเด่นในเกาหลี ต่อมาทีมนักวิจัยก็พยายามทำโครงการโคลนนิ่งจากตัวอ่อนมนุษย์ และก็มีการตีพิมพ์งานวิจัยออกมา
ไม่กี่สัปดาห์หลังงานวิจัยถูกเผยแพร่ ก็มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเซลล์ไข่ที่ใช้ในการทดลอง รวมทั้งมีการเข้าไปค้นหาการทำผิดในการงานวิจัยในหลายๆเรื่อง สุดท้ายก็พบว่า นักวิจัยในทีมได้กระทำการวิจัยที่หลอกลวง มีการแต่งข้อมูลขึ้นมาเอง
และจากเหตุการณ์นั้น ก็ทำให้การทำวิจัยด้าน stem cell ไม่ก้าวหน้าต่อไป และส่งผลกระทบให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากในการวิจัยครั้งนี้ รวมทั้งทรัพยากรในการวิจัยของคนอื่นที่พยายามต่อยอดงานวิจัยนี้ นอกจากนี้ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อสาขาการวิจัย และนำไปสู่แรงกดดันให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบใหม่เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของสาขาการวิจัยนี้

การวิจัยที่มีมนุษย์และสัตว์เป็นส่วนหนึ่งในการทดลอง

นักวิทยาศาสตร์คนใดก็ตามที่ดำเนินการวิจัยที่อาศัยมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งในการทดลองมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการปกป้องสวัสดิภาพของผู้ที่ถูกทดลองตามกฎระเบียบที่บัญญัติโดยรัฐบาลกลาง รัฐ และท้องถิ่นในสหรัฐ และตามข้อบังคับของแต่ละกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งกฎระเบียบเหล่านี้ได้ถูกออกแบบเพื่อทำให้มั่นใจว่าความเสี่ยงต่อผู้ที่ถูกทดลองจะลดลงเหลือน้อยที่สุด และเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าต่อการสร้างประโยชน์จากการวิจัยให้เกิดขึ้น  ดังนั้น  ผู้วิจัยที่เข้าข่ายดังกล่าวต้องแสดงหนังสือยินยอมของผู้ที่เข้าร่วมเป็นผู้ถูกทดลองในการวิจัย ที่สอดคล้องกับกฎระเบียบที่ชื่อว่า  The Common Rule lay out requirements for research involving human participants โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวได้ระบุถึงประเภทการวิจัยใดที่เข้าข่ายต้องมีหนังสือแสดงความยินยอม วิธีการ และกระบวนการที่จำเป็น ตลอดจนระบุให้ต้องมีการฝึกอบรมนักวิจัยก่อนดำเนินการวิจัยจริงอีกด้วย 

ทั้งนี้ งานวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลางที่เกี่ยวกับการทดลองในมนุษย์จะต้องถูกตรวสอบและต้องได้รับความเห็นชอบโดยคณะกรรมการที่เรียกว่า Institutional Review Boards (IRBs) โดย IRBs จะเห็นชอบกับโครงการหรือไม่นั้นมีเกณฑ์พิจารณาที่สำคัญ คือ การสอดคล้องกับกฎที่เรียกว่า Common Rule นอกจากนี้ IRBs ยังต้องติดตามเพื่อทบทวนการวิจัยในระหว่างดำเนินการ การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจสร้างผลกระทบทางลบ รวมทั้งตรวจสอบความขัดแย้งของผลประโยชน์ ซึ่งระบบดังกล่าว ไม่เพียงแต่ผู้รับทุนจากรัฐบาลกลางที่จะต้องดำเนินการเท่านั้น แต่รวมถึงทุนจากหน่วยงานอื่นๆ ก็เช่นกัน และนโยบายเหล่านี้ยังถูกนำไปปรับใช้ในหน่วยงานของประเทศอื่นๆ ด้วย
อย่างไรก็ดี การวิจัยที่มีมนุษย์เข้ามามีส่วนร่วมได้ทำให้เกิดคำถามตามมาคือ

  • ควรมีใครที่จะถูกถามให้เข้าร่วมในการวิจัยที่มีความเสี่ยงต่อตัวพวกเขาเองในขณะที่ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนที่ชัดเจนให้พวกเขาหรือไม่
  • ควรมีการปรับหนังสือยืนยอมให้สอดคล้องกับคนแต่ละกลุ่มที่มีความแตกต่างกันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น เด็ก นักโทษ ผู้ป่วยทางจิต คนที่ไร้การศึกษา และคนกลุ่มอื่นๆ ที่มีความอ่อนไหวสูง
  • ควรสร้างข้อกำหนดเดียวกันแล้วนำไปบังคับใช้กับการวิจัยในพื้นที่อื่นๆ ของโลกหรือไม่ หรือควรมีมาตรฐานที่มีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่หรือไม่ ในส่วนของการใช้สัตว์ในการวิจัยก็มีกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นกัน โดยในสหรัฐมีกฎหมายที่เรียกว่า พระราชบัญญัติสวัสดิภาพสัตว์ ที่มีบทบัญญัติว่า “to insure that animals intended for use in research facilities . . . are provided humane care and treatment.” และในส่วนของหน่วยงานด้านสาธารณสุขก็มีนโยบายเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ที่ใช้ทดลองเช่นกัน ซึ่งครอบคลุมไปถึงทุกๆโครงการวิจัยที่มีสัตว์เป็นตัวทดลองที่ได้รับทุนจาก National Institutes of Health โดยจะกำหนดให้หน่วยงานที่รับทุนวิจัยต้องวางมาตรการที่จะให้มีการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากสัตว์ที่เหมาะสม รวมถึงมีการฝึกอบรมนักวิจัย และมีการทดสอบทางชีววิทยา ซึ่งนโยบายเกี่ยวกับงานวิจัยด้านนี้อิงอยู่กับสองกฎหมายหลักๆ ทั้ง พระราชบัญญัติสวัสดิภาพสัตว์ และ แนวทางในการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลอง ( the Guide for the Care and Use of Laboratory Animals) โดยเอกสารที่เกี่ยวข้อง
    ทั้งนี้ แนวทางสำหรับนักวิจัยที่ใช้สัตว์ในการทดลองที่นักวิจัยต้องยึดถือเพื่อปฏิบัติอาจแบ่งออกได้เป็นสามแนวทางใหญ่ๆ ที่เรียกว่า 3R ได้แก่

(1) Reduction คือ การลดจำนวนสัตว์ที่ใช้ในการทดลองให้น้อยลง
(2) Refinement คือ การตรวจสอบกลั่นกรองกระบวนการทำวิจัยเพื่อเทคนิคการทำวิจัยที่ลดความตึงเครียด/เจ็บปวดของสัตว์ให้มากที่สุด
(3) Replacement คือ การปรับเปลี่ยนสิ่งที่ใช้ในการทดลองไปสู่สิ่งที่ไร้ความรู้สึก แทนสัตว์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตจิตใจ

ดังนั้น ใครก็ตามที่จะทำวิจัยที่สัตว์เป็นตัวทดลองจำเป็นต้องได้รับการให้ความรู้และอบรมให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์เหล่านี้ 
ทั้งกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ และนโยบายเกี่ยวกับการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลอง กำหนดให้หน่วยงานวิจัยต้องมีคณะกรรมการที่เรียกว่า  Institutional Animal Care and Use Committees (IACUCs)  ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสัตว์ รวมทั้งคณะกรรมการอื่นๆที่มาจากภาคประชาชน ที่มีหน้าที่ในการทวนสอบและพิจารณาเห็นชอบข้อเสนอขอทุนวิจัยที่ใช้สัตว์ในการทดลอง ตรวจสอบโครงการที่เกี่ยวกับการดูแลสัตว์ รวมทั้งมีหน้าที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สัตว์ในการทดลอง ซึ่งในปัจจุบัน the American Association for the Accreditation of Laboratory Animal Care accredit research institutions   ได้นำกฎระเบียบดังกล่าวมาปรับใช้เสมือนแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานขององค์กร  

การทดสอบกับนักเรียน

Antonio กำลังศึกษาวิธีการเพิ่มความสามารถในการจดจำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์สาขาจิตวิทยา  เขาได้ประยุกต์ใช้วิธีการทดลองที่เรียกว่า  interactive Web-based instructional modules แล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนในชั้นเรียนของเขา  (ซึ่งในขณะที่ทดสอบเขาเป็นผู้ช่วยสอน) เขาคาดว่านักเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมในการทดลองน่าจะมีผลการเรียนที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วม

หลังจากทดสอบแล้ว เขาก็ได้นำผลการวิจัยมาเผยแพร่ในงานประชุมวิชาการ เพื่อหวังว่าเขาจะได้รับเครดิตในการทำงานด้านวิชาการที่ดีขึ้นหลังจากเรียนจบปริญญาเอก
จึงเกิดคำถามตามมาว่า

  • เขาควรที่จะไปขออนุญาต IRB ก่อนจะดำเนินการหรือไม่ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีมนุษย์เป็นตัวทดลอง
  • เขาควรบอกอะไรบ้างแก่นักเรียนก่อนการทดลอง
  • เขาจำเป็นต้องมีหนังสือขอความยินยอมหรือไม่

ความปลอดภัยในการวิจัยในห้องแลบ

นอกจากกฎระเบียบเกี่ยวกับสวัสดิภาพคนและสัตว์ในการทดลองแล้ว รัฐบาลกลางสหรัฐและแนวปฏิบัติของวิชาชีพยังมีข้อกำหนดที่ครอบคลุมถึงประเด็นอื่นๆ ในการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินทุนวิจัย การเผยแพร่ผลการวิจัย การจัดการกับวัสดุอุปกรณ์ที่อันตราย และความปลอดภัยในห้องแลบ

ในสองประเด็นสุดท้ายนั้นมักถูกมองข้ามในการวิจัย แต่กลับมีอุบัติเหตุในห้องแลบที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอยู่ต่อเนื่องเช่นกัน ที่ผ่านมามีลูกจ้างราวครึ่งล้านในสหรัฐต้องมีบทบาทในการจัดการวัสดุทางชีวภาพที่อันตราย และอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ในเดือนมีนาคมปี 2006 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่ National Institute of Higher Learning in Chemistry ในฝรั่งเศส ซึ่งคร่าชีวิตนักวิจัยและสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าถึง 130 ล้านเหรียญ ดังนั้น นักวิจัยควรทบทวนข้อมูลและกระบวนการการทำวิจัยในประเด็นเรื่องความปลอดภัยอย่างน้อยปีละครั้ง และสร้างบัญชีรายชื่อของแต่ละกิจกรรมเพื่อตรวจสอบทีละประเด็น ดังนี้

  • การใช้อุปกรณ์และเสื้อผ้าป้องกันที่เหมาะสม
  • การจัดการวัสดุอุปกรณ์ในห้องแลบที่ปลอดภัย
  • กระบวนการใช้เครื่องมือในการทดลองที่ปลอดภัย
  • การกำจัดวัสดุอุปกรณ์ที่ปลอดภัย
  • การระบบการจัดการและระบบการตรวจสอบในเรื่องความปลอดภัย
  • มีกระบวนกรประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย
  • มีระบบการขนส่งอุปกรณ์ระหว่างห้องแลบที่ปลอดภัย
  • ออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัย
  • ระบบการตอบสนองต่อปัญหาเร่งด่วน
  • มีการให้ความรู้บุคลากรก่อนเข้ามาทำงานในแลบ
  • กฎระเบียบของภาครัฐที่สามารถปฏิบัติได้จริง

การเผยแพร่ผลการวิจัย

ในศตวรรษที่ 17 นักวิทยาศาสตร์หลายๆคนมักเก็บผลงานที่ตนเองคิดค้นได้เป็นความลับเพื่อไม่ให้ผู้อื่นนำไปอ้างสิทธิในผลงานของตน ที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของไอแซค นิวตัน ที่ไม่ได้นำเสนอผลการค้นพบต่อบุคคลอื่นเพราะกลัวว่าคนอื่นจะแอบอ้างไปเป็นผลงานของตนเอง  
Henry Oldenburg ซึ่งเป็นเลขาธิการของหน่วยงาน Royal Society of London เป็นผู้ริเริ่มแนวทางในการส่งต้นฉบับของงานวิจัยไปตีพิมพ์โดยมีระบบ Peer review และกลายมาเป็นวิธีการเผยแพร่งานวิจัยที่สำคัญ ซึ่งในการตีพิมพ์จะยึดถือหลักการสำคัญคือ คนแรกที่ค้นพบ ไม่ใช่คนแรกที่ตีพิมพ์ เพื่อให้เครดิตของผลงานวิจัยแก่ผู้ที่ค้นพบเป็นคนแรก และเมื่อมันถูกตีพิมพ์ก็เท่ากับคนอื่นๆ สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ผู้ที่หยิบบางส่วนของงานวิจัยของผู้อื่นไปใช้ก็ต้องอ้างอิงเพื่อให้เครดิตแก่ผู้ค้นพบด้วย อย่างไรก็ดี มันก็มีบางครั้งที่นักวิจัยไปนำไอเดียจากงานวิจัยอื่นมาปรับใช้โดยปราศจากการให้เครดิตเจ้าของงาน
นอกจากนี้ การอ้างอิงงานของบุคคลอื่นมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่หลายๆการอ้างอิงกลับมีความผิดพลาดเยอะมาก ไม่เพียงแค่การสะกดผิด  แต่ยังมีเขียนหัวข้อเรื่องผิด เขียนปีผิด และเลขหน้าผิด และในบางครั้งการอ้างอิงกลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นในงานวิจัยเลย นอกจากนี้การอ้างอิงในบางกรณีกลับกล่าวถึงสิ่งที่งานวิจัยที่ใช้อ้างอิงเขียน แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้องก่อนหน้า ดังนั้น     การมี peer review ที่มีความรับผิดชอบจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเลี่ยงปัญหาดังกล่าว

ดังนั้นในการอ้างอิงควรมีการดำเนินการอย่างเหมาะสมและระมัดระวัง และนักวิจัยควรอ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนเพื่อให้ทราบความเชื่อมโยงของแต่ละงาน รวมทั้งงานวิจัยชิ้นแรกที่เป็นที่มาของความรู้ต่างๆ ที่มีการนำมาอ้างอิงต่อๆ กันมา และนอกเหนือจากการตีพิมพ์ในวารสารเพื่อเผยแพร่ผลงานแล้ว นักวิจัยก็ยังมีทางเลือกอื่นๆที่สามารถเผยแพร่สิ่งที่ตนคิดค้น เช่น งานสัมมนาวิชาการ การประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ควรกระทำเบื้องต้นก่อนการตีพิมพ์ผลงานเป็นทางการด้วยซ้ำ เพราะนักวิจัยจะได้ทราบถึงข้อคิดเห็นของผู้อื่นที่มีต่องานวิจัยของตน และสามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้งานวิจัยมากขึ้น ซึ่งในยุคของเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมที่ก้าวหน้ายิ่งทำให้นักวิจัยมีช่องทางในการเผยแพร่งานวิจัยรวดเร็วขึ้นและกว้างขวางขึ้น โดยในบางส่วนของงานวิจัยสามารถนำไปเผยแพร่ได้เลย เช่น ข้อมูลดิบ โมเดลที่ใช้ในการประมวลผล รวมถึงงานวิจัยฉบับร่าง ซึ่งสามารถเผยแพร่ได้ก่อนการส่งให้ peer review อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่งานวิจัยโดยเลี่ยงกระบวนการกำกับดูแลการตีพิมพ์ที่มีมาตรฐานชัดเจนนั้นอาจทำให้ทำลายแบบแผนที่ดีของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพราะ Peer review จะมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแนวทางที่มีคุณค่ามากขึ้นที่นักวิจัยจะนำไปปรับปรุงคุณภาพงานวิจัยของตน ดังนั้น งานวิจัยที่การตีพิมพ์เผยแพร่ไม่ได้ผ่านกระบวนการ peer review ย่อมจะมีความน่าเชื่อถือที่ลดลง ทั้งนี้ มีเหตุผลสำคัญที่ตอบคำถามที่ว่า ทำไมนักวิจัยควรที่จะต้องยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลให้แก่สาธารณชนในรูปแบบอื่นๆ ก่อนการส่ง peer review นั่นเพราะถ้าการตีพิมพ์ที่อื่นในขณะที่การวิจัยยังไม่มีความเหมาะสม (เพราะไม่มีกระบวนการของ peer review) จะลดความน่าเชื่อถือของงานวิจัยลง และทำให้ความเชื่อมั่นในวงการวิทยาศาสตร์ลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ การตีพิมพ์ผลงานที่อื่นโดยไม่ระวังอาจทำให้บางวารสารถือเป็นการตีพิมพ์ซ้ำอีกด้วย
ซึ่งในบางครั้ง นักวิจัยถูกลวงให้ส่งงานวิจัยเดียวกันไปตีพิมพ์สองที่ แม้ว่าวารสารและวงการวิชาการส่วนใหญ่จะห้ามการกระทำนั้น พวกเขาก็อาจจะตีพิมพ์ผลในรูปของ “least publishable units” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งตีพิมพ์ที่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะตีพิมพ์ แต่ไม่เพียงพอที่จะนำเสนอเรื่องราวเต็มรูปแบบของโครงการวิจัย การทำในลักษณะนี้เป็นการสร้างความสูญเสียในเวลาและทรัพยากรของบรรณาธิการ ผู้อ่าน และผู้รีวิว และทำให้เกิดต้นทุนต่อองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ด้วย นอกจากนี้มันอาจจะทำให้เกิดประสิทธิผลที่ต่ำลง ดังนั้น การสร้างความมีคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์จึงมีความสำคัญ ในบางหน่วยงานวิจัยและรัฐบาลกลางจึงมีนโยบายในการจำกัดจำนวนหน้าของการตีพิมพ์

ความเป็นเจ้าของผลงาน และการจัดสรรเครดิตให้ผู้ร่วมงานวิจัย

เมื่องานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ รายชื่อของผู้ที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยจะบ่งชี้ว่าใครมีส่วนในการทำงานบ้าง  อย่างไรก็ดี ข้อตกลงในการเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของผลงานนั้นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสาขาการวิจัยหรือข้อบังคับของแต่ละพื้นที่  ในบางข้อบังคับ ชื่อของผู้นำทีมวิจัยอาจจะอยู่ท้ายสุด แต่ในบางกรณีก็เขียนเป็นชื่อแรก  ในบางสาขาของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ชื่อของที่ปรึกษาจะไม่ค่อยปรากฏในสิ่งตีพิมพ์ ในขณะที่สาขาอื่นๆ จะมีการใส่รายชื่อของที่ปรึกษาด้วย  ในบางกลุ่มของการวิจัยจะมีการเขียนชื่อตามลำดับอักษร อย่างไรก็ดี หลายๆวารสารหรือหลายๆกลุ่มวิชาชีพก็จะมีการสร้างแนวทางในการเขียนรายชื่อเจ้าของผลงานในรูปแบบต่างๆ กัน
ในบางครั้ง การตัดสินใจว่าใครคือเจ้าของผลงานบ้างนั้นอาจไม่สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนในตอนเริ่มโครงการ และอาจต้องกำหนดรายชื่อเมื่อสิ้นสุดโครงการวิจัยแล้ว โดยเฉพาะในการวิจัยที่เป็นสหวิชาการที่มีลักษณะของการเข้ามามีส่วนร่วมของคนต่างสาขาวิชาชีพกัน หรือที่เรียกว่า interdisciplinary collaborations หรือ multigroup projects โดยผู้ที่เข้ามาร่วมทำงานวิจัยจากหลายกลุ่มก็จะคุ้นเคยกับแบบแผนในสาขาของตนเอง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดของการแบ่งสรรเครดิตการทำวิจัย คือ การบันทึกชื่อแต่ละคนและแบ่งปันเครดิตระหว่างคนที่เข้ามาร่วมงานกันแต่ละคน

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ ประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการให้น้ำหนักว่าใครมีเครดิตในงานวิจัยมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร โดยนักวิจัยที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันโครงการวิจัยให้ก้าวหน้านับเป็นผู้ที่ควรได้รับเครดิตสูงสุด ในขณะที่นักวิจัยที่ถูกทาบทามเข้ามาร่วมในภายหลังจะได้รับน้อยกว่าแม้ว่าคนที่มาทีหลังจะลงแรงในการทำงานวิจัยมากกว่าก็ตาม ในทำนองเดียวกัน นักวิจัยที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการก็ควรได้รับเครดิตมากกว่าผู้ที่ทำงานในโครงการเฉยๆ นอกจากนี้ นักวิจัยที่มีส่วนในการสร้างไอเดียใหม่ๆให้แก่งานวิจัยก็ควรจะได้รับการจัดสรรเครดิตที่สูงกว่าด้วย ทั้งนี้ ในบางครั้งที่ชื่อของบางคนเข้าอยู่ในบัญชีรายชื่อของเจ้าของผลงานแต่กลับไม่ได้ทุ่มเทใดๆ ให้กับการทำงานมากนัก แม้ว่าจะใส่ชื่ออยู่ในส่วนของ “honorary,” “guest,” “gift” ก็อาจจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด และให้น้ำหนักกับผู้ที่ทุ่มเทในงานมากน้อยลงไปด้วย ซึ่งผู้ที่กำกับดูแลสิ่งตีพิมพ์ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใส่ชื่อที่ไม่เหมาะสมในลักษณะนี้ นอกจากนี้ ยังมีกรณีของการใส่ชื่อบุคคลที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมใดๆเลยและไม่มีใครรู้จักในรายชื่อเจ้าของผลงานด้วย ซึ่งเป็นกระทำที่น่าตำหนิอย่างยิ่ง
ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์งานวิจัยจึงมีนโยบายบุคคลที่จะมีชื่อร่วมในผลงานต้องเป็นผู้ที่มีส่วนในการสร้างผลงานที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบงานวิจัย การวิเคราะห์และแปลผล การร่างรายงานวิจัย แต่สำหรับผู้ที่อำนวยความสะดวกต่อการทำงาน เช่น การจัดหาพื้นที่สำหรับทำงานอาจจะไม่เพียงพอที่จะให้ผู้นั้นมีรายชื่อเป็นเจ้าของผลงาน แต่อาจจะใส่ชื่อในส่วนของ footnote หรือใส่ชื่อในส่วนของการแสดงความขอบคุณเท่านั้น
นอกจากนี้ การใส่ชื่อเจ้าของผลงานยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง ซึ่งการใส่ชื่อของเจ้าของผลงานที่เหมาะสมจะแสดงถึงความมีสามัญสำนึกที่จะรับผิดชอบต่องานวิจัยและยังสร้างเครดิตให้แก่ผู้ที่ทำงานวิจัยด้วย เมื่องานวิจัยถูกพบว่ามีข้อผิดพลาด ผู้ที่มีรายชื่อในการเป็นเจ้าของผลงานก็ต้องเข้ามีส่วนร่วมรับผิดชอบทุกคน จะอ้างว่ามีส่วนในการทำเพียงเล็กน้อยไม่ได้ อย่างไรก็ดี การกระจายความรับผิดชอบก็อาจจะมีความยากในกรณีของงานวิจัยร่วมระหว่างหลายสาขาวิชาชีพ เพราะนักวิจัยจากสาขาหนึ่งอาจจะกล่าวว่าพวกเขาไม่มีภาระที่ต้องร่วมรับผิดชอบในบางส่วนของงานที่ที่ไม่ใช่ส่วนของสาขาของเขา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ทุกๆคนจะต้องรับผิดชอบในทุกๆ ส่วนของงานวิจัย ซึ่งบางครั้งอาจแก้ปัญหาโดยให้ผู้อื่นช่วยตรวจสอบงานวิจัยที่อยู่นอกเหนือจากส่วนของเขาเพื่อสร้างความมั่นใจว่างานจะออกมาถูกต้อง ทั้งนี้ ในบางงานวิจัยก็อาจจะมีวิธีแก้ปัญหาการแบ่งภาระรับผิดชอบโดยการเขียน footnote กำกับว่า ผู้วิจัยแต่ละคนรับผิดชอบในส่วนไหนให้ชัดเจน

ทรัพย์สินทางปัญญา

การค้นพบโดยผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะคุณค่านักวิจัยเองที่จะได้รับความรู้ใหม่ที่ก้าวหน้ามากขึ้น หรือต่อภาครัฐที่จะนำไปปรับใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ดีขึ้น หรือต่อภาคอุตสาหกรรมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ  ดังนั้น นักวิจัยควรที่จะต้องมีความตระหนักถึงคุณค่าเหล่านี้ และควรรู้ถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งควรรู้ว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างไร และควรต้องสร้างความคุ้นเคยกับกฎระเบียบที่ช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมและการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมอีกด้วย

ในบางกรณี ประโยชน์ที่เกิดจากความรู้ใหม่ๆก็จำเป็นต้องมีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะโดยผ่านสิทธิบัตร หรือลิขสิทธิ์ หรือโดยการเก็บความรู้ใหม่ๆ ไว้เป็นความลับทางการค้า โดยทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นเสมือนสิทธิทางกฎหมายในการควบคุมการนำความรู้จากการวิจัยไปใช้ในบริบทเฉพาะ หรือการควบคุมนำความรู้จากการวิจัยไปเผยแพร่ ทั้งสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างกลไกทางกฎหมายที่จะช่วยเข้าถึงความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของภาคเอกชนกับผลประโยชน์สาธารณะ และมันยังช่วยให้นักวิจัย องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร และบริษัทต่างๆ ได้รับสิทธิในการแสวงหากำไรจากความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
ในส่วนของสิทธิบัตรนั้น เจ้าของสิทธิบัตรสามารถปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของเขาที่เกิดจากการคิดค้น โดยกฎหมายสิทธิบัตรจะช่วยให้คนอื่นไม่สามารถเข้ามาทำเลียนแบบ หรือ ใช้ประโยชน์ หรือ นำไปขาย นักวิจัยที่ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสิทธิบัตรอาจจะมีหน้าที่สำคัญต่อผู้ให้ทุนสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการใช้โน้ตบุ๊กเฉพาะสำหรับโครงการ การไม่เปิดเผยข้อมูลในการวิจัย ซึ่งในสหรัฐได้มีกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิบัตรที่มีข้อกำหนดชัดเจนเกี่ยวกับนิยามของผู้ประดิษฐ์ ซึ่งต้องมีชื่ออยู่ในสิทธิบัตรนั้น
ในส่วนของลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่มีความโดดเด่นมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีด้านดิจิตอลมีบทบาทมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีดิจิตอลที่พัฒนาขึ้นทำให้สามารถคัดลอกและกระจายข้อมูลได้ง่ายขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยลิขสิทธิ์จะช่วยปกป้องการแพร่กระจายของความรู้ใหม่ๆ แต่ก็มิได้ปกป้องตัวความรู้ใหม่โดยตรง ดังนั้น เมื่อนักวิจัยเขียนงานวิจัยหรือหนังสือ ลิขสิทธิ์ก็จะเข้าช่วยปกป้องในส่วนของข้อความและภาพต่างๆ ในสิ่งพิมพ์ แต่อย่างไรก็ดี บุคคลอื่นก็สามารถนำไอเดียในการทำวิจัยไปปรับใช้ในงานวิจัยของเขาได้ ทั้งนี้ ในการใช้ประโยชน์บางอย่างก็สามารถทำได้ ถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ที่ไม่แสวงหากำไร เช่น การวิจัย หรือการศึกษา แต่สิ่งที่ต้องห้ามก็คือการใช้ไปในทางที่จะลดมูลค่าตลาดของงานวิจัยลง
ในส่วนของความลับทางการค้า มักใช้มากในภาคอุตสาหกรรมเพื่อที่จะเก็บรักษาข้อมูลจากการวิจัยที่มีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างมูลค่าทางการค้า ในกรณีนี้ จึงไม่มีบทบัญญัติใดๆที่เกี่ยวข้องกับการนำไอเดียไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ
ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยส่วนใหญ่ก็ได้มีนโยบายที่ระบุเฉพาะเกี่ยวกับการดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายเหล่านี้จะระบุว่าจะต้องเก็บข้อมูลอย่างไร เก็บรักษาข้อมูลอย่างไร เผยแพร่ข้อมูลอย่างไร และเมื่อไร การถ่ายโอนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร สิ่งที่ค้นพบจะมีการเปิดเผยอย่างไร รวมถึงจะมีการกระจายผลประโยชน์จากสิทธิบัตรอย่างไร อย่างไรก็ดี กฎหมายสิทธิบัตรมีความแตกต่างกันในและประเทศ นักวิจัยจึงจำเป็นต้องนำกฎระเบียบที่แตกต่างกันมาพิจารณาเมื่อต้องร่วมงานกับนักวิจัยในประเทศอื่นในโครงการเดียวกัน บางกรณี นักวิจัยที่ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรมักจะชะลอการตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ ที่ปรึกษาจำเป็นต้องทำให้นักวิจัยเหล่านี้ตระหนักความสำคัญของการตีพิมพ์ผลงานที่มีต่อความก้าวในอาชีพตน และนักวิจัยไม่ควรที่จะชะลอการตีพิมพ์เพื่อซื้อเวลาที่มากจนเกินไปเพื่อปกป้องผลการวิจัยของตน ซึ่งสิ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจว่าการตีพิมพ์ผลงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตร คือ การที่มีหน่วยงานที่เรียกว่า University technology transfer offices ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่กำกับดูแลในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ นโยบายของสถาบันวิจัยบางหน่วยงานก็อาจจะไม่ได้ระบุถึงประเด็นในเรื่องดังกล่าว หรือบางหน่วยงานก็อาจจะให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การที่หน่วยงานหรือนักวิจัยจะได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ การแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงการ นักวิจัยจะสามารถใช้ข้อมูลที่หามาในการทำวิจัยเมื่อออไปจากสถาบันได้หรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สถาบันวิจัยจะเป็นเจ้าของข้อมูลที่นำมาใช้ในการวิจัยแม้ว่าจะหามาโดยนักวิจัยก็ตาม แต่ก็อาจจะมีการทำข้อตกลงกันเกี่ยวกับรายละเอียด และนักวิจัยก็อาจจะได้รับสิทธิในการนำข้อมูลที่เขาหามาไปใช้ในการทำงานที่อื่นก็เป็นได้

ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ความรับผิดชอบ และคุณค่า

นักวิจัยมักมีประโยชน์หลากหลายไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์ในเรื่องความคิด ผลประโยชน์ทางการเงิน หรือแม้แต่ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ซึ่งผลประโยชน์ดังกล่าวนั้นมักเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันและบางครั้งก็มีความขัดแย้งกัน  หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น ความขัดกันในผลประโยชน์ ทั้งนี้ ความขัดกันในผลประโยชน์ หมายถึง สถานการณ์ที่นักวิจัยมีความต้องการที่อาจจะถูกแทรกแซงด้วยการคุณค่าในเรื่องวิชาชีพ การจัดการสถานการณ์เพื่อลดปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์จึงมีความสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งความมีจริยธรรมของนักวิจัยและสาขาวิทยาศาสตร์
ความขัดกันในผลประโยชน์เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ นักวิจัยที่ต้องการเริ่มธุรกิจเพื่อนำผลงานวิจัยที่ทำในห้องแลบไปใช้ประโยชน์ทางการค้าก็อาจจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่จะต้องสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าในการศึกษา กับ ผลประโยชน์ทางการค้า ในบางครั้งนักวิจัยก็เลือกที่จะตีพิมพ์ผลงานในกรอบความรู้แคบๆ หลายๆงาน แทนที่จะตีพิมพ์งานวิจัยเต็มรูปแบบที่ประกอบด้วยข้อค้นพบที่สำคัญเพื่อสร้างความก้าวหน้าของวงการวิชาการ  หรือในบางครั้งนักวิจัยก็ตัดสินใจที่จะเน้นผลประโยชน์ทางการเงินโดยขอทุนวิจัยที่เป็นการทำงานในลักษณะงานประจำ มากกว่าที่จะขอทุนที่จะช่วยสร้างความก้าวหน้าในสาขาวิชาชีพ หรือบางครั้งก็อาจจะทำงานวิจัยที่ผลงานที่สร้างขึ้นจะทำให้เขาได้รับโบนัสจากนายจ้างเป็นหลัก ซึ่งการมุ่งที่ผลประโยชน์เชิงตัวเงินก็อาจจะสร้างผลกระทบต่อการออกแบบการวิจัย รวมถึงการตีความ และการนำเสนอ และอาจจะทำลายชื่อเสียงของนักวิจัย ตลอดจนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อวงการวิทยาศาสตร์
นอกจากนี้ ในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวก็เข้ามามีผลกระทบในประเด็นเรื่องความขัดแย้งในผลประโยชน์ จะเห็นได้จากในบางหน่วยงานมีการให้ทุนวิจัยโดยพิจารณาจากคนที่เคยเป็นที่ปรึกษา เคยเป็นนักศึกษาปริญญาโทในกำกับดูแล หรือเป็นเพื่อนร่วมงานวิจัยเก่า ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจให้ทุน  นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมี ความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวระหว่างอาจารย์และนักศึกษาที่มักต้องห้ามในสถาบันการศึกษาเพื่อป้องกันความขัดกันของผลประโยชน์ เมื่อเป็นเช่นนี้ หน่วยงานให้ทุนต่างๆ รวมถึงหน่วยงานจัดทำวารสารจึงมีนโยบายให้นักวิจัยระบุถึงประโยชน์ทางการเงินและความสัมพันธ์ส่วนตัวให้การเสนอขอทุนด้วย ดังนั้น นักวิจัยจึงต้องตระหนักรู้เกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้ และมีความเข้าใจว่าพวกเขามีบทบาทสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้กับวงการวิชาการและชื่อเสียงของวิชาชีพอย่างไร อย่างไรก็ดี ได้มีการสร้างกระบวนการที่ช่วยแก้ปัญหา ความขัดกันของผลประโยชน์  ที่เรียกว่า  a formal review process ซึ่งความขัดแย้งที่สำคัญจะถูกระบุให้ชัดเจนขึ้น เพื่อนำมาเปิดเผยและอภิปรายถกเถียงกัน 
แม้ว่าจะมีแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดกันในผลประโยชน์ แต่ในบางกรณีนักวิจัยที่เข้าร่วมทีมวิจัยก็อาจจะไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว เนื่องจากปัญหาความขัดกันในความรับผิดชอบที่เป็นอีกประเด็นปัญหาหนึ่ง  เช่น ในการที่นักวิจัยที่เป็นนักศึกษาจะต้องทำการตัดสินใจเกี่ยวกับการแบ่งเวลาระหว่างงานวิจัยที่กำลังทำ กับภาระหน้าที่อื่นๆ เป็นต้น ซึ่งการขัดกันในความรับผิดชอบนี้อาจเป็นความขัดแย้งกันระหว่างการที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรให้การทำวิจัยสอดคล้องข้อบังคับ จะทำอย่างไรเพื่อให้เป็นการเคารพในผลประโยชน์/พันธกิจ/ค่านิยมของนายจ้าง หรือทำอย่างไรจึงจะนำเสนอผลการศึกษาให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งความขัดแย้งกันในความรับผิดชอบเหล่านี้เป็นแหล่งที่มาของความตึงเครียดในชีวิตนักวิจัยและอาจสร้างปัญหาต่ออาชีพการงานในอนาคต  ซึ่งในการจัดการภาระรับผิดชอบเหล่านี้เป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่ง แต่ก็มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันความขัดกันของผลประโยชน์ โดยในกรณีของความขัดกันของผลประโยชน์นั้น หน่วยงานด้านวิจัยมีนโยบายที่กำหนดมีการทำแนวทาง/คู่มือเกี่ยวกับความขัดกันของผลประโยชน์ เช่น มีการจำกัดเวลาที่เอาไปทำงานภายนอกคณะ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ยังมีการฝึกอบรมที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการจัดการความขัดกันของความรับผิดชอบ อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญสุดในการจัดการความขัดกันของผลประโยชน์ที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ การระบุถึงความขัดแย้งดังกล่าว ให้ได้ก่อนค่อยเริ่มหาทางจัดการกับมัน
นอกเหนือจากความขัดแย้งกันในความรับผิดชอบและความขัดกันในผลประโยชน์แล้ว ก็ยังมีประเด็นเรื่องคุณค่าและความเชื่อของแต่ละคนที่มักเข้ามาทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการทำวิจัย นักวิจัยบางคนอาจจะมีความเชื่อทางการเมือง วัฒนธรรม ศาสนา และปรัชญาที่แรงกล้าที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ความเชื่อและคุณค่านั้นก็สามารถที่จะทำให้มันอยู่ร่วมกับวิทยาศาสตร์ได้ในบางครั้ง อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ชี้ให้ถึงหลายๆ เหตุการณ์ที่ความเชื่อส่วนบุคคลหรือความเชื่อในสังคมเข้ามาบิดเบือนการทำงานวิจัย เช่น การปฏิเสธระบบความคิดอันเป็นรากฐานของสังคมของพันธุศาสตร์เมนเดเลียนในสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 ได้ทำลายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับชีววิทยาในโซเวียต

ทั้งนี้ ความปรารถนาที่จะทำงานให้ดีเป็นคุณค่าหนึ่งของมนุษย์ ดังนั้น มันจึงเป็นเสมือนการพิสูจน์ว่ามาตรฐานของความซื่อสัตย์และความเป็นกลางจะถูกดำรงรักษาไว้อย่างยั่งยืน ดังนั้น นักวิจัยควรมีใจที่เปิดกว้างต่อการรับรู้ความคิดใหม่ๆ และพยายามในการทดสอบและค้นหาความรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนยอมรับความคิดของผู้อื่นที่อาจขัดแย้งกับข้อมูลที่สังเกตได้

นักวิจัยในสังคม

มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่มากไปกว่าความรับผิดชอบภายในวงการวิทยาศาสตร์เอง แต่นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังต้องมีหน้าที่ที่จะต้องแสดงให้สังคมเห็นถึงว่าจะนำงานวิจัยและความรู้ที่พวกเขาสร้างขึ้นไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร 
นักวิจัยมักมีบทบาทสมมติที่แตกต่างกันในการอภิปรายถึงความรู้ใหม่ๆต่อสังคม พวกเขามักจะนำเสนอความคิดเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญและคำแนะนำต่อหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา บริษัทเอกชน และองค์กรอื่นๆ พวกเขาสามารถเข้าไปมีส่วนในการประเมินผลประโยชน์และความเสี่ยงจากการใช้ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ พวกเขามักจะให้ความรู้แก่นักศึกษา ผู้วางนโยบาย หรือภาคประชาชนเกี่ยวกับประเด็นด้านนโยบายและวิทยาศาสตร์ พวกเขาสามารถลอบบี้ผู้แทนประชาชนหรือเข้าร่วมในการประท้วงทางการเมือง ในบางครั้ง นักวิจัยก็เป็นเสมือนนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ และผลผลิตจากงานของเขาก็เป็นเสมือนปัจจัยนำเข้าที่จะนำไปปรับใช้ในกระบวนการออกแบบนโยบายสาธารณะ  นอกจากนี้ พวกเขาก็ยังมีบทบาทในการเป็นพลเมืองที่มีจุดยืนเหมือนพลเมืองทั่วไปในเวทีสาธารณะ

อย่างไรก็ดี นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีบทบาทในเชิงวิชาชีพที่สำคัญในการดำเนินการและนำเสนอผลการวิจัยที่เป็นกลางและถูกต้องให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าในบางประเด็นที่พวกเขาต้องการสนับสนุนอยู่แล้ว ก็อาจจะถูกผู้อื่นมองว่าขาดความเป็นกลาง แต่นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็มีสิทธิที่จะแสดงความเชื่อมั่นต่อบางสิ่งและทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม กิจกรรมเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจุดยืนในสิ่งที่เขาเชื่อมั่น
คุณค่าซึ่งวิทยาศาสตร์ได้ยึดมั่น รวมถึง ความซื่อสัตย์ ความเป็นธรรม การเป็นกัลยาณมิตร และการเปิดกว้าง เป็นเสมือนแนวทางในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันรวมถึงในการทำงานวิจัยด้วย คุณค่าเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ที่ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์สามารถสร้างผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ มีประสิทธิผล และสร้างสรรค์ที่มากขึ้น

ภาคผนวก
การอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีศึกษาต่างๆ
การเปลี่ยนแผน A CHANGE OF PLANS (Page 5)

ความแตกต่างในความคิดเห็นเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์มักจบด้วยความตึงเครียดระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา ดั้งนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดีระหว่างกันตลอดช่วงเวลาการวางแผนการทำวิทยานิพนธ์  ทั้งนี้ ควรมีการประชุมร่วมกันบ่อยๆ เพื่อทบทวนความก้าวหน้าและหารือถึงสิ่งที่จะทำต่อในอนาคต อย่างไรก็ดี ถ้าหากนักศึกษารู้สึกอึดอัดที่จะเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาแบบที่ Joseph เป็น  คณะกรรมการวิทยานิพนธ์คนอื่นๆ ก็ควรที่จะเข้ามาสร้างความเข้าใจร่วมกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การเลือกข้อมูล THE SELECTION OF DATA (Page 10)

หน้าที่สำคัญของ Deborah and Kamala ในการเขียนผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์gที่จะช่วยอธิบายว่าพวกได้ทำอะไรและอะไรคือพื้นฐานของสิ่งที่ทำ  ดังนั้น คำถามที่พวกเขาจำเป็นต้องตอบให้ได้ คือ 
  • ถ้าพวกเขาอ้างในงานวิจัยว่าข้อมูลถูกปฏิเสธเพราะปัญหาเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า ควรหรือไม่ที่ข้อมูลจะต้องนำมารวมไว้ในภาพที่ตีพิมพ์ด้วย
  • เขาควรทำอย่างไรเกี่ยวกับ point ที่จะเก็บไว้หรือทิ้งไป
  • ควรใช้วิธีในการวิเคราะห์ความผิดพลาดอะไร
  • พวกเขาควรทำอย่างไรที่จะกู้ข้อมูลเหล่านี้ทั้งที่มันยากที่จะทำการวัด
  • มันจะดีที่สุดหรือไม่ถ้าจะเน้นไปที่ความผิดพลาดอย่างเป็นระบบ (ความผันผวนของกระแสไฟ) และคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะกำจัดความผันผวนดังกล่าว หรือจะทำการทดลองที่ปรับค่าความผันผวนซ้ำ
    ซึ่งการปรึกษากับผู้ดูแล หรือนักวิจัยอาวุโสน่าจะเป็นทางเลือกเพิ่มเติมที่ควรนำมาพิจารณา

การค้นพบข้อผิดพลาด DISCOVERING AN ERROR (Page 14)

เมื่อการมีข้อผิดพลาดในการบันทึกทางวิทยาศาสตร์ นักวิจัยคนอื่นๆสามารถที่จะทำผิดพลาดซ้ำ หรืออาจจะเสียเวลาและเงินทองในการค้นพบและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น  ในกรณีของ  Marie and Yuan ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานที่มีข้อผิดพลาดแฝงอยู่ ซึ่งเป็นการหลอกลวงนักวิชาการคนอื่นๆ หลงผิด จึงเป็นประเด็นที่ว่า พวกเขาควรที่จะบอกบรรณาธิการว่าส่วนไหนของงานวิจัยที่มีข้อผิดพลาดและการแก้ให้ควรทำอย่างไร

มันคือการลักลอกข้อมูลหรือไม่ IS IT PLAGIARISM? (Page 18)

การเขียนทบทวนวรรณกรรมจำเป็นต้องมีการวิพากษ์ไปถึงงานวิจัยเริ่มต้น ซึ่งศาสตราจาร Lee ควรพิจารณาการคัดลอกเพียงประโยคเดียวที่เจ้าของงานคนอื่นสรุปมามันจะทำให้เป็นการเอาเปรียบผู้ที่ไปทบทวนงานวิจัยอื่นๆแล้วมาสรุปหรือไม่  นอกจากนี้ เพราะการทบทวนวรรณกรรมในงานวิจัยอาจจะสร้างความไม่สมบูรณ์หรือความคลาดเคลื่อนได้ Lee จึงควรใช้ความพยายามในการทบทวนวรรณกรรมมากกว่านี้เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ทบทวนแล้วมาเขียนมันถูกต้องเหมาะสมแล้ว  ยิ่งกว่านั้น Lee ควรที่จะจินตนาการว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเจ้าของผลงานที่Leeคัดลอกมา กลับถูกกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้มาทบทวนวรรณกรรมจากข้อเสนอวิจัยของ Lee เอง

การสร้างความสมดุลในอาชีพ A CAREER IN THE BALANCE (Page 22)

Peter ตกอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องค้นหาทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาว่า ควรจะปรึกษาใครเกี่ยวกับความถูกต้องของการทำวิจัยที่ทำโดย Jimmy เพื่อนร่วมงานของเขา การที่เขาจะไปปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษา ก็กลัวว่าจะเกิดปัญหาขึ้นเพราะ Jimmy เป็นคนโปรดของอาจารย์ ที่จะทำให้การตัดสินออกมาไม่ยุติธรรม  บางที Peter ควรหันไปพูดคุยกับ Jimmy โดยตรง เพราะหลายๆ ข้อสงสัยอาจหายไปถ้าต่างคนต่างได้มีโอกาสอธิบายในสิ่งที่อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจ  อย่างไรก็ดี หาก 

Peter ไม่สะดวกใจจะคุยกับ Jimmy เขาอาจจะไปปรึกษาเพื่อที่ไว้วางใจได้ หรือบุคลากรคนอื่นในคณะ หรือแม้แต่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบของมหาวิทยาลัย คนเหล่านั้นอาจช่วย Peter ให้ค้นพบคำตอบของปัญหาต่างๆ ได้

การทดลองโดยใช้นักเรียน TESTS ON STUDENTS (Page 25)

แม้ว่าวิธีการทดลองไม่ได้อันตรายต่อตัวนักเรียน แต่ Antonio ก็ต้องได้รับการอนุมัติจาก   IRB ก่อน  แม้ว่าการวิจัยของเขาเน้นเทคนิคที่เกี่ยวกับการสอนที่อาจได้รับยกเว้นการตรวจสอบของ  IRB แต่การได้รับการยกเว้นหรือไม่นั้น ต้องให้ IRB เป็นผู้ตัดสิน ดังนั้น เขาควรจะพิจารณาให้ลึกซึ้งก่อนในหลายๆประเด็นที่เกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจเชิงบังคับให้นักเรียนต้องเข้าร่วมการทดลองหรือการทำให้นักเรียนบางกลุ่มได้เปรียบเหนืออีกกลุ่ม  การแสดงยินยอมแบบเปิดเผยจึงควรต้องกระทำ

การเปลี่ยนแปลงข้อตกลง A CHANGE OF PROTOCOL (Page 26)

แนวปฏิบัติในการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลองถูกออกแบบเพื่อปกป้องสวัสดิภาพสัตว์ และเพิ่มคุณภาพในงานวิจัย  แต่ทั้งสองเป้าหมายกลับไม่ได้รับมาปรับใช้โดย Hus เลย ดังนั้น ใครจะสามารถนำประเด็นดังกล่าวหารือกับหน่วยงาน อะไรคือภาระรับผิดชอบแลบและความเป็นผู้นำขององค์กรในดำเนินการตามกฎหมายด้านสวัสดิภาพสัตว์

แนวปฏิบัติในการตีพิมพ์ PUBLICATION PRACTICES (Page 32)

ในสาขาวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้เน้นนับจำนวนงานวิจัย แต่จะเน้นความแตกต่างในการค้นพบใหม่ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้   Andre และนักศึกษาฝึกงานของเขาจึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรจึงเข้ามีส่วนสร้างปรากฏการณ์ที่สำคัญในสาขาวิชาชีพของพวกเขา พวกเขาจำเป็นต้องเริ่มที่จะเขียนก่อนที่จะคำนึงถึงจำนวนงานวิจัย  พวกเขาอาจจะถามตัวพวกเขาเองเกี่ยวกับกระบวนการที่จะช่วยในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะ 
  • พวกเขาจะทำการอภิปรายงานวิจัยเป็นลำดับแรกๆ ได้อย่างไร
  • นักศึกษาเหล่านั้นถูกทำให้เชื่อว่าพวกเขาจะเป็นผู้ประพันธ์ลำดับแรกในสิ่งตีพิมพ์หรือไม่ ถ้าได้ จะสร้างผลกระทบต่อนโยบายและกระบวนการของหน่วยงานในอนาคตอย่างไร

ใครได้รับเครดิต WHO GETS CREDIT? (Page 36)

Robert จำเป็นต้องรู้ว่าบริษัทของเขา วารสารที่เขาจะส่งตีพิมพ์ ได้มีนโยบายที่เหมาะสมกับสถานะของเขาหรือไม่ ถ้าใช่ เขาต้องตัดสินใจว่าจะนำนโยบายไปหารือกับผู้กำกับดูแลหรือไม่  หรือจะไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านวิจัย หรือบรรณาธิการหรือไม่ ถ้าไม่ เขาก็จะต้องตัดสินใจว่าจะร้องเรียนเกี่ยวกับแนวปฏิบัติเกี่ยวกับรายชื่อเจ้าของผลงานในเอกสารอื่นๆ หรือไม่ อะไรคือผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ของแต่ละทางเลือกที่จะช่วยในการตัดสินใจของเขา

โอกาสทางการค้า ? A COMMERCIAL OPPORTUNITY? (Page 42)

ใบอนุญาตของซอร์ฟแวร์เป็นข้อตกลงทางกฎหมายและผู้ใช้ซอร์ฟแวร์ทุกคนต้องยอมรับมัน ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ Shen ต้องทำก็คือการไปขออนุญาตเจ้าของซอร์ฟแวร์ในการเผยแพร่  อย่างไรก็ดี ในการตัดสินใจของแต่ละคนก็ต่างกัน นักวิจัยหลายๆ คนมักตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ และหลายคนก็เลือกที่จะยอมให้ผู้อื่นนำไปใช้ฟรี แต่บางคนก็พยายามที่จะใช้สิ่งที่ตนคิดค้นเพื่อประโยชน์ทางการค้า  และบางคนก็คิดว่าการสร้างประโยชน์เชิงการค้าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดทั้งต่อวงการวิชาการ ต่อตัวพวกเขา และต่อองค์กรด้วย  ดังที่อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาได้แนะนำให้เขาไปหารือร่วมกับ  technology transfer officer เพื่อเรียนรู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไร

ความขัดแย้งในความรับผิดชอบ A CONFLICT OF COMMITMENT (Page 45)

Sandra ยังเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และยังไม่ได้มีหน้าที่ทำงานในอุตสาหกรรม  แต่การทำงานวิจัยที่มีภาคอุตสาหกรรมมาเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนนั้นอาจจะไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ด้านการศึกษาดีก็ ในความเป็นจริง มันก็อาจจะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เข้าใจถึงมุมมองของภาคอุตสาหกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความต้องการของคนในสังคม อย่างไรก็ดี คำถามก็คือ โดยธรรมชาติของงานวิจัยจะสามารถทำให้สอดคล้องกับมิติด้านการศึกษาได้หรือไม่ ในขณะที่ที่ปรึกษาของเธอเข้าไปมีความสัมพันธ์กับภาคธุรกิจที่อาจทำให้เกิดความขัดกันของผลประโยชน์  แล้วเธอจะทำอย่างไรกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ผลกระทบที่เป็นไปได้ต่ออาชีพของเธอในอนาคตคืออะไร