02 218 4756

การทำวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ

แปลจาก On Being Scientist On Being a Scientist: A Guide to Responsible Conduct in Research: Third Edition หน้า 1-56

 

การทำวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ 

ความหลงใหลในความงดงามของวิทยาศาสตร์ ได้นำ Inez Fung กลับมาที่  the Massachusetts Institute of Technology ที่ที่เธอได้รับปริญญาเอกในสาขาอุตุนิยมวิทยา เธอกล่าวว่า “ฉันเคยคิดว่าเมฆเป็นเพียงแค่เมฆ” ฉันเคยฝันมาก่อนเลยว่าจะสามารถเขียนสมการเพื่ออธิบายเกี่ยวกับมันได้”

 

ความหลงใหลในการทำความเข้าในธรรมชาติเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยกลับมาที่ม้านั่งในห้องแลบ มุ่งมั่นในการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบ ซึ่งการที่ได้ค้นพบหรืออธิบายในสิ่งที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อนเป็นความท้าทายที่สำคัญ   และมันยังเป็นการเอื้อมถึงความสำเร็จที่เกิดจากการร่วมมือกันเพื่อค้นพบสิ่งที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่นักวิจัยคนอื่นๆด้วย

 

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่มากกว่าการได้ค้นพบบางสิ่งเท่านั้น แต่นักวิจัยยังพยายามค้นหาคำตอบของคำถามที่มนุษย์มักตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติ และการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ก็ยังสร้างผลกระทบทั้งทางตรงและผลกระทบที่ทันทีต่อชีวิตของมนุษย์บนโลก แต่อย่างไรก็ตาม รางวัลของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ใช่ว่าจะได้รับง่ายๆ เนื่องจากการค้นพบและนำเสนอความรู้ใหม่ๆ  ต้องเผชิญแรงกดดันต่างๆ จำนวนมาก  พวกเขาต้องทำการตัดสินใจที่ยากเกี่ยวกับการที่จะออกแบบการวิจัยอย่างไร จะนำเสนอผลการวิจัยอย่างไร รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อร่วมงานด้วย ถ้าการตัดสินใจที่ทำลงไปไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็จะสร้างผลเสียตามมา เช่น เสียเวลา เสียทรัพยากร การชะลอความก้าวหน้าในความรู้ใหม่ๆ และยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นทั้งต่อวิชาชีพและต่อตนเองด้วย

 

ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยได้พัฒนามาตรฐานทางวิชาชีพที่ออกแบบขึ้นเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับวิทยาศาสตร์ และเพื่อลดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในการทำวิจัย  แม้ว่ามาตรฐานดังกล่าวอาจจะไม่ได้มีการเขียนในรูปกฎหมายอย่างเป็นทางการ แต่มันก็ได้สร้างสิ่งที่หลายๆ คนยอมรับในวงกว้างเกี่ยวกับแนวทางในการทำวิจัยและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และนักวิจัยเองก็คาดหวังว่าเพื่อนร่วมวิชาชีพจะยอมรับและสนับสนุนให้คนอื่นๆ ปฏิบัติตามมาตรฐานเช่นกัน  ซึ่งใครก็ตามที่ไม่ทำตามมาตรฐานนั้นก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในอาชีพการงานไป

นักวิจัยมีหน้าที่ 3 ประการ ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการปฏิบัติตามมาตรฐาน ได้แก่

  1. นักวิจัยต้องให้ความสำคัญกับความไว้วางใจที่เพื่อนร่วมวิชาชีพมีให้ เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นกิจการที่ต้องมีการสะสมองค์ความรู้ไปเรื่อยๆ งานวิจัยหนึ่งก็จะต้องสร้างขึ้นต่อยอดจากงานวิจัยในอดีต ถ้างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้การขยายผลการวิจัยต่อไปในอนาคตเป็นไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องต่อไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดการเสียทรัพยากรและเวลาจำนวนมากในการ และสุดท้ายก็จะทำให้ความก้าวหน้าในสาขาวิชานี้ช้าลง
  2. นักวิจัยมีหน้าที่ต่อตัวพวกเขาเอง ทั้งนี้ เพราะการทำวิจัยที่ไม่รับผิดชอบจะทำให้การเอื้อมไปถึงเป้าหมายเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็น การได้รับปริญญาบัตร การได้รับทุนวิจัย การได้มีตำแหน่งทางวิชาการ การมีชื่อเสียงในฐานะนักวิจัยที่ซื่อสัตย์และมีประสิทธิผล ซึ่งการรักษามาตรฐานดังกล่าวจะช่วยสร้างความมีจริยธรรมในตนเองที่จะเอาไปปรับใช้ในอาชีพการงานได้ดี
  3. นักวิจัยมีหน้าที่ต่อสังคมส่วนรวม เนื่องจากผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบต่อสังคม บางงานวิจัยเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความกินดีอยู่ดีของคน นอกจากนี้ ผู้วางนโยบายยังใช้ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในการตัดสินในเชิงนโยบายต่างๆ เช่นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สเต็มเซลล์ การลดภัยธรรมชาติ ทำให้รัฐทุ่มเงินจำนวนมากในการให้ทุนวิจัย แม้ว่าผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์อาจจะไม่ได้สร้างผลกระทบหรือนำไปปรับใช้ในทันที แต่มันก็เป็นการปูทางสำหรับความก้าวหน้าในอนาคต

 

ที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงในการวิจัย 

นักวิจัยทุกคนมีที่ปรึกษาและบางคนก็มีพี่เลี้ยงเพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินการวิจัยด้วย โดยที่ปรึกษาจะช่วยกำกับดูแลการวิจัยในภาพรวม นำเสนอแนวทางและคำแนะนำในปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ส่วนพี่เลี้ยงก็คล้ายกับที่ปรึกษา แต่จะทำหน้าที่แนะนำให้การวิจัยเป็นไปในทางที่จะมีประสิทธิผลมากขึ้น  รวมทั้งคอยกระตุ้นให้นักวิจัยมีกำลังใจเมื่อพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก รวมทั้งการช่วยสร้างเครดิตในงานวิจัยให้นักวิจัยหน้าใหม่ นักวิจัยที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนมีพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ผู้ช่วยนักวิจัย ผู้บริหาร หรือพนักงานที่ช่วยงานวิจัย ที่สามารถเป็นพี่เลี้ยงได้ทั้งสิ้น  และมันจะเป็นประโยชน์มากหากนักวิจัยสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ประกอบด้วยพี่เลี้ยงที่หลากหลายกลุ่ม ที่มีประสบการณ์แตกต่างกันเพื่อเข้ามาช่วยเติมเต็มงานวิจัยให้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

แม้ว่าพี่เลี้ยงมีบทบาทในการช่วยแนะนำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ก็ยังมีส่วนช่วยสร้างประโยชน์ทางอ้อมอื่นๆ เช่น ช่วยให้นักวิจัยเกิดไอเดียใหม่ๆ ช่วยสร้างเครือข่ายในการวิจัยที่ทำให้การทำวิจัยมีความเข้มแข็งขึ้น  การช่วยให้นักวิจัยหน้าใหม่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น นอกจากนี้ พี่เลี่ยงยังมีส่วนช่วยให้มีการรวมตัวกันทางสังคมในสาขาวิทยาศาสตร์ที่จะยิ่งทำให้วิชาชีพมีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งทุกๆคนไม่ว่าจะอยู่ในระดับของความก้าวหน้าในอาชีพระดับใด ก็ควรจะมีบทบาทการเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน

ที่ปรึกษาและพี่เลี้ยงมักจะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของนักวิจัยฝึกหัด ดังนั้น พวกเขาต้องระวังไม่ให้มีการใช้บทบาทหน้าที่ไปในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่าง ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงกับผู้รับคำปรึกษามีความซับซ้อน และบางครั้งก็เกิดความขัดแย้งในหลายๆ เรื่อง เช่น การแบ่งเครดิตในการวิจัย การแบ่งหน้าที่กันในการดำเนินการวิจัย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงเป็นเพียงผู้ช่วยนักวิจัยให้พัฒนางานวิจัยที่จะช่วยสร้างความก้าวหน้าในสายงานได้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิผล ดังนั้น ที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงจึงต้องรักษามาตรฐานในการเป็นที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีเพื่อทำหน้าที่อย่างมีจริยธรรมไม่ใช่หน้าที่ไปในทางที่ผิด

นอกจากนี้  นักวิจัยที่เริ่มทำงานใหม่ๆ มีหน้าที่ที่จะต้องปรับตัวเข้าหาที่ปรึกษา/พี่เลี้ยง โดยพวกเขาจะต้องรู้ความคาดหวังของอีกฝ่ายที่ชัดเจน ดังนั้นนักวิจัยเหล่านี้จึงจำเป็นต้องค้นหา และปรับตัวเข้ากับปรึกษา/พี่เลี้ยงมากกว่าที่จะคาดหวังว่าให้ปรึกษา/พี่เลี้ยงปรับตัวเข้ามาหาเขา ซึ่งแนวปฏิบัติที่ชัดเจนควรทำให้เกิดขึ้นเพื่อระบุถึงความสัมพันธ์ของแต่ละฝ่ายที่ต้องมีต่อกัน เพราะความลักษณะความสัมพันธ์ที่เกิดระหว่างมนุษย์นั้นไม่เพียงพอที่จะช่วยให้การทำงานราบรื่น แต่ทั้งสองฝ่ายควรมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างมืออาชีพมากกว่า นอกจากนี้ หน่วยงานเองก็ควรสนับสนุนให้เกิดที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีโดยมีมาตรการจูงใจต่างๆ ตลอดจนมีการฝึกอบรมการเป็นที่ปรึกษา/พี่เลี้ยงที่ดีด้วย

 

 การนำข้อมูลมาทดลอง

เพื่อให้การดำเนินการวิจัยเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ นักศึกษาที่ทำการวิจัยจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าจะใช้ข้อมูลอย่างไรให้เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม ในปี 2002 จึงมีบรรณาธิการของวารสาร Journal of Cell Biology เริ่มที่จะทดสอบภาพในเอกสารต้นฉบับเพื่อให้รู้ว่ามันถูกปรับเปลี่ยนในทางที่ละเมิดมาตรฐานของการตีพิมพ์หรือไม่ ซึ่งเกือบๆหนึ่งในสี่ของงานวิจัยที่ส่งมาตีพิมพ์มีภาพที่แสดงให้เห็นถึงการปรับแต่งที่ไม่เหมาะสม บรรณาธิการจึงขอให้ทุกคนส่งงานวิจัยตัวจริงมาให้ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาพที่ส่งมาให้ในตอนแรก  ผลจากการเปรียบเทียบพบว่า ร้อยละ 1 ของงานวิจัยมีการปรับแต่งเพื่อหลอกลวง “fraudulent manipulation” มันจึงส่งผลกระทบต่อข้อสรุปในงานวิจัย และทำให้บรรณาธิการต้องปฏิเสธการตีพิมพ์ลงวารสาร

นักวิจัยที่ปรับแต่งข้อมูลในทางที่หลอกลวงผู้อื่นเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับคุณค่าพื้นฐานในการวิจัยและขัดกับมาตรฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และยังเป็นการหลอกลวงเพื่อนร่วมวิชาชีพและยังทำลายความก้าวหน้าของวิชาการ ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ถูกต้องสามารถสร้างผลกระทบได้อย่างมหาศาลที่เราอาจคาดไม่ถึง โดยเฉพาะในยุคที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม ที่ทำให้ข้อมูลมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปในวงกว้าง มันจึงทำให้ผลกระทบจากการบิดเบือนข้อมูลรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต โดยข้อมูลที่ถูกบิดเบือนอาจเกิดจาก การออกแบบการทดลองที่ไม่ดี การวัดผลที่ไม่ระมัดระวัง และการจัดการที่ไม่เหมาะสม

ตลอดเวลาที่ผ่านมา นักวิจัยได้พัฒนาและปรับปรุงวิธีการ/เครื่องมือที่จะช่วยรักษาความมีจริยธรรมในการวิจัย โดยบางวิธีการถูกนำไปปรับใช้ในบางสาขาของการวิจัย เช่น การทำสอบความมีนัยยะสำคัญทางสถิติ การใช้  double-blind trials , proper phrasing of questions on surveys  ส่วนในบางเครื่องมือก็ปรับใช้ในวงกว้างหลากหลายสาขา เช่น การอธิบายว่าได้ทำอะไรเพื่อให้ข้อมูลหรือผลการทดลองมีการขยายผลจากงานวิจัยในอดีต  

เพราะความสำคัญของวิธีการเหล่านี้ งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์จำนวนมากจะต้องอธิบายให้ชัดเกี่ยวกับกระบวนการที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เพียงพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือไม่เพียงแต่ความน่าเชื่อถือของข้อมูลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการในการได้มาซึ่งข้อมูลด้วย อย่างไรก็ดี แม้ว่าอาจจะไม่สามารถที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกันในช่วงที่ได้รับข้อมูลมาได้ แต่นักวิจัยก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้องสร้างฐานข้อมูลที่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้อย่างถาวรเพื่อให้ผู้อื่นเข้ามาตรวจสอบและต่อยอดได้ ซึ่งในการวิจัยทั้งวิจัยอุตสาหกรรมและสถาบัน นักวิจัยจำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ที่สร้างที่เก็บข้อมูลรายวัน แต่น่าเสียดายที่นักวิจัยเริ่มต้นมักไม่ได้รับการอบรมในเรื่องดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการบันทึกข้อมูล การวิเคราะห์ การเก็บรักษาและการแบ่งปันข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานด้านวิจัยจำเป็นต้องพิจารณาในวาระการประชุมเพื่อปรับปรุงในสิ่งเหล่านี้

หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย รวมถึงผู้ให้ทุน และวารสารต่างๆ จึงมีนโยบายที่ให้นักวิจัยต้องเปิดเผยและแบ่งปันแหล่งข้อมูล และหากนักวิจัยไม่นำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งข้อมูลที่สำคัญที่จะเอามาวิจัยและสร้างข้อสรุปก็จะถือว่าไม่ทำตามมาตรฐานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าในบางครั้ง ข้อมูลและวิธีการต่างๆ มีจำนวนมาก และไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆ หรืออาจมีต้นทุนสูงในการนำมาเปิดเผย  แต่นักวิจัยก็มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างวิธีการเข้าถึงข้อมูลให้ได้ เช่น การสร้างคลังข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสร้างช่องทางการรักษาและแบ่งปันข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เช่น คลังภาพถ่ายทางดาราศาสตร์, protein sequences, archaeological data, cell lines, reagents, and transgenic animals.

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นใหม่ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเผยแพร่และจัดการข้อมูล คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทำให้ข้อมูลบางอย่างถูกนำไปใช้ขยายผลการวิจัยก่อนที่จะมีการเก็บบันทึก ดังนั้น การที่จะนำข้อมูลนั้นไปแบ่งปันก็จะต้องแบ่งปันซอร์ฟแวร์และฮาร์ดแวร์ด้วย เพราะเทคโนโลยีด้านดิจิตอลมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว บางข้อมูลที่เก็บอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์อาจจะไม่สามารถเข้าถึงได้ในไม่กี่ปีต่อมา ดังนั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบข้อกำหนดเกี่ยวกับการตีพิมพ์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคตอีกด้วย

 

ความผิดพลาดและความละเลย 

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีความอ่อนไหวต่อค่าความผิดพลาด ณ ระดับของความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์นั้น เทคนิคการทดลองมักจะไปจนถึงขีดกำจัด สัญญาณของการค้นพบอาจจะยากที่จะแยกกับตัวรบกวน และแม้แต่คำถามที่จะต้องหาคำตอบก็อาจไม่ได้ถูกจำกัดความที่ดีมากนัก ในบางครั้ง นักวิจัยจะต้องพบกับความเสี่ยงในการสำรวจหาไอเดียใหม่ๆ เขาอาจจะต้องพึ่งพาเทคนิคในทางทฤษฎีที่ไม่ได้มีการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบมากนัก เขาอาจจะต้องขยายขอบเขตของการคาดเดาออกไป ในการยอมรับความเสี่ยงเหล่านั้นคงไม่สามารถกล่าวโทษงานวิจัยที่ไม่เป็นระเบียบไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรถูกตำหนิคือ การแนะนำที่ผิดต่างหาก

นักวิจัยเป็นเพียงแค่มนุษย์ พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่จะมีเวลาทำงานไม่จำกัด หรือเข้าถึงทรัพยากรไม่จำกัด แม้ว่าจะเป็นนักวิจัยที่มีความรับผิดชอบที่สุด เขาก็อาจจะมีข้อผิดพลาดที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจทำผิดในการวิจัยในการออกแบบการทดลอง หรือการทดสอบความถูกต้องของเครื่องมือ การบันทึกข้อมูล การแสดงผล และอื่นๆ อย่างไรก็ดี นักวิจัยมีหน้าที่ทั้งต่อตนเอง สังคมส่วนรวม และต่อวิชาชีพ ที่จะต้องทำวิจัยให้ถูกต้องและระมัดระวัง  ซึ่งที่ผ่านมา ระเบียบและข้อบังคับทางวิทยาศาสตร์ก็ได้พัฒนาวิธีการและแนวปฏิบัติที่จะช่วยลดโอกาสในการเกิดความผิดพลาดและความล้มเหลวในการสังเกตการทำไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ และยังระบุให้ทุกๆ ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ควรที่จะต้องมีการเตรียมการอย่างระมัดระวัง ต้องมีการเข้ากระบวนการ Peer Review และมีการตรวจสอบพิจารณาที่รอบคอบแม้ว่าหลังจากการตีพิมพ์แล้ว

นอกเหนือไปจากความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจก็คือ ความผิดพลาดจากความละเลย  รวมถึงความรีบเร่ง การขาดความระมัดระวัง และไม่ใส่ใจ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งกับมาตรฐานในการวิจัย และสร้างความเสี่ยงต่อตนเองและสังคม ซึ่งความผิดพลาดเหล่านี้จะสร้างผลกระทบอย่างมหาศาลต่อทั้งสาขาวิทยาศาสตร์และสังคมส่วนรวมที่ต้องพึ่งพิงผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน  

แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดที่ได้รับการตรวจสอบรับรองโดย Peer แต่การนำไปปรับใช้จริงเพื่อขยายผลการทดลองอื่นๆ ก็มักจะมีการเลือกให้เหมาะสมกับงานของแต่ละคน จึงไม่จำเป็นที่สร้างการวิจัยใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานของการค้นพบหรือทฤษฎีเก่าที่คนอื่นสร้างขึ้น อย่างไรก็ดี เพื่อสร้างความก้าวหน้าให้วงการวิทยาศาสตร์ นักวิจัยควรที่จะต้องเชื่อมั่นในการตรวจสอบที่ผ่านมาที่เป็นการตรวจรับรองบนพื้นฐานของมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ

บางครั้ง ข้อผิดพลาดในงานวิจัยก็อาจจะมีงานวิจัยต่อๆมา ที่เข้าไปมีส่วนแก้ไขข้อผิดพลาดของงานวิจัยในอดีตด้วย แต่ข้อผิดพลาดที่เป็นข้อผิดพลาดที่สร้างความหลงผิด ก็อาจจะทำให้การวิจัยต้องสูญเสียเวลาและทรัพยากรมากโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น เมื่อมีข้อผิดพลาดปรากฏขึ้นในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาแล้ว ก็ควรจะแก้ไขโดยระบุเพิ่มเติมในสิ่งตีพิมพ์ เช่น erratum (for a production error), corrigendum (for an author’s error)  ในส่วนของความผิดพลาดในเอกสารอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่บันทึกไว้ รวมถึง ข้อเสนอการวิจัย การบันทึกระหว่างการปฏิบัติการ รายงานความก้าวหน้า บทคัดย่อ รายงานภายใน ก็ควรจะทำให้ถูกต้องเพื่อรักษาความมีจริยธรรมและในขณะเดียวกันก็ยังป้องกันไม่ให้นักวิจัยคนอื่นทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะความเข้าใจผิดต่อไปอีก

 

การทำผิดในการวิจัย

พฤติกรรมของนักวิจัยบางคนทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออาชีพทางวิทยาศาสตร์  รวมทั้งสร้างความเสี่ยงต่อชื่อเสียงของวงการวิทยาศาสตร์ และประโยชน์ต่อสังคมที่ควรจะได้รับจากงานวิจัย ซึ่งพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จะถูกเรียกว่าเป็น  “การทำผิดทางวิทยาศาสตร์” หรือ scientific misconduct  เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ U.S. Office of Science and Technology Policy ซึ่งเป็นหน่วยงานให้ทุนวิจัยที่สำคัญของสหรัฐได้วางกรอบแนวคิดเกี่ยวกับคำว่า Misconduct ว่ามีคุณลักษณะที่ประกอบด้วย การแต่งข้อมูลขึ้นมา การดัดแปลงข้อมูล และการลักลอกข้อมูล ทั้งในกระบวนการเขียนข้อเสนอขอทุนวิจัย การดำเนินการวิจัย การทบทวนวรรณกรรม และการรายงานผล

ทั้งนี้จากนิยามของ  U.S. Office of Science and Technology Policy  สามารถอธิบายในแต่ละประเด็นได้ดังนี้

(1) Fabrication คือ การแต่งข้อมูลขึ้นมา หรือการปรับแต่งผลการทำลองให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ

(2) Falsification คือ การดัดแปลง (เปลี่ยน/ละทิ้ง) ข้อมูล รวมถึง ปัจจัยนำเข้าในการทำวิจัยต่างๆ เช่น อุปกรณ์ กระบวนการ

(3) Plagiarism คือ การลักลอกข้อมูล โดยนำความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย ของผู้อื่นมาใช้ โดยไม่ระบุถึงผู้ที่เป็นเจ้าของความคิด/แนวทางการทำวิจัย/ผลการวิจัย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังกล่าวถึงพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายว่าเป็น การทำผิดในการวิจัย โดยพฤติกรรมนั้น ได้แก่ การไม่ทำตามแนวปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับ อย่างไรก็ดี การทำผิดในการวิจัยจะไม่รวมถึงความแตกต่างในความคิดเห็น ดังนั้น สถาบันวิจัยหรือหน่วยงานให้ทุนวิจัยแต่ละหน่วยงานก็มีการนิยามบางอย่างเพิ่มเติม เช่น การลอบบี้ผู้ที่เป็น peer review เพื่อประเมินผลงานตนเอง รวมทั้งการตีพิมพ์ผลงานที่ไม่จัดสรรเครดิตในงานวิจัยให้เหมาะสม  ไม่สนใจกฎเกณฑ์สำคัญในการทำวิจัย ความล้มเหลวในการรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัย การแก้แค้นหรือตอบโต้ผู้ที่รายงานการทำผิดในการวิจัย เป็นต้น ในขณะที่  National Science Foundation ได้รวมถึง พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากแนวปฏิบัติในการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับ ที่เป็นเสมือนการทำผิดในการวิจัยอย่างหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ทั้งสามรูปแบบของการทำผิดในการวิจัยนี้ก็ยากแก่การพิสูจน์ว่าเป็นการกระทำโดยตั้งใจหรือไม่ เพราะบางคนอาจแก้ตัวว่า มันคือความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดี ในวงการวิทยาศาสตร์จะเป็นต้องควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะการกระทำเหล่านี้จะสร้างผลกระทบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียเวลา การทำลายชื่อเสียง การสร้างความรู้สึกของการถูกทรยศ   รวมถึงสร้างผลกระทบทางลบต่อคนในวงการ ทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนอีกด้วย

 

การแต่งข้อมูลในข้อเสนอขอทุนวิจัย 

Vijay เรียนจบปริญญาโทปีแรก และกำลังสมัครเข้าโครงการ predoctoral fellowship  ของ   National Science Foundation เขาได้ส่งงานวิจัยที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ และรายงานไปว่า ทำเสร็จแล้ว เพื่อให้ทันเวลาก่อนปิดรับสมัคร โดยในการสร้างหลักฐานปลอมเพื่อส่งไปยังหน่วยงาน หลังจากนั้น หน่วยงานได้สอบถามมายังคณะที่เขาเรียน เมื่อเรื่องจริงปรากฏขึ้น เขาจึงถูกไล่ออกจากโครงการที่กำลังศึกษาอยู่

  1. คุณคิดว่ามีนักวิจัยที่มักอ้างสถานะของงานวิจัยที่เกินจากที่เป็นอยู่บ่อยๆ หรือไม่
  2. คุณคิดว่าทางคณะควรไล่เขาออกเพราะการกล่าวอ้างถึงสถานะของงานวิจัยที่เกินจริงหรือไม่
  3. ถ้าเขาไปสมัครเรียนที่อื่นต่อ สถาบันการศึกษาที่เขาสมัครควรทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือไม่
  4. อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาควรมีความรับผิดชอบในการตรวจสอบก่อนหรือไม่

ใช่การลักลอกผลงานหรือไม่?

Professor Lee กำลังเขียนข้อเสนอเพื่อขอทุนวิจัย ซึ่งมีกำหนดปิดรับสมัครอีก 2 วันข้างหน้า เพื่อให้เขียนเนื้อหาที่เป็นภาพรวมให้เสร็จทันเวลา เขาจึงไปคัดลอกข้อความที่ผู้อื่นเขียนมาใส่ในข้อเสนอการวิจัยของตนเอง โดยคัดลอกข้อความเป็นประโยคๆ ที่คนอื่นสรุปมา และก็ใส่อ้างอิงสำหรับประโยคที่ลอกมานั้น

จึงเกิดคำถามตามมาว่า

  1. การคัดลอกประโยคของผู้อื่นมา โดยที่ไม่มีการเชื่อมโยงใดๆ กับงานวิจัยก่อนหน้า เข้าข่ายการลักลอกงานวิจัยหรือไม่
  2. การอ้างอิงเพียงเท่านี้ เป็นการให้เครดิตเจ้าของผลงานที่เพียงพอหรือไม่

การตอบสนองต่อการไม่ปฏิบัติที่น่าสงสัยว่าจะไม่ตามมาตรฐานทางวิชาชีพ 

วิทยาศาสตร์เป็นวงการที่มีการวางกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมตนเอง แม้ว่าภาครัฐจะมีบทบาทในการเข้ามากำกับดูแลการวิจัย แต่ภายในวงการวิจัยก็กลายเป็นแหล่งที่มาของมาตรฐานและแนวปฏิบัติเพื่อให้นักวิจัยดำเนินการตาม ทั้งนี้ การวางกฎระเบียบเพื่อควบคุมภายในนั้นจะช่วยให้เกิดความมั่นใจว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานวิชาชีพจะถูกสร้างขึ้นโดยผู้ที่มีประสบการณ์และมีคุณวุฒิ และในการนำมาปรับใช้ในทางปฏิบัตินั้น นักวิจัยก็จะต้องมีการกระตุ้นเตือนเพื่อนร่วมงานให้เขาปฏิบัติตามด้วย และอาจแจ้งให้ผู้อื่นทราบเมื่อพบเห็นใครที่กำลังฝ่าฝืนมาตรฐานทางวิชาชีพและแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้

แต่การตัดสินเกี่ยวกับพฤติกรรมการฝ่าฝืนมาตรฐานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความผิดปกติที่เกิดจากการทำวิจัยมันเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งบางครั้งก็อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ หรือบางครั้งก็เป็นการรายงานเพื่อกลั่นแกล้งกันซึ่งมีให้เห็นในอดีตบ่อยๆ แม้ว่าจะมีกฎที่ห้ามไม่ให้มีการตอบโต้หรือรายงานเพื่อกลั่นแกล้งกันก็ตาม  อีกทั้งการกล่าวหาใครสักคนว่ามีพฤติกรรมการวิจัยที่ไม่รับผิดชอบก็มักส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายตามมา อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีความยาก แต่นักวิจัยก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำเมื่อพบเห็นว่าเพื่อนร่วมงานของตนกำลังทำผิด

การทำผิดในการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งข้อมูลขึ้นมา การดัดแปลง หรือการลักลอกงานวิจัย มีส่วนสำคัญในการสร้างผลกระทบต่อวงการวิทยาศาสตร์ให้มีระบบการกำกับดูแลที่อ่อนแอลง ลดความเชื่อมั่นของสาธารณชนเกี่ยวกับความมีจริยธรรมในวงการวิทยาศาสตร์ และจะลดทอนประโยชน์ที่ควรจะได้จากการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย  จึงทำให้หลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการวิทยาศาสตร์ หรือคนในสังคม พยายามปกป้องคุณค่าพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ไว้ สถาบันวิจัยหลายๆหน่วยงานที่ได้รับทุนวิจัยจากรัฐก็จะต้องมีนโยบายและกระบวนการในการสอบสวนและรายงานพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัย  เพื่อให้นักวิจัยตระหนักรู้และปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว

ในส่วนของการตอบสนองต่อพฤติกรรมการทำผิดในการวิจัยของแต่ละหน่วยงานจะมีความแตกต่างกัน เพราะมีการนิยามพฤติกรรมที่เข้าข่าย การแต่งข้อมูล การดัดแปลงข้อมูล และการลักลอกงานวิจัย ที่แตกต่างกัน  นอกจากการกระทำทั้งสามประเภทแล้ว หน่วยงานต่างๆ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ควรที่จะกระตุ้นไม่ให้เกิดการปฏิบัติที่เรียกว่า  questionable research practices (QRPs) ด้วย โดยใช้วิธีที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งมีอยู่มากมาย และหน่วยงานต้องมีหน้าที่ที่จะระบุว่า QRPs ไหนที่สุ่มเสี่ยงเพียงพอที่ควรจะต้องหามาตรการลงโทษ แต่วิธีการที่จะระบุ QRPs ก็ควรที่จะต้องแตกต่างไปจากการพิจารณาเรื่องการทำผิดในการวิจัยปกติ  อีกทั้งสาขาวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันก็ควรต้องนิยาม QRPs ในรูปแบบที่ต่างกันไปด้วย

ที่ผ่านมา  เหตุการณ์ที่แวดล้อมการฝ่าฝืนมาตรฐานก็มักจะแตกต่างกันไปมาก จนทำให้ต้องสร้างระบบการตรวจสอบในประเด็นต่างๆ ที่ชัดเจนว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ข้อสงสัยว่ามีการทำผิดควรที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาในรูปของคำถามมากกว่าข้อกล่าวหา และในทำนองเดียวกัน การแสดงออกถึงความกังวลและให้มีการชี้แจงจะดีกว่าการตั้งข้อกล่าวหาเลย นอกจากนี้ การตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมในการวิจัยก็ควรจะมีวัตถุประสงค์ที่ชัด มีความเป็นธรรม และไม่มีอคติเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นไปได้ว่า ควรจะมีการพูดคุยกับผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยก่อน เพราะบางครั้งข้อสงสัยมันอาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนก็เป็นได้  อย่างไรก็ดี ในการตั้งข้อสงสัยและการพูดคุยเพื่อค้นหาความจริงก็ควรจะต้องมุ่งเน้นการรักษาความลับของงานวิจัยด้วย  

 หลายๆ หน่วยงานของรัฐบาลกลางขนาดใหญ่ในสหรัฐได้กำหนดนโยบายที่ให้สถาบันวิจัยต้องจัดให้มี the research integrity officer เพื่อทำหน้าที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับสถานการณ์ที่น่าสงสัยว่าจะเป็นการทำผิดในการวิจัย  เพื่อให้ผู้ร้องเรียนกล้าที่จะเข้าไปร้องเรียนโดยตรงต่อหน่วยงานนั้น  โดยจะต้องมีการแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วน คือ การไต่สวนเบื้องต้นเพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ  และการสอบสวนเพื่อหาข้อสรุปและตัดสินใจที่จะดำเนินการต่อไป  ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องถูกออกแบบให้มีความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา มีการปกป้องผู้ที่ร้องเรียน และต้องมีการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานให้ทุนด้วย  ทั้งนี้ ในการออกแบบแบบจำลองในการดำเนินการของกระบวนการดังกล่าวสามารถประยุกต์จาก แนวทางที่กำหนดโดย  the Department of Health and Human Services Office of Research Integrity

 

Treatment of Misconduct by a Journal

การปรากฏขึ้นของเทคโนโลยี stem cell เป็นประเด็นร้อนในช่วง 1995-2005 สร้างแรงกดดันให้นักวิทยาศาสตร์เข้ามาฉวยโอกาสของความก้าวหน้านี้ในการทำวิจัย จนทำให้มีการทดลองการโคลนนิ่งสิ่งมีชีวิตหลากหลาย ตั้งแต่แกะ  ไปจนถึงมนุษย์

ในปี 2005  ทีมวิจัยจาก  Seoul National University นำโดย    Hwang Woo-Suk  รายงานเกี่ยวกับการโคลนนิ่งสุนัข จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการวิจัยด้าน stem cell ที่โดดเด่นในเกาหลี  ต่อมาทีมนักวิจัยก็พยายามทำโครงการโคลนนิ่งจากตัวอ่อนมนุษย์ และก็มีการตีพิมพ์งานวิจัยออกมา

ไม่กี่สัปดาห์หลังงานวิจัยถูกเผยแพร่ ก็มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเซลล์ไข่ที่ใช้ในการทดลอง รวมทั้งมีการเข้าไปค้นหาการทำผิดในการงานวิจัยในหลายๆเรื่อง สุดท้ายก็พบว่า นักวิจัยในทีมได้กระทำการวิจัยที่หลอกลวง มีการแต่งข้อมูลขึ้นมาเอง

และจากเหตุการณ์นั้น ก็ทำให้การทำวิจัยด้าน stem cell ไม่ก้าวหน้าต่อไป และส่งผลกระทบให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรจำนวนมากในการวิจัยครั้งนี้ รวมทั้งทรัพยากรในการวิจัยของคนอื่นที่พยายามต่อยอดงานวิจัยนี้  นอกจากนี้ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อสาขาการวิจัย และนำไปสู่แรงกดดันให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบใหม่เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของสาขาการวิจัยนี้ 

 

การวิจัยที่มีมนุษย์และสัตว์เป็นส่วนหนึ่งในการทดลอง

นักวิทยาศาสตร์คนใดก็ตามที่ดำเนินการวิจัยที่อาศัยมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งในการทดลองมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการปกป้องสวัสดิภาพของผู้ที่ถูกทดลองตามกฎระเบียบที่บัญญัติโดยรัฐบาลกลาง รัฐ และท้องถิ่นในสหรัฐ และตามข้อบังคับของแต่ละกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งกฎระเบียบเหล่านี้ได้ถูกออกแบบเพื่อทำให้มั่นใจว่าความเสี่ยงต่อผู้ที่ถูกทดลองจะลดลงเหลือน้อยที่สุด และเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าต่อการสร้างประโยชน์จากการวิจัยให้เกิดขึ้น  ดังนั้น  ผู้วิจัยที่เข้าข่ายดังกล่าวต้องแสดงหนังสือยินยอมของผู้ที่เข้าร่วมเป็นผู้ถูกทดลองในการวิจัย ที่สอดคล้องกับกฎระเบียบที่ชื่อว่า  The Common Rule lay out requirements for research involving human participants โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวได้ระบุถึงประเภทการวิจัยใดที่เข้าข่ายต้องมีหนังสือแสดงความยินยอม วิธีการ และกระบวนการที่จำเป็น ตลอดจนระบุให้ต้องมีการฝึกอบรมนักวิจัยก่อนดำเนินการวิจัยจริงอีกด้วย

ทั้งนี้ งานวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลางที่เกี่ยวกับการทดลองในมนุษย์จะต้องถูกตรวสอบและต้องได้รับความเห็นชอบโดยคณะกรรมการที่เรียกว่า Institutional Review Boards (IRBs) โดย IRBs จะเห็นชอบกับโครงการหรือไม่นั้นมีเกณฑ์พิจารณาที่สำคัญ คือ การสอดคล้องกับกฎที่เรียกว่า Common Rule นอกจากนี้  IRBs ยังต้องติดตามเพื่อทบทวนการวิจัยในระหว่างดำเนินการ การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจสร้างผลกระทบทางลบ รวมทั้งตรวจสอบความขัดแย้งของผลประโยชน์  ซึ่งระบบดังกล่าว ไม่เพียงแต่ผู้รับทุนจากรัฐบาลกลางที่จะต้องดำเนินการเท่านั้น แต่รวมถึงทุนจากหน่วยงานอื่นๆ ก็เช่นกัน และนโยบายเหล่านี้ยังถูกนำไปปรับใช้ในหน่วยงานของประเทศอื่นๆ ด้วย

อย่างไรก็ดี การวิจัยที่มีมนุษย์เข้ามามีส่วนร่วมได้ทำให้เกิดคำถามตามมาคือ

  • ควรมีใครที่จะถูกถามให้เข้าร่วมในการวิจัยที่มีความเสี่ยงต่อตัวพวกเขาเองในขณะที่ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนที่ชัดเจนให้พวกเขาหรือไม่
  • ควรมีการปรับหนังสือยืนยอมให้สอดคล้องกับคนแต่ละกลุ่มที่มีความแตกต่างกันหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น เด็ก นักโทษ ผู้ป่วยทางจิต คนที่ไร้การศึกษา และคนกลุ่มอื่นๆ ที่มีความอ่อนไหวสูง
  • ควรสร้างข้อกำหนดเดียวกันแล้วนำไปบังคับใช้กับการวิจัยในพื้นที่อื่นๆ ของโลกหรือไม่ หรือควรมีมาตรฐานที่มีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่หรือไม่

            ในส่วนของการใช้สัตว์ในการวิจัยก็มีกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเช่นกัน  โดยในสหรัฐมีกฎหมายที่เรียกว่า  พระราชบัญญัติสวัสดิภาพสัตว์   ที่มีบทบัญญัติว่า   “to insure that animals intended for use in research facilities . . . are provided humane care and treatment.” และในส่วนของหน่วยงานด้านสาธารณสุขก็มีนโยบายเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ที่ใช้ทดลองเช่นกัน ซึ่งครอบคลุมไปถึงทุกๆโครงการวิจัยที่มีสัตว์เป็นตัวทดลองที่ได้รับทุนจาก  National Institutes of Health โดยจะกำหนดให้หน่วยงานที่รับทุนวิจัยต้องวางมาตรการที่จะให้มีการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากสัตว์ที่เหมาะสม รวมถึงมีการฝึกอบรมนักวิจัย และมีการทดสอบทางชีววิทยา ซึ่งนโยบายเกี่ยวกับงานวิจัยด้านนี้อิงอยู่กับสองกฎหมายหลักๆ ทั้ง   พระราชบัญญัติสวัสดิภาพสัตว์   และ แนวทางในการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลอง ( the Guide for the Care and Use of Laboratory Animals) โดยเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ แนวทางสำหรับนักวิจัยที่ใช้สัตว์ในการทดลองที่นักวิจัยต้องยึดถือเพื่อปฏิบัติอาจแบ่งออกได้เป็นสามแนวทางใหญ่ๆ ที่เรียกว่า 3R ได้แก่

  • Reduction คือ การลดจำนวนสัตว์ที่ใช้ในการทดลองให้น้อยลง
  • Refinement คือ การตรวจสอบกลั่นกรองกระบวนการทำวิจัยเพื่อเทคนิคการทำวิจัยที่ลดความตึงเครียด/เจ็บปวดของสัตว์ให้มากที่สุด
  • Replacement คือ การปรับเปลี่ยนสิ่งที่ใช้ในการทดลองไปสู่สิ่งที่ไร้ความรู้สึก แทนสัตว์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตจิตใจ

ดังนั้น ใครก็ตามที่จะทำวิจัยที่สัตว์เป็นตัวทดลองจำเป็นต้องได้รับการให้ความรู้และอบรมให้มีความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์เหล่านี้

ทั้งกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ และนโยบายเกี่ยวกับการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลอง กำหนดให้หน่วยงานวิจัยต้องมีคณะกรรมการที่เรียกว่า  Institutional Animal Care and Use Committees (IACUCs)  ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสัตว์ รวมทั้งคณะกรรมการอื่นๆที่มาจากภาคประชาชน ที่มีหน้าที่ในการทวนสอบและพิจารณาเห็นชอบข้อเสนอขอทุนวิจัยที่ใช้สัตว์ในการทดลอง ตรวจสอบโครงการที่เกี่ยวกับการดูแลสัตว์ รวมทั้งมีหน้าที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สัตว์ในการทดลอง ซึ่งในปัจจุบัน the American Association for the Accreditation of Laboratory Animal Care accredit research institutions   ได้นำกฎระเบียบดังกล่าวมาปรับใช้เสมือนแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานขององค์กร  

 

การทดสอบกับนักเรียน 

Antonio กำลังศึกษาวิธีการเพิ่มความสามารถในการจดจำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์สาขาจิตวิทยา  เขาได้ประยุกต์ใช้วิธีการทดลองที่เรียกว่า  interactive Web-based instructional modules แล้วนำไปทดสอบกับนักเรียนในชั้นเรียนของเขา  (ซึ่งในขณะที่ทดสอบเขาเป็นผู้ช่วยสอน) เขาคาดว่านักเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมในการทดลองน่าจะมีผลการเรียนที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วม

หลังจากทดสอบแล้ว เขาก็ได้นำผลการวิจัยมาเผยแพร่ในงานประชุมวิชาการ เพื่อหวังว่าเขาจะได้รับเครดิตในการทำงานด้านวิชาการที่ดีขึ้นหลังจากเรียนจบปริญญาเอก

จึงเกิดคำถามตามมาว่า

  • เขาควรที่จะไปขออนุญาต IRB  ก่อนจะดำเนินการหรือไม่ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีมนุษย์เป็นตัวทดลอง
  • เขาควรบอกอะไรบ้างแก่นักเรียนก่อนการทดลอง
  • เขาจำเป็นต้องมีหนังสือขอความยินยอมหรือไม่

ความปลอดภัยในการวิจัยในห้องแลบ

นอกจากกฎระเบียบเกี่ยวกับสวัสดิภาพคนและสัตว์ในการทดลองแล้ว รัฐบาลกลางสหรัฐและแนวปฏิบัติของวิชาชีพยังมีข้อกำหนดที่ครอบคลุมถึงประเด็นอื่นๆ ในการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินทุนวิจัย การเผยแพร่ผลการวิจัย การจัดการกับวัสดุอุปกรณ์ที่อันตราย และความปลอดภัยในห้องแลบ

ในสองประเด็นสุดท้ายนั้นมักถูกมองข้ามในการวิจัย แต่กลับมีอุบัติเหตุในห้องแลบที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอยู่ต่อเนื่องเช่นกัน  ที่ผ่านมามีลูกจ้างราวครึ่งล้านในสหรัฐต้องมีบทบาทในการจัดการวัสดุทางชีวภาพที่อันตราย และอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ ในเดือนมีนาคมปี 2006 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่  National Institute of Higher Learning in Chemistry ในฝรั่งเศส  ซึ่งคร่าชีวิตนักวิจัยและสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าถึง 130 ล้านเหรียญ ดังนั้น นักวิจัยควรทบทวนข้อมูลและกระบวนการการทำวิจัยในประเด็นเรื่องความปลอดภัยอย่างน้อยปีละครั้ง และสร้างบัญชีรายชื่อของแต่ละกิจกรรมเพื่อตรวจสอบทีละประเด็น ดังนี้

  • การใช้อุปกรณ์และเสื้อผ้าป้องกันที่เหมาะสม
  • การจัดการวัสดุอุปกรณ์ในห้องแลบที่ปลอดภัย
  • กระบวนการใช้เครื่องมือในการทดลองที่ปลอดภัย
  • การกำจัดวัสดุอุปกรณ์ที่ปลอดภัย
  • การระบบการจัดการและระบบการตรวจสอบในเรื่องความปลอดภัย
  • มีกระบวนกรประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย
  • มีระบบการขนส่งอุปกรณ์ระหว่างห้องแลบที่ปลอดภัย
  • ออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัย
  • ระบบการตอบสนองต่อปัญหาเร่งด่วน
  • มีการให้ความรู้บุคลากรก่อนเข้ามาทำงานในแลบ
  • กฎระเบียบของภาครัฐที่สามารถปฏิบัติได้จริง

 การเผยแพร่ผลการวิจัย

ในศตวรรษที่ 17 นักวิทยาศาสตร์หลายๆคนมักเก็บผลงานที่ตนเองคิดค้นได้เป็นความลับเพื่อไม่ให้ผู้อื่นนำไปอ้างสิทธิในผลงานของตน ที่เห็นได้ชัดคือ กรณีของไอแซค นิวตัน ที่ไม่ได้นำเสนอผลการค้นพบต่อบุคคลอื่นเพราะกลัวว่าคนอื่นจะแอบอ้างไปเป็นผลงานของตนเอง 

Henry Oldenburg ซึ่งเป็นเลขาธิการของหน่วยงาน Royal Society of London เป็นผู้ริเริ่มแนวทางในการส่งต้นฉบับของงานวิจัยไปตีพิมพ์โดยมีระบบ Peer review และกลายมาเป็นวิธีการเผยแพร่งานวิจัยที่สำคัญ ซึ่งในการตีพิมพ์จะยึดถือหลักการสำคัญคือ คนแรกที่ค้นพบ ไม่ใช่คนแรกที่ตีพิมพ์ เพื่อให้เครดิตของผลงานวิจัยแก่ผู้ที่ค้นพบเป็นคนแรก และเมื่อมันถูกตีพิมพ์ก็เท่ากับคนอื่นๆ สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ผู้ที่หยิบบางส่วนของงานวิจัยของผู้อื่นไปใช้ก็ต้องอ้างอิงเพื่อให้เครดิตแก่ผู้ค้นพบด้วย อย่างไรก็ดี มันก็มีบางครั้งที่นักวิจัยไปนำไอเดียจากงานวิจัยอื่นมาปรับใช้โดยปราศจากการให้เครดิตเจ้าของงาน

นอกจากนี้ การอ้างอิงงานของบุคคลอื่นมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่หลายๆการอ้างอิงกลับมีความผิดพลาดเยอะมาก ไม่เพียงแค่การสะกดผิด  แต่ยังมีเขียนหัวข้อเรื่องผิด เขียนปีผิด และเลขหน้าผิด และในบางครั้งการอ้างอิงกลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นในงานวิจัยเลย นอกจากนี้การอ้างอิงในบางกรณีกลับกล่าวถึงสิ่งที่งานวิจัยที่ใช้อ้างอิงเขียน แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับงานวิจัยอื่นที่เกี่ยวข้องก่อนหน้า ดังนั้น การมี peer review ที่มีความรับผิดชอบจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเลี่ยงปัญหาดังกล่าว

ดังนั้นในการอ้างอิงควรมีการดำเนินการอย่างเหมาะสมและระมัดระวัง และนักวิจัยควรอ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนเพื่อให้ทราบความเชื่อมโยงของแต่ละงาน รวมทั้งงานวิจัยชิ้นแรกที่เป็นที่มาของความรู้ต่างๆ ที่มีการนำมาอ้างอิงต่อๆ กันมา และนอกเหนือจากการตีพิมพ์ในวารสารเพื่อเผยแพร่ผลงานแล้ว นักวิจัยก็ยังมีทางเลือกอื่นๆที่สามารถเผยแพร่สิ่งที่ตนคิดค้น เช่น งานสัมมนาวิชาการ การประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ควรกระทำเบื้องต้นก่อนการตีพิมพ์ผลงานเป็นทางการด้วยซ้ำ เพราะนักวิจัยจะได้ทราบถึงข้อคิดเห็นของผู้อื่นที่มีต่องานวิจัยของตน และสามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้งานวิจัยมากขึ้น ซึ่งในยุคของเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมที่ก้าวหน้ายิ่งทำให้นักวิจัยมีช่องทางในการเผยแพร่งานวิจัยรวดเร็วขึ้นและกว้างขวางขึ้น   โดยในบางส่วนของงานวิจัยสามารถนำไปเผยแพร่ได้เลย เช่น ข้อมูลดิบ โมเดลที่ใช้ในการประมวลผล รวมถึงงานวิจัยฉบับร่าง ซึ่งสามารถเผยแพร่ได้ก่อนการส่งให้ peer review อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่งานวิจัยโดยเลี่ยงกระบวนการกำกับดูแลการตีพิมพ์ที่มีมาตรฐานชัดเจนนั้นอาจทำให้ทำลายแบบแผนที่ดีของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์  เพราะ Peer review จะมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแนวทางที่มีคุณค่ามากขึ้นที่นักวิจัยจะนำไปปรับปรุงคุณภาพงานวิจัยของตน  ดังนั้น งานวิจัยที่การตีพิมพ์เผยแพร่ไม่ได้ผ่านกระบวนการ peer review ย่อมจะมีความน่าเชื่อถือที่ลดลง ทั้งนี้ มีเหตุผลสำคัญที่ตอบคำถามที่ว่า ทำไมนักวิจัยควรที่จะต้องยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลให้แก่สาธารณชนในรูปแบบอื่นๆ ก่อนการส่ง peer review นั่นเพราะถ้าการตีพิมพ์ที่อื่นในขณะที่การวิจัยยังไม่มีความเหมาะสม (เพราะไม่มีกระบวนการของ peer review) จะลดความน่าเชื่อถือของงานวิจัยลง และทำให้ความเชื่อมั่นในวงการวิทยาศาสตร์ลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ การตีพิมพ์ผลงานที่อื่นโดยไม่ระวังอาจทำให้บางวารสารถือเป็นการตีพิมพ์ซ้ำอีกด้วย

ซึ่งในบางครั้ง นักวิจัยถูกลวงให้ส่งงานวิจัยเดียวกันไปตีพิมพ์สองที่ แม้ว่าวารสารและวงการวิชาการส่วนใหญ่จะห้ามการกระทำนั้น พวกเขาก็อาจจะตีพิมพ์ผลในรูปของ   “least publishable units” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งตีพิมพ์ที่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะตีพิมพ์ แต่ไม่เพียงพอที่จะนำเสนอเรื่องราวเต็มรูปแบบของโครงการวิจัย การทำในลักษณะนี้เป็นการสร้างความสูญเสียในเวลาและทรัพยากรของบรรณาธิการ ผู้อ่าน และผู้รีวิว และทำให้เกิดต้นทุนต่อองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ด้วย นอกจากนี้มันอาจจะทำให้เกิดประสิทธิผลที่ต่ำลง ดังนั้น การสร้างความมีคุณภาพของสิ่งตีพิมพ์จึงมีความสำคัญ ในบางหน่วยงานวิจัยและรัฐบาลกลางจึงมีนโยบายในการจำกัดจำนวนหน้าของการตีพิมพ์  

 

ความเป็นเจ้าของผลงาน และการจัดสรรเครดิตให้ผู้ร่วมงานวิจัย  

เมื่องานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ รายชื่อของผู้ที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยจะบ่งชี้ว่าใครมีส่วนในการทำงานบ้าง  อย่างไรก็ดี ข้อตกลงในการเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของผลงานนั้นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสาขาการวิจัยหรือข้อบังคับของแต่ละพื้นที่  ในบางข้อบังคับ ชื่อของผู้นำทีมวิจัยอาจจะอยู่ท้ายสุด แต่ในบางกรณีก็เขียนเป็นชื่อแรก  ในบางสาขาของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ชื่อของที่ปรึกษาจะไม่ค่อยปรากฏในสิ่งตีพิมพ์ ในขณะที่สาขาอื่นๆ จะมีการใส่รายชื่อของที่ปรึกษาด้วย  ในบางกลุ่มของการวิจัยจะมีการเขียนชื่อตามลำดับอักษร อย่างไรก็ดี หลายๆวารสารหรือหลายๆกลุ่มวิชาชีพก็จะมีการสร้างแนวทางในการเขียนรายชื่อเจ้าของผลงานในรูปแบบต่างๆ กัน

ในบางครั้ง การตัดสินใจว่าใครคือเจ้าของผลงานบ้างนั้นอาจไม่สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนในตอนเริ่มโครงการ และอาจต้องกำหนดรายชื่อเมื่อสิ้นสุดโครงการวิจัยแล้ว โดยเฉพาะในการวิจัยที่เป็นสหวิชาการที่มีลักษณะของการเข้ามามีส่วนร่วมของคนต่างสาขาวิชาชีพกัน หรือที่เรียกว่า interdisciplinary collaborations หรือ multigroup projects โดยผู้ที่เข้ามาร่วมทำงานวิจัยจากหลายกลุ่มก็จะคุ้นเคยกับแบบแผนในสาขาของตนเอง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดของการแบ่งสรรเครดิตการทำวิจัย คือ การบันทึกชื่อแต่ละคนและแบ่งปันเครดิตระหว่างคนที่เข้ามาร่วมงานกันแต่ละคน

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ ประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการให้น้ำหนักว่าใครมีเครดิตในงานวิจัยมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร โดยนักวิจัยที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันโครงการวิจัยให้ก้าวหน้านับเป็นผู้ที่ควรได้รับเครดิตสูงสุด ในขณะที่นักวิจัยที่ถูกทาบทามเข้ามาร่วมในภายหลังจะได้รับน้อยกว่าแม้ว่าคนที่มาทีหลังจะลงแรงในการทำงานวิจัยมากกว่าก็ตาม ในทำนองเดียวกัน นักวิจัยที่เป็นผู้ริเริ่มโครงการก็ควรได้รับเครดิตมากกว่าผู้ที่ทำงานในโครงการเฉยๆ นอกจากนี้ นักวิจัยที่มีส่วนในการสร้างไอเดียใหม่ๆให้แก่งานวิจัยก็ควรจะได้รับการจัดสรรเครดิตที่สูงกว่าด้วย ทั้งนี้ ในบางครั้งที่ชื่อของบางคนเข้าอยู่ในบัญชีรายชื่อของเจ้าของผลงานแต่กลับไม่ได้ทุ่มเทใดๆ ให้กับการทำงานมากนัก แม้ว่าจะใส่ชื่ออยู่ในส่วนของ    “honorary,” “guest,”   “gift”  ก็อาจจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด และให้น้ำหนักกับผู้ที่ทุ่มเทในงานมากน้อยลงไปด้วย  ซึ่งผู้ที่กำกับดูแลสิ่งตีพิมพ์ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใส่ชื่อที่ไม่เหมาะสมในลักษณะนี้  นอกจากนี้ ยังมีกรณีของการใส่ชื่อบุคคลที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมใดๆเลยและไม่มีใครรู้จักในรายชื่อเจ้าของผลงานด้วย ซึ่งเป็นกระทำที่น่าตำหนิอย่างยิ่ง

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์งานวิจัยจึงมีนโยบายบุคคลที่จะมีชื่อร่วมในผลงานต้องเป็นผู้ที่มีส่วนในการสร้างผลงานที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบงานวิจัย การวิเคราะห์และแปลผล การร่างรายงานวิจัย  แต่สำหรับผู้ที่อำนวยความสะดวกต่อการทำงาน เช่น การจัดหาพื้นที่สำหรับทำงานอาจจะไม่เพียงพอที่จะให้ผู้นั้นมีรายชื่อเป็นเจ้าของผลงาน แต่อาจจะใส่ชื่อในส่วนของ footnote หรือใส่ชื่อในส่วนของการแสดงความขอบคุณเท่านั้น

นอกจากนี้ การใส่ชื่อเจ้าของผลงานยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง ซึ่งการใส่ชื่อของเจ้าของผลงานที่เหมาะสมจะแสดงถึงความมีสามัญสำนึกที่จะรับผิดชอบต่องานวิจัยและยังสร้างเครดิตให้แก่ผู้ที่ทำงานวิจัยด้วย  เมื่องานวิจัยถูกพบว่ามีข้อผิดพลาด ผู้ที่มีรายชื่อในการเป็นเจ้าของผลงานก็ต้องเข้ามีส่วนร่วมรับผิดชอบทุกคน จะอ้างว่ามีส่วนในการทำเพียงเล็กน้อยไม่ได้ อย่างไรก็ดี การกระจายความรับผิดชอบก็อาจจะมีความยากในกรณีของงานวิจัยร่วมระหว่างหลายสาขาวิชาชีพ เพราะนักวิจัยจากสาขาหนึ่งอาจจะกล่าวว่าพวกเขาไม่มีภาระที่ต้องร่วมรับผิดชอบในบางส่วนของงานที่ที่ไม่ใช่ส่วนของสาขาของเขา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ทุกๆคนจะต้องรับผิดชอบในทุกๆ ส่วนของงานวิจัย ซึ่งบางครั้งอาจแก้ปัญหาโดยให้ผู้อื่นช่วยตรวจสอบงานวิจัยที่อยู่นอกเหนือจากส่วนของเขาเพื่อสร้างความมั่นใจว่างานจะออกมาถูกต้อง ทั้งนี้ ในบางงานวิจัยก็อาจจะมีวิธีแก้ปัญหาการแบ่งภาระรับผิดชอบโดยการเขียน footnote กำกับว่า ผู้วิจัยแต่ละคนรับผิดชอบในส่วนไหนให้ชัดเจน

ทรัพย์สินทางปัญญา 

การค้นพบโดยผ่านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะคุณค่านักวิจัยเองที่จะได้รับความรู้ใหม่ที่ก้าวหน้ามากขึ้น หรือต่อภาครัฐที่จะนำไปปรับใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ดีขึ้น หรือต่อภาคอุตสาหกรรมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ  ดังนั้น นักวิจัยควรที่จะต้องมีความตระหนักถึงคุณค่าเหล่านี้ และควรรู้ถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งควรรู้ว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างไร และควรต้องสร้างความคุ้นเคยกับกฎระเบียบที่ช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมและการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมอีกด้วย

ในบางกรณี ประโยชน์ที่เกิดจากความรู้ใหม่ๆก็จำเป็นต้องมีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะโดยผ่านสิทธิบัตร หรือลิขสิทธิ์ หรือโดยการเก็บความรู้ใหม่ๆ ไว้เป็นความลับทางการค้า โดยทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นเสมือนสิทธิทางกฎหมายในการควบคุมการนำความรู้จากการวิจัยไปใช้ในบริบทเฉพาะ หรือการควบคุมนำความรู้จากการวิจัยไปเผยแพร่ ทั้งสิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างกลไกทางกฎหมายที่จะช่วยเข้าถึงความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของภาคเอกชนกับผลประโยชน์สาธารณะ และมันยังช่วยให้นักวิจัย องค์กรที่ไม่หวังผลกำไร และบริษัทต่างๆ ได้รับสิทธิในการแสวงหากำไรจากความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

ในส่วนของสิทธิบัตรนั้น เจ้าของสิทธิบัตรสามารถปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของเขาที่เกิดจากการคิดค้น โดยกฎหมายสิทธิบัตรจะช่วยให้คนอื่นไม่สามารถเข้ามาทำเลียนแบบ หรือ ใช้ประโยชน์ หรือ นำไปขาย นักวิจัยที่ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสิทธิบัตรอาจจะมีหน้าที่สำคัญต่อผู้ให้ทุนสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการใช้โน้ตบุ๊กเฉพาะสำหรับโครงการ การไม่เปิดเผยข้อมูลในการวิจัย ซึ่งในสหรัฐได้มีกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิบัตรที่มีข้อกำหนดชัดเจนเกี่ยวกับนิยามของผู้ประดิษฐ์ ซึ่งต้องมีชื่ออยู่ในสิทธิบัตรนั้น

ในส่วนของลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่มีความโดดเด่นมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีด้านดิจิตอลมีบทบาทมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีดิจิตอลที่พัฒนาขึ้นทำให้สามารถคัดลอกและกระจายข้อมูลได้ง่ายขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยลิขสิทธิ์จะช่วยปกป้องการแพร่กระจายของความรู้ใหม่ๆ แต่ก็มิได้ปกป้องตัวความรู้ใหม่โดยตรง ดังนั้น เมื่อนักวิจัยเขียนงานวิจัยหรือหนังสือ ลิขสิทธิ์ก็จะเข้าช่วยปกป้องในส่วนของข้อความและภาพต่างๆ ในสิ่งพิมพ์ แต่อย่างไรก็ดี บุคคลอื่นก็สามารถนำไอเดียในการทำวิจัยไปปรับใช้ในงานวิจัยของเขาได้ ทั้งนี้ ในการใช้ประโยชน์บางอย่างก็สามารถทำได้ ถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ที่ไม่แสวงหากำไร เช่น การวิจัย หรือการศึกษา แต่สิ่งที่ต้องห้ามก็คือการใช้ไปในทางที่จะลดมูลค่าตลาดของงานวิจัยลง 

ในส่วนของความลับทางการค้า มักใช้มากในภาคอุตสาหกรรมเพื่อที่จะเก็บรักษาข้อมูลจากการวิจัยที่มีส่วนสำคัญในการช่วยสร้างมูลค่าทางการค้า ในกรณีนี้ จึงไม่มีบทบัญญัติใดๆที่เกี่ยวข้องกับการนำไอเดียไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ   

ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยส่วนใหญ่ก็ได้มีนโยบายที่ระบุเฉพาะเกี่ยวกับการดำเนินการด้านทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายเหล่านี้จะระบุว่าจะต้องเก็บข้อมูลอย่างไร  เก็บรักษาข้อมูลอย่างไร  เผยแพร่ข้อมูลอย่างไร และเมื่อไร การถ่ายโอนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไร สิ่งที่ค้นพบจะมีการเปิดเผยอย่างไร รวมถึงจะมีการกระจายผลประโยชน์จากสิทธิบัตรอย่างไร อย่างไรก็ดี กฎหมายสิทธิบัตรมีความแตกต่างกันในและประเทศ นักวิจัยจึงจำเป็นต้องนำกฎระเบียบที่แตกต่างกันมาพิจารณาเมื่อต้องร่วมงานกับนักวิจัยในประเทศอื่นในโครงการเดียวกัน บางกรณี นักวิจัยที่ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรมักจะชะลอการตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ ที่ปรึกษาจำเป็นต้องทำให้นักวิจัยเหล่านี้ตระหนักความสำคัญของการตีพิมพ์ผลงานที่มีต่อความก้าวในอาชีพตน และนักวิจัยไม่ควรที่จะชะลอการตีพิมพ์เพื่อซื้อเวลาที่มากจนเกินไปเพื่อปกป้องผลการวิจัยของตน ซึ่งสิ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจว่าการตีพิมพ์ผลงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตร คือ การที่มีหน่วยงานที่เรียกว่า   University technology transfer offices ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่กำกับดูแลในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ นโยบายของสถาบันวิจัยบางหน่วยงานก็อาจจะไม่ได้ระบุถึงประเด็นในเรื่องดังกล่าว หรือบางหน่วยงานก็อาจจะให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การที่หน่วยงานหรือนักวิจัยจะได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ การแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงการ นักวิจัยจะสามารถใช้ข้อมูลที่หามาในการทำวิจัยเมื่อออไปจากสถาบันได้หรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สถาบันวิจัยจะเป็นเจ้าของข้อมูลที่นำมาใช้ในการวิจัยแม้ว่าจะหามาโดยนักวิจัยก็ตาม แต่ก็อาจจะมีการทำข้อตกลงกันเกี่ยวกับรายละเอียด และนักวิจัยก็อาจจะได้รับสิทธิในการนำข้อมูลที่เขาหามาไปใช้ในการทำงานที่อื่นก็เป็นได้

 

ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ความรับผิดชอบ และคุณค่า 

นักวิจัยมักมีประโยชน์หลากหลายไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์ในเรื่องความคิด ผลประโยชน์ทางการเงิน หรือแม้แต่ผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ ซึ่งผลประโยชน์ดังกล่าวนั้นมักเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันและบางครั้งก็มีความขัดแย้งกัน  หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น ความขัดกันในผลประโยชน์ ทั้งนี้ ความขัดกันในผลประโยชน์ หมายถึง สถานการณ์ที่นักวิจัยมีความต้องการที่อาจจะถูกแทรกแซงด้วยการคุณค่าในเรื่องวิชาชีพ การจัดการสถานการณ์เพื่อลดปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์จึงมีความสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งความมีจริยธรรมของนักวิจัยและสาขาวิทยาศาสตร์

ความขัดกันในผลประโยชน์เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ นักวิจัยที่ต้องการเริ่มธุรกิจเพื่อนำผลงานวิจัยที่ทำในห้องแลบไปใช้ประโยชน์ทางการค้าก็อาจจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่จะต้องสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าในการศึกษา กับ ผลประโยชน์ทางการค้า ในบางครั้งนักวิจัยก็เลือกที่จะตีพิมพ์ผลงานในกรอบความรู้แคบๆ หลายๆงาน แทนที่จะตีพิมพ์งานวิจัยเต็มรูปแบบที่ประกอบด้วยข้อค้นพบที่สำคัญเพื่อสร้างความก้าวหน้าของวงการวิชาการ  หรือในบางครั้งนักวิจัยก็ตัดสินใจที่จะเน้นผลประโยชน์ทางการเงินโดยขอทุนวิจัยที่เป็นการทำงานในลักษณะงานประจำ มากกว่าที่จะขอทุนที่จะช่วยสร้างความก้าวหน้าในสาขาวิชาชีพ หรือบางครั้งก็อาจจะทำงานวิจัยที่ผลงานที่สร้างขึ้นจะทำให้เขาได้รับโบนัสจากนายจ้างเป็นหลัก ซึ่งการมุ่งที่ผลประโยชน์เชิงตัวเงินก็อาจจะสร้างผลกระทบต่อการออกแบบการวิจัย รวมถึงการตีความ และการนำเสนอ และอาจจะทำลายชื่อเสียงของนักวิจัย ตลอดจนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อวงการวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ ในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวก็เข้ามามีผลกระทบในประเด็นเรื่องความขัดแย้งในผลประโยชน์ จะเห็นได้จากในบางหน่วยงานมีการให้ทุนวิจัยโดยพิจารณาจากคนที่เคยเป็นที่ปรึกษา เคยเป็นนักศึกษาปริญญาโทในกำกับดูแล หรือเป็นเพื่อนร่วมงานวิจัยเก่า ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจให้ทุน  นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมี ความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวระหว่างอาจารย์และนักศึกษาที่มักต้องห้ามในสถาบันการศึกษาเพื่อป้องกันความขัดกันของผลประโยชน์ เมื่อเป็นเช่นนี้ หน่วยงานให้ทุนต่างๆ รวมถึงหน่วยงานจัดทำวารสารจึงมีนโยบายให้นักวิจัยระบุถึงประโยชน์ทางการเงินและความสัมพันธ์ส่วนตัวให้การเสนอขอทุนด้วย ดังนั้น นักวิจัยจึงต้องตระหนักรู้เกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้ และมีความเข้าใจว่าพวกเขามีบทบาทสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้กับวงการวิชาการและชื่อเสียงของวิชาชีพอย่างไร อย่างไรก็ดี ได้มีการสร้างกระบวนการที่ช่วยแก้ปัญหา ความขัดกันของผลประโยชน์  ที่เรียกว่า  a formal review process ซึ่งความขัดแย้งที่สำคัญจะถูกระบุให้ชัดเจนขึ้น เพื่อนำมาเปิดเผยและอภิปรายถกเถียงกัน

แม้ว่าจะมีแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดกันในผลประโยชน์ แต่ในบางกรณีนักวิจัยที่เข้าร่วมทีมวิจัยก็อาจจะไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว เนื่องจากปัญหาความขัดกันในความรับผิดชอบที่เป็นอีกประเด็นปัญหาหนึ่ง  เช่น ในการที่นักวิจัยที่เป็นนักศึกษาจะต้องทำการตัดสินใจเกี่ยวกับการแบ่งเวลาระหว่างงานวิจัยที่กำลังทำ กับภาระหน้าที่อื่นๆ เป็นต้น ซึ่งการขัดกันในความรับผิดชอบนี้อาจเป็นความขัดแย้งกันระหว่างการที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรให้การทำวิจัยสอดคล้องข้อบังคับ จะทำอย่างไรเพื่อให้เป็นการเคารพในผลประโยชน์/พันธกิจ/ค่านิยมของนายจ้าง หรือทำอย่างไรจึงจะนำเสนอผลการศึกษาให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งความขัดแย้งกันในความรับผิดชอบเหล่านี้เป็นแหล่งที่มาของความตึงเครียดในชีวิตนักวิจัยและอาจสร้างปัญหาต่ออาชีพการงานในอนาคต  ซึ่งในการจัดการภาระรับผิดชอบเหล่านี้เป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่ง แต่ก็มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันความขัดกันของผลประโยชน์ โดยในกรณีของความขัดกันของผลประโยชน์นั้น หน่วยงานด้านวิจัยมีนโยบายที่กำหนดมีการทำแนวทาง/คู่มือเกี่ยวกับความขัดกันของผลประโยชน์ เช่น มีการจำกัดเวลาที่เอาไปทำงานภายนอกคณะ เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ยังมีการฝึกอบรมที่ช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการจัดการความขัดกันของความรับผิดชอบ อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญสุดในการจัดการความขัดกันของผลประโยชน์ที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ การระบุถึงความขัดแย้งดังกล่าว ให้ได้ก่อนค่อยเริ่มหาทางจัดการกับมัน

นอกเหนือจากความขัดแย้งกันในความรับผิดชอบและความขัดกันในผลประโยชน์แล้ว ก็ยังมีประเด็นเรื่องคุณค่าและความเชื่อของแต่ละคนที่มักเข้ามาทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการทำวิจัย นักวิจัยบางคนอาจจะมีความเชื่อทางการเมือง วัฒนธรรม ศาสนา และปรัชญาที่แรงกล้าที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ความเชื่อและคุณค่านั้นก็สามารถที่จะทำให้มันอยู่ร่วมกับวิทยาศาสตร์ได้ในบางครั้ง อย่างไรก็ดี ประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ชี้ให้ถึงหลายๆ เหตุการณ์ที่ความเชื่อส่วนบุคคลหรือความเชื่อในสังคมเข้ามาบิดเบือนการทำงานวิจัย เช่น การปฏิเสธระบบความคิดอันเป็นรากฐานของสังคมของพันธุศาสตร์เมนเดเลียนในสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 ได้ทำลายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับชีววิทยาในโซเวียต

ทั้งนี้ ความปรารถนาที่จะทำงานให้ดีเป็นคุณค่าหนึ่งของมนุษย์ ดังนั้น  มันจึงเป็นเสมือนการพิสูจน์ว่ามาตรฐานของความซื่อสัตย์และความเป็นกลางจะถูกดำรงรักษาไว้อย่างยั่งยืน ดังนั้น นักวิจัยควรมีใจที่เปิดกว้างต่อการรับรู้ความคิดใหม่ๆ และพยายามในการทดสอบและค้นหาความรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนยอมรับความคิดของผู้อื่นที่อาจขัดแย้งกับข้อมูลที่สังเกตได้

 

นักวิจัยในสังคม

มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นอะไรที่มากไปกว่าความรับผิดชอบภายในวงการวิทยาศาสตร์เอง แต่นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังต้องมีหน้าที่ที่จะต้องแสดงให้สังคมเห็นถึงว่าจะนำงานวิจัยและความรู้ที่พวกเขาสร้างขึ้นไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร

นักวิจัยมักมีบทบาทสมมติที่แตกต่างกันในการอภิปรายถึงความรู้ใหม่ๆต่อสังคม พวกเขามักจะนำเสนอความคิดเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญและคำแนะนำต่อหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา บริษัทเอกชน และองค์กรอื่นๆ พวกเขาสามารถเข้าไปมีส่วนในการประเมินผลประโยชน์และความเสี่ยงจากการใช้ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ พวกเขามักจะให้ความรู้แก่นักศึกษา ผู้วางนโยบาย หรือภาคประชาชนเกี่ยวกับประเด็นด้านนโยบายและวิทยาศาสตร์ พวกเขาสามารถลอบบี้ผู้แทนประชาชนหรือเข้าร่วมในการประท้วงทางการเมือง ในบางครั้ง นักวิจัยก็เป็นเสมือนนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ และผลผลิตจากงานของเขาก็เป็นเสมือนปัจจัยนำเข้าที่จะนำไปปรับใช้ในกระบวนการออกแบบนโยบายสาธารณะ  นอกจากนี้ พวกเขาก็ยังมีบทบาทในการเป็นพลเมืองที่มีจุดยืนเหมือนพลเมืองทั่วไปในเวทีสาธารณะ

อย่างไรก็ดี นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีบทบาทในเชิงวิชาชีพที่สำคัญในการดำเนินการและนำเสนอผลการวิจัยที่เป็นกลางและถูกต้องให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  แม้ว่าในบางประเด็นที่พวกเขาต้องการสนับสนุนอยู่แล้ว ก็อาจจะถูกผู้อื่นมองว่าขาดความเป็นกลาง แต่นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็มีสิทธิที่จะแสดงความเชื่อมั่นต่อบางสิ่งและทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม กิจกรรมเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจุดยืนในสิ่งที่เขาเชื่อมั่น

คุณค่าซึ่งวิทยาศาสตร์ได้ยึดมั่น รวมถึง ความซื่อสัตย์ ความเป็นธรรม การเป็นกัลยาณมิตร และการเปิดกว้าง เป็นเสมือนแนวทางในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันรวมถึงในการทำงานวิจัยด้วย คุณค่าเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ที่ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์สามารถสร้างผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ มีประสิทธิผล และสร้างสรรค์ที่มากขึ้น

ภาคผนวก

การอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีศึกษาต่างๆ

 

การเปลี่ยนแผน A CHANGE OF PLANS (Page 5)

ความแตกต่างในความคิดเห็นเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์มักจบด้วยความตึงเครียดระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษา ดั้งนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดีระหว่างกันตลอดช่วงเวลาการวางแผนการทำวิทยานิพนธ์  ทั้งนี้ ควรมีการประชุมร่วมกันบ่อยๆ เพื่อทบทวนความก้าวหน้าและหารือถึงสิ่งที่จะทำต่อในอนาคต อย่างไรก็ดี ถ้าหากนักศึกษารู้สึกอึดอัดที่จะเข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาแบบที่ Joseph เป็น  คณะกรรมการวิทยานิพนธ์คนอื่นๆ ก็ควรที่จะเข้ามาสร้างความเข้าใจร่วมกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

การเลือกข้อมูล THE SELECTION OF DATA (Page 10)

หน้าที่สำคัญของ Deborah and Kamala ในการเขียนผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์gที่จะช่วยอธิบายว่าพวกได้ทำอะไรและอะไรคือพื้นฐานของสิ่งที่ทำ  ดังนั้น คำถามที่พวกเขาจำเป็นต้องตอบให้ได้ คือ

  • ถ้าพวกเขาอ้างในงานวิจัยว่าข้อมูลถูกปฏิเสธเพราะปัญหาเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า ควรหรือไม่ที่ข้อมูลจะต้องนำมารวมไว้ในภาพที่ตีพิมพ์ด้วย
  • เขาควรทำอย่างไรเกี่ยวกับ point ที่จะเก็บไว้หรือทิ้งไป
  • ควรใช้วิธีในการวิเคราะห์ความผิดพลาดอะไร
  • พวกเขาควรทำอย่างไรที่จะกู้ข้อมูลเหล่านี้ทั้งที่มันยากที่จะทำการวัด
  • มันจะดีที่สุดหรือไม่ถ้าจะเน้นไปที่ความผิดพลาดอย่างเป็นระบบ (ความผันผวนของกระแสไฟ) และคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะกำจัดความผันผวนดังกล่าว หรือจะทำการทดลองที่ปรับค่าความผันผวนซ้ำ

ซึ่งการปรึกษากับผู้ดูแล หรือนักวิจัยอาวุโสน่าจะเป็นทางเลือกเพิ่มเติมที่ควรนำมาพิจารณา

 

การค้นพบข้อผิดพลาด DISCOVERING AN ERROR (Page 14)

 เมื่อการมีข้อผิดพลาดในการบันทึกทางวิทยาศาสตร์ นักวิจัยคนอื่นๆสามารถที่จะทำผิดพลาดซ้ำ หรืออาจจะเสียเวลาและเงินทองในการค้นพบและแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น  ในกรณีของ  Marie and Yuan ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานที่มีข้อผิดพลาดแฝงอยู่ ซึ่งเป็นการหลอกลวงนักวิชาการคนอื่นๆ หลงผิด จึงเป็นประเด็นที่ว่า พวกเขาควรที่จะบอกบรรณาธิการว่าส่วนไหนของงานวิจัยที่มีข้อผิดพลาดและการแก้ให้ควรทำอย่างไร

 

มันคือการลักลอกข้อมูลหรือไม่ IS IT PLAGIARISM? (Page 18)

การเขียนทบทวนวรรณกรรมจำเป็นต้องมีการวิพากษ์ไปถึงงานวิจัยเริ่มต้น ซึ่งศาสตราจาร Lee ควรพิจารณาการคัดลอกเพียงประโยคเดียวที่เจ้าของงานคนอื่นสรุปมามันจะทำให้เป็นการเอาเปรียบผู้ที่ไปทบทวนงานวิจัยอื่นๆแล้วมาสรุปหรือไม่  นอกจากนี้ เพราะการทบทวนวรรณกรรมในงานวิจัยอาจจะสร้างความไม่สมบูรณ์หรือความคลาดเคลื่อนได้ Lee จึงควรใช้ความพยายามในการทบทวนวรรณกรรมมากกว่านี้เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ทบทวนแล้วมาเขียนมันถูกต้องเหมาะสมแล้ว  ยิ่งกว่านั้น Lee ควรที่จะจินตนาการว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเจ้าของผลงานที่Leeคัดลอกมา กลับถูกกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้มาทบทวนวรรณกรรมจากข้อเสนอวิจัยของ Lee เอง

การสร้างความสมดุลในอาชีพ A CAREER IN THE BALANCE (Page 22)

Peter ตกอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องค้นหาทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาว่า ควรจะปรึกษาใครเกี่ยวกับความถูกต้องของการทำวิจัยที่ทำโดย Jimmy เพื่อนร่วมงานของเขา การที่เขาจะไปปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษา ก็กลัวว่าจะเกิดปัญหาขึ้นเพราะ Jimmy เป็นคนโปรดของอาจารย์ ที่จะทำให้การตัดสินออกมาไม่ยุติธรรม  บางที Peter ควรหันไปพูดคุยกับ Jimmy โดยตรง เพราะหลายๆ ข้อสงสัยอาจหายไปถ้าต่างคนต่างได้มีโอกาสอธิบายในสิ่งที่อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจ  อย่างไรก็ดี หาก 

Peter ไม่สะดวกใจจะคุยกับ Jimmy เขาอาจจะไปปรึกษาเพื่อที่ไว้วางใจได้ หรือบุคลากรคนอื่นในคณะ หรือแม้แต่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบของมหาวิทยาลัย คนเหล่านั้นอาจช่วย Peter ให้ค้นพบคำตอบของปัญหาต่างๆ ได้

 

การทดลองโดยใช้นักเรียน TESTS ON STUDENTS (Page 25)

แม้ว่าวิธีการทดลองไม่ได้อันตรายต่อตัวนักเรียน แต่ Antonio ก็ต้องได้รับการอนุมัติจาก   IRB ก่อน  แม้ว่าการวิจัยของเขาเน้นเทคนิคที่เกี่ยวกับการสอนที่อาจได้รับยกเว้นการตรวจสอบของ  IRB แต่การได้รับการยกเว้นหรือไม่นั้น ต้องให้ IRB เป็นผู้ตัดสิน ดังนั้น เขาควรจะพิจารณาให้ลึกซึ้งก่อนในหลายๆประเด็นที่เกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจเชิงบังคับให้นักเรียนต้องเข้าร่วมการทดลองหรือการทำให้นักเรียนบางกลุ่มได้เปรียบเหนืออีกกลุ่ม  การแสดงยินยอมแบบเปิดเผยจึงควรต้องกระทำ

 

การเปลี่ยนแปลงข้อตกลง A CHANGE OF PROTOCOL (Page 26)

แนวปฏิบัติในการดูแลและใช้สัตว์ในการทดลองถูกออกแบบเพื่อปกป้องสวัสดิภาพสัตว์ และเพิ่มคุณภาพในงานวิจัย  แต่ทั้งสองเป้าหมายกลับไม่ได้รับมาปรับใช้โดย Hus เลย ดังนั้น ใครจะสามารถนำประเด็นดังกล่าวหารือกับหน่วยงาน อะไรคือภาระรับผิดชอบแลบและความเป็นผู้นำขององค์กรในดำเนินการตามกฎหมายด้านสวัสดิภาพสัตว์

แนวปฏิบัติในการตีพิมพ์ PUBLICATION PRACTICES (Page 32)

ในสาขาวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้เน้นนับจำนวนงานวิจัย แต่จะเน้นความแตกต่างในการค้นพบใหม่ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้   Andre และนักศึกษาฝึกงานของเขาจึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรจึงเข้ามีส่วนสร้างปรากฏการณ์ที่สำคัญในสาขาวิชาชีพของพวกเขา พวกเขาจำเป็นต้องเริ่มที่จะเขียนก่อนที่จะคำนึงถึงจำนวนงานวิจัย  พวกเขาอาจจะถามตัวพวกเขาเองเกี่ยวกับกระบวนการที่จะช่วยในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะ

  • พวกเขาจะทำการอภิปรายงานวิจัยเป็นลำดับแรกๆ ได้อย่างไร
  • นักศึกษาเหล่านั้นถูกทำให้เชื่อว่าพวกเขาจะเป็นผู้ประพันธ์ลำดับแรกในสิ่งตีพิมพ์หรือไม่ ถ้าได้ จะสร้างผลกระทบต่อนโยบายและกระบวนการของหน่วยงานในอนาคตอย่างไร

ใครได้รับเครดิต WHO GETS CREDIT? (Page 36)

Robert จำเป็นต้องรู้ว่าบริษัทของเขา วารสารที่เขาจะส่งตีพิมพ์ ได้มีนโยบายที่เหมาะสมกับสถานะของเขาหรือไม่ ถ้าใช่ เขาต้องตัดสินใจว่าจะนำนโยบายไปหารือกับผู้กำกับดูแลหรือไม่  หรือจะไปคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านวิจัย หรือบรรณาธิการหรือไม่ ถ้าไม่ เขาก็จะต้องตัดสินใจว่าจะร้องเรียนเกี่ยวกับแนวปฏิบัติเกี่ยวกับรายชื่อเจ้าของผลงานในเอกสารอื่นๆ หรือไม่ อะไรคือผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ของแต่ละทางเลือกที่จะช่วยในการตัดสินใจของเขา

 

โอกาสทางการค้า ? A COMMERCIAL OPPORTUNITY? (Page 42)

ใบอนุญาตของซอร์ฟแวร์เป็นข้อตกลงทางกฎหมายและผู้ใช้ซอร์ฟแวร์ทุกคนต้องยอมรับมัน ดังนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกที่ Shen ต้องทำก็คือการไปขออนุญาตเจ้าของซอร์ฟแวร์ในการเผยแพร่  อย่างไรก็ดี ในการตัดสินใจของแต่ละคนก็ต่างกัน นักวิจัยหลายๆ คนมักตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ และหลายคนก็เลือกที่จะยอมให้ผู้อื่นนำไปใช้ฟรี แต่บางคนก็พยายามที่จะใช้สิ่งที่ตนคิดค้นเพื่อประโยชน์ทางการค้า  และบางคนก็คิดว่าการสร้างประโยชน์เชิงการค้าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดทั้งต่อวงการวิชาการ ต่อตัวพวกเขา และต่อองค์กรด้วย  ดังที่อาจารย์ที่ปรึกษาของเขาได้แนะนำให้เขาไปหารือร่วมกับ  technology transfer officer เพื่อเรียนรู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไร

 

ความขัดแย้งในความรับผิดชอบ A CONFLICT OF COMMITMENT (Page 45)

Sandra ยังเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และยังไม่ได้มีหน้าที่ทำงานในอุตสาหกรรม  แต่การทำงานวิจัยที่มีภาคอุตสาหกรรมมาเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนนั้นอาจจะไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์ด้านการศึกษาดีก็ ในความเป็นจริง มันก็อาจจะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เข้าใจถึงมุมมองของภาคอุตสาหกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความต้องการของคนในสังคม อย่างไรก็ดี คำถามก็คือ โดยธรรมชาติของงานวิจัยจะสามารถทำให้สอดคล้องกับมิติด้านการศึกษาได้หรือไม่ ในขณะที่ที่ปรึกษาของเธอเข้าไปมีความสัมพันธ์กับภาคธุรกิจที่อาจทำให้เกิดความขัดกันของผลประโยชน์  แล้วเธอจะทำอย่างไรกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ผลกระทบที่เป็นไปได้ต่ออาชีพของเธอในอนาคตคืออะไร

 

วิเคราะห์ประเด็นทางจริยธรรมเชิงลึก

ประเด็นทางจริยธรรมที่ปรากฏในเรื่องการทำผิดในการวิจัย หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “บูรณภาพในการวิจัย” (research integrity) หรือ “การดำเนินการวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ” (responsible conduct of research) มีอยู่ด้วยกันหลายประการ ในหัวข้อนี้จะได้วิเคราะห์ประเด็นเหล่านี้ในเชิงวิชาการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การทำความเข้าใจความคิดพื้นฐานของเรื่องนี้ในรายละเอียดต่อไป

          เป็นที่ทราบกันว่า การทำวิจัยโดยเฉพาะในวิชาวิทยาศาสตร์ ได้แก่การหาความรู้เกี่ยวกับโลกและธรรมชาติเพื่อทำความเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการทำนายควบคุมปรากฏการณ์ธรรมชาติ การหาความรู้ดังกล่าวทำไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ซึ่งระเบียบดังกล่าวคิดขึ้นมาเพื่อให้หลักประกันว่า ความรู้ที่ผลิตขึ้นมาได้จากกระบวนการนี้ สามารถเป็นความรู้ที่นำไปสู่การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติได้อย่างถูกต้องจริงๆ การทำผิดไปจากระเบียบแบบแผนดังกล่าว ก็จะนำไปสู่ข้อสรุปที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ไม่สามารถนับเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ ซึ่งก็จะเกิดผลเสียแก่สังคมโดยรวม เพราะเมื่อมีข้อสรุปที่อ้างว่าเป็น “ความรู้” ข้อสรุปดังกล่าวก็ไม่สามารถทำงานแบบที่สังคมต้องการจะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ เช่นไม่สามารถทำนายและอธิบายปรากฏการณ์ได้ และยังไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเทคโนโลยีได้เพราะเทคโนโลยีที่ทำงานได้จริง ย่อมต้องอาศัยฐานความรู้ที่เป็นจริงแก่ธรรมชาติ ดังนั้นมิติทางจริยธรรมที่สำคัญประการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า การทำตามระเบียบแบบแผนที่ถูกต้องของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่ต้องทำหรือเป็นหน้าที่ที่ผู้วิจัยทุกคนควรจะต้องรับรู้และทำให้ซึมซับอยู่ในจิตสำนึก เพื่อให้งานของตนออกมาถูกต้อง อันจะเป็นประโยชน์แก่วงการความรู้และสังคมโดยรวม

 นิยามของ บูรณภาพของการวิจัย

          ก่อนที่จะอภิปรายเรื่องนี้ เราจำเป็นจะต้องมีคำนิยามที่ชัดเจนเกี่ยวกับคำสำคัญที่เรากำลังอภิปรายและศึกษากันก่อน คำสำคัญในงานวิจัยชิ้นนี้ได้แก่ “บูรณภาพของการวิจัย” (research integrity) “การทำผิดในการวิจัย” (research misconduct) และ “การดำเนินการวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ” (responsible conduct of research) งานวิจัยชิ้นนี้จะถือว่า “บูรณภาพของการวิจัย” และ “การดำเนินการวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบ” มีความหมายในทางปฏิบัติเหมือนกัน โดยความหมายที่เหมือนกันนั้นคืออะไรกันแน่จะพูดถึงต่อไป ส่วน “การทำผิดในการวิจัย” มีความหมายตรงกันข้าม การกระทำที่ผิดในการวิจัย ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยที่มีบูรณภาพและการวิจัยที่ดำเนินไปอย่างรับผิดชอบ

          แล้วความหมายดังกล่าวนั้นคืออะไร? หนังสือ Introduction to the Responsible Conduct of Research (Steneck, 2007) กล่าวว่าสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Office of Science and Technology Policy, OSTP) ของสหรัฐฯ ได้ให้คำนิยามของ “การทำผิดในการวิจัย” ไว้ดังนี้ “fabrication, falsification, or plagiarism in proposing, performing, or reviewing research, or in reporting research results” ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “การแต่งข้อมูลขึ้นเอง การดัดแปลงข้อมูลให้ผิดไปจากความจริง หรือการลักลอกข้อมูลในการเขียนข้อเสนอโครงการ การดำเนินการวิจัย หรือการประเมินงานวิจัย หรือในการรายงานผลการวิจัย” (Steneck, 2007, p. 20) จะเห็นได้ว่าคำนิยามของ OSTP นั้นรวมเอาการทำผิดสำคัญสามประการที่เป็นแกนของการทำผิดในการวิจัย ได้แก่การแต่งข้อมูลขึ้นเอง (fabrication) การดัดแปลงข้อมูลให้ผิดไปจากความจริง (falsification) และการลักลอกข้อมูล (plagiarism) OSTP ก็ยังได้ให้คำนิยามมโนทัศน์ทั้งสามนี้ไว้ดังนี้

  • การแต่งข้อมูลขึ้นเองได้แก่การสร้างข้อมูลขึ้นเองหรือสร้างผลการวิจัยขึ้นมารวมทั้งการบันทึกและรายงานข้อมูลที่แต่งขึ้นมาเองนั้น
  • การดัดแปลงข้อมูลได้แก่การไปจัดการกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ของการวิจัยหรือกระบวนการวิจัย หรือไปเปลี่ยนแปลงหรือละเว้นไม่รายงานข้อมูลหรือผลการวิจัย เพื่อให้ผลการวิจัยนั้นไม่ได้ถูกรายงานอย่างถูกต้องในบันทึกการวิจัย
  • การลักลอกข้อมูลได้แก่การนำเอาความคิด กระบวนการ ผลการวิจัย หรือคำพูดของผู้อื่นมาใช้โดยไม่ได้อ้างอิงให้ถูกต้อง
  • การทำผิดในการวิจัยไม่รวมถึงการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

การอภิปรายว่าการแต่งข้อมูลขึ้นเอง การดัดแปลงข้อมูลกับการลักลอกเป็นอย่างไรในรายละเอียด รวมทั้งกรณีศึกษาต่างๆ จะอภิปรายในอีกบทหนึ่งต่อจากนี้ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการนิยามในหนังสือ Fostering Research Integrity (Committee on Responsible Science and Committee on Science, Engineering, Medicine, and Public Policy Policy and Global Affairs, Fostering Research Integrity, Washington, DC: National Academies Press, 2017) ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการว่าด้วยวิทยาศาสตร์ที่มีความรับผิดชอบ และคณะกรรมการว่าด้วยวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม การแพทย์ และนโยบายสาธารณะกับกิจการโลก  ซึ่งทั้งสองคณะสังกัดอยู่กับ National Academies of Sciences, Engineering, Medicine ของสหรัฐ บอกว่าบูรณภาพของการวิจัยได้แก่การทำการวิจัยที่เป็นไปตามคุณค่าแกนหลักหกประการที่จะพูดถึงต่อไป ได้แก่ความเป็นภววิสัย (objectivity) ความซื่อสัตย์ (honesty) ความเปิดเผย (openness) ความรับผิด (accountability) ความเป็นธรรม (fairness) และ การดูแลปกป้อง (stewardship) เราอาจมองได้ว่าการทำวิจัยที่เป็นไปตามคุณค่าแกนหลักทั้งหกนี้ ก็จะไม่มีการทำผิดที่ประกอบด้วยการแต่งข้อมูลและอื่นๆ ก็คือทั้งสองเป็นคู่ตรงข้ามของกันและกันนั่นเอง

          คุณค่าแกนหลักทั้งหกที่กล่าวถึงนี้พัฒนามาจากระบบคุณค่าในวิทยาศาสตร์ที่นักสังคมวิทยาโรเบิร์ต เมอร์ตันได้เสนอไว้เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ระบบคุณค่าของเมอร์ตันมีข้อวิจารณ์พอสมควร แต่ก็เป็นพื้นฐานแนวคิดที่มีประโยชน์มากในการทำความเข้าใจที่มาที่ไปของหลักจริยธรรมที่ปรากฏในบูรณภาพของการวิจัย เราจึงอภิปรายระบบคุณค่าของเมอร์ตันและข้อวิพากษ์วิจารณ์ในหัวข้อต่อไปนี้

ระบบคุณค่าในวิทยาศาสตร์: ปทัสฐานของโรเบิร์ต เมอร์ตัน

          คุณค่าหรือค่านิยม (values) มีอยู่แล้วในกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากกระบวนการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ควรจะต้องมีลักษณะเป็น “ภววิสัย” (objective) ซึ่งหมายถึงว่าความรู้นั้นเป็นความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก โดยไม่มีความเห็นส่วนตัวของผู้วิจัยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมาบิดเบือนผลสรุป แต่อย่างไรก็ตาม การเน้นถึงความสำคัญของความเป็นภววิสัยก็นับว่าเป็นคุณค่าอย่างหนึ่ง เนื่องจากการถือว่าความรู้จะต้องเป็นความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกที่ว่านั้น เป็นการเห็นว่าทางเลือกทางหนึ่ง (เช่นความรู้ควรจะต้องเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก) ดีกว่าอีกทางหนึ่ง (เช่นถือว่าความรู้จะต้องมาความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก) นอกจากนี้การเน้นย้ำที่ความจำเป็นที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องซึมซับเห็นความสำคัญของการหลีกเลี่ยงการทำผิดในกระบวนการวิจัย ก็เป็นคุณค่าที่สำคัญที่เราอยากปลูกฝังให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้การคิดว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการแยกเอาคุณค่า (ได้แก่การเห็นว่าอะไรควรไม่ควร อะไรดีไม่ดี ฯลฯ) ออกจากข้อเท็จจริง ในตัวมันเองจึงเป็นคุณค่าแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณค่าที่ช่วยให้การแสวงหาความรู้ที่ถูกต้อง ปราศจากอคติ เที่ยงตรงแม่นยำ สามารถเกิดขึ้นได้จริง นอกจากนี้การที่ความรู้จะต้องปราศจากอคติ รวมถึงความเที่ยงตรงแม่นยำของการวิจัย ก็เป็นคุณค่าที่ควรจะต้องปลูกฝังในผู้เรียนและนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย

          โรเบิร์ต เมอร์ตัน (Robert Merton, The Sociology of Science: Theoretical and Empirical Investigations, University of Chicago Press, 1973) ได้เสนอรายการของคุณค่าหรือที่เรียกว่า “ปทัสฐาน” (norms) ที่ถือว่าจำเป็นต่อการทำงานด้านวิทยาศาสตร์เอาไว้ ซึ่งประกอบด้วย การรวมตัวกันเป็นชุมชน (communalism)[1] ความเป็นสากล (universalism) การปราศจากอคติส่วนตัว (disinterestedness) และวิมตินิยมอย่างเป็นระบบ (organized skepticism) การรวมตัวกันเป็นชุมชนหมายถึงว่า นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำงานอยู่เพียงตัวคนเดียว ถึงแม้ว่าในอดีตอาจมีนักวิทยาศาสตร์ เช่นชาร์ลส์ ดาร์วินหรืออัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่ทำงานเพียงคนเดียว คิดและเขียนงานแต่เพียงผู้เดียว แต่นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็เขียนงานวิจัย เผยแพร่ผลงานความคิดการค้นคว้าของตนเองให้แก่ชุมชนของนักวิทยาศาสตร์ หากดาร์วินไม่ตีพิมพ์ผลงานตนเอง (ซึ่งอันที่จริงเขาได้เก็บทิ้งไว้เป็นเวลาหลายสิบปี) ก็จะทำให้วิทยาศาสตร์ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากต้องมีการพยายามค้นพบความคิดนั้นๆ (เช่นทฤษฎีวิวัฒนาการ) กันใหม่ นอกจากนี้การรวมตัวเป็นชุมชนของนักวิทยาศาสตร์ยังหมายถึงการที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่มีใครเป็นเจ้าของ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้แก่การที่ชุมชนวิทยาศาสตร์นั้นเองเป็นเจ้าของร่วมของความรู้วิทยาศาสตร์ อันที่จริงคุณค่านี้ก็ถูกท้าทายอยู่ค่อนข้างมากในปัจจุบัน เนื่องจากการผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างการวิจัยวิทยาศาสตร์กับการแสวงหากำไรและความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจทำให้เกิดแนวคิดที่ว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ควรจะเป็นความรู้ปกปิดหรือเป็น “ความลับทางการค้า” มากกว่า (อย่างไรก็ตามการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้อย่างละเอียดไม่สามารถทำได้ในหัวข้อนี้) แต่ไม่ว่าจะอย่างไรการเป็นชุมชนวิทยาศาสตร์ทำให้ความรู้ (ที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบของการเป็นความลัยทางการค้า) เป็นสิ่งสาธารณะ ทำให้นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มสามารถทำการทดลองหรือศึกษาวิจัยต่อเนื่องจากผลที่ได้มีการตีพิมพ์ออกมาก่อนหน้าแล้วได้  นอกจากนี้การเป็นชุมชนของนักวิทยาศาสตร์ก็ยังหมายความว่า การประชุมวิชาการมีความสำคัญเป็นอย่างมากไม่แพ้การตีพิมพ์ผลงาน ทั้งนี้เนื่องจากการประชุมเป็นการสร้างและรักษาชุมชนโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้นความสำคัญของการค้นพบอยู่ที่การยอมรับของนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ หากงานไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ก็เท่ากับงานนั้นๆไม่ได้รับให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความรู้วิทยาศาสตร์ และการยอมรับก็ปรากฏตัวออกมาในรูปของการมานำเสนอผลงานของตนเองในที่ประชุมวิชาการ ซึ่งทำให้การอภิปรายถามตอบคำถามต่างๆเป็นไปได้โดยตรง

          คุณค่าประการที่สองของเมอร์ตันได้แก่ความเป็นสากล ซึ่งหมายความว่าความรู้วิทยาศาสตร์จะยังคงสถานะเป็นความรู้อยู่ไม่ว่าจะไปปรากฏในยุคสมัยใด เนื่องจากการตรวจสอบความถูกต้องของวิทยาศาสตร์ จะต้องเป็นเรื่องของกระบวนการหาความรู้นั้นเอง ไม่ใช่ความชอบส่วนตัวหรือสถานะทางสังคม หรือบริบทอื่นใดของการวิจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาความรู้นั้นๆ ตัวอย่างเช่นการศึกษาเรื่องน้ำขึ้นน้ำลง หรือโทษของการสูบบุหรี่ ก็เป็นไปตามแบบแผนของการศึกษาที่เป็นเรื่องของปรากฏการณ์และสาเหตุเชิงกายภาพของปรากฏการณ์เท่านั้น (เช่นอะไรเป็นสาเหตุของน้ำขึ้นน้ำลง หรือการสูบบุหรี่ก็ให้เกิดผลแก่ร่างกายอย่างไรบ้าง) ไม่เกี่ยวกับว่าการศึกษานั้นเกิดขึ้นที่ใดโดยใครหรือทำไปเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะหน้าอะไร (เช่นทำไปเพราะมีคนจ้างให้ทำ) คุณค่าของเมอร์ตันข้อนี้จะเสียไปหากมีการค้นคว้าที่ทำไปตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างให้ทำโดยมีข้อแม้ว่าจะต้องให้ผลออกมาเป็นอย่างที่ผู้ว่าจ้างต้องการ หรือใช้อำนาจให้ผลออกมาเป็นแบบนั้นแบบนี้ การยึดถือคุณค่าเรื่องความเป็นสากลรวมไปถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ตัดสินความถูกต้องของกระบวนการวิจัย ไม่ใช่ที่ว่าการศึกษานั้นใครเป็นคนทำ ความถูกต้องหรือคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ของการวิจัยจะตัดสินที่ตัวกระบวนการนั้น และการที่การศึกษานั้นทำโดยนักศึกษาหรือโดยนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบล ก็ไม่มีผลต่อการตัดสินความถูกต้องดังกล่าวนี้ หากการศึกษานั้นถูกต้องตามกระบวนการ แม้ว่าจะทำโดยนักศึกษา งานนั้นก็จะมีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์มากกว่างานที่ทำโดยนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล แต่ทำไปด้วยความผิดพลาดไม่รักษาความสำคัญของการเดินตามกระบวนการที่ถูกต้อง ลักษณะเช่นนี้ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นความรู้สากล เนื่องจากมาตรฐานตัดสินความรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลของผู้ทำวิจัย และก็ไม่ได้ขึ้นกับสถานะหรือแรงจูงใจของผู้กระทำด้วย นอกจากนี้การเดินตามคุณค่าข้อนี้ยังมีอีกว่า การจำกัดโอกาสความก้าวหน้าในงานอาชีพของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง จะทำไปได้ก็ต่อเมื่อเหตุผลในการจำกัดโอกาสนั้น เป็นเรื่องของความสามารถหรือทักษะในวิชาชีพหรือในกระบวนการทำวิจัยของการเป็นนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่สามารถจำกัดด้วยเหตุผลข้ออื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่นเพศ หรืออายุหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้ประเมิน กล่าวอีกนัยหนึ่งในบริบทของมหาวิทยาลัย การได้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น เป็นการยอมรับโดยวงการวิทยาศาสตร์ถึงความสามารถในฐานะการเป็นนักวิจัยที่มีความชำนาญ เมอร์ตันกล่าวว่าการจำกัดโอกาสไม่ให้นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งได้รับความก้าวหน้า เช่นการปฏิเสธการขอตำแหน่งทั้งๆที่ผู้ขอมีความรู้ความสามารถเพียงพอสำหรับตำแหน่งนั้น เป็นการขัดขวางความก้าวหน้าของวิชาวิทยาศาสตร์เอง เหตุผลอื่นๆที่มีการยกมาอ้างเพื่อจำกัดโอกาสความก้าวหน้าของนักวิทยาศาสตร์คนนั้น เช่นอายุน้อยไป หรือเป็นผู้หญิง หรือมีความเห็นทางการเมืองไม่เป็นที่ถูกใจ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นการทำลายคุณค่าเรื่องความเป็นสากลทั้งสิ้น

          คุณค่าประการที่สามของวิทยาศาสตร์ในแนวคิดของเมอร์ตัน ได้แก่การปราศจากอคติส่วนตัว นักวิทยาศาสตร์ควรมองผลงานของตนเองด้วยสายตาอันเป็นกลาง ไม่มีอคติว่างานของตนเองดีกว่างานของคนอื่น หรือเป็นจริงมากกว่างานของคนอื่นเพียงเพราะว่าเป็นงานของตนเองเท่านั้น นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ควรจะเพิกเฉยไม่สนใจอิทธิพลหรือแรงกระทบจากภายนอกที่อาจจะทำให้การตัดสินทางวิชาการ หรือการปฏิบัติตามกระบวนการที่ถูกต้องผิดออกไปได้ และเมื่อได้ข้อสรุปของงานวิจัยออกมาแล้ว ก็ควรมองข้อสรุปนั้นอย่างเป็นกลางและยอมรับหรือปฏิเสธข้อสรุปนั้นราวกับว่าไม่ใช่งานของตนเอง อาจกล่าวได้ว่าคุณค่าข้อนี้เป็นข้อที่ปฏิบัติได้ยากมากที่สุด เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์มักจะเห็นว่างานของตนเองมีสถานะพิเศษเหนือกว่างานของคนอื่นๆ ความข้อนี้เป็นจริงมากขึ้นเมื่อนักวิทยาศาสตร์มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับงานของตนเอง เช่นอยากเห็นงานของตนเองได้รับการยอมรับจากวงการ หรือได้รางวัลต่างๆ การมีอคติต่องานของตนเองนี้ก็เป็นสาเหตุประการหนึ่งของการทำผิดหลักบูรณภาพการวิจัย ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของงานวิจัยนี้ เมอร์ตันเองกล่าวไว้ว่า

มีการแข่งขันกันในวิทยาศาสตร์ ซึ่งการแข่งขันนี้เข้มข้นมากขึ้นจากการเน้นหนักไปที่การคิดค้นผลการวิจัยได้เป็นคนแรก และการนำเอาเรื่องนี้มาเป็นเกณฑ์ตัดสินความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้บรรยากาศของการแข่งขันนี้ก็ยังก่อให้เกิดแรงจูงใจที่จะเอาชนะคู่แข่งด้วยวิธีการผิดๆ แต่แรงจูงใจเหล่านี้ประสบโอกาสเป็นจริงน้อยมากในการวิจัยวิทยาศาสตร์ การบูชาตัวบุคคล การรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆแล้วติดต่อสื่อสารกันเอง รวมทั้งการผลิตผลงานเล็กๆน้อยๆที่ถึงแม้จะมีมากหลายชิ้น สิ่งเหล่านี้รวมทั้งเทคนิคอื่นๆอาจมีการนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างให้ตนเองดูมีชื่อเสียงขึ้นมา อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้วการกล่าวอ้างที่ไม่เป็นจริงทำนองนี้จะปรากฏว่าจะไม่มีความสลักสำคัญอะไรมากและไม่ได้ผลอย่างแท้จริง การแปลผลจากบรรทัดฐานของการปราศจากอคติมาเป็นการปฏิบัติได้รับการส่งเสริมจากการรับผิดในขั้นสุดท้ายของนักวิทยาศาสตร์ต่อเพื่อนร่วมวิชาชีพของตนเอง ข้อบังคับของความรู้สึกร่วมกันของสังคมวิทยาศาสตร์กับของความมีประสิทธิภาพจะลงรอยกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่ความมั่นคงถาวรของสถาบันของวิทยาศาสตร์ (Merton, 1973, p. 276)

ข้อความนี้แสดงว่าเมอร์ตันเองมีความเชื่อมั่นต่อคุณค่าเรื่องปราศจากอคตินี้เป็นอย่างมาก เขาเชื่อว่าระบบคุณค่านี้จะทำให้สถาบันการวิจัยวิทยาศาสตร์มีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งหากเป็นอย่างที่เมอร์ตันบอกจริงๆ ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามเมอร์ตันเองก็ยอมรับว่า การมีอคติส่วนตัวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย และนักวิทยาศาสตร์แต่ละคนก็มีอคติที่อยากเห็นผลงานของตนเองมีบทบาทสูงกว่าของคนอื่นๆซึ่งเป็นผลมาจากบรรยากาศการแข่งขันกันเองของนักวิทยาศาสตร์

          คุณค่าประการสุดท้ายในความคิดของเมอร์ตันได้แก่วิมตินิยมอย่างเป็นระบบ “วิมตินิยม” มาจากคำภาษาอังกฤษว่า skepticism ซึ่งหมายความถึงการไม่เชื่ออะไรง่ายๆจนกว่าจะได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน วิมตินิยมอย่างเป็นระบบก็ได้แก่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในวิทยาศาสตร์ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ไม่มีอะไรที่จะยอมรับว่าเป็นความจริงได้โดยไม่ต้องตรวจสอบ ลักษณะเช่นนี้ทำให้วิทยาศาสตร์แตกต่างจากระบบความรู้แบบโบราณที่อาศัยความเชื่อที่มาจากประเพณี หรือความเชื่อที่ตั้งอยู่บนฐานของอำนาจทางการเมืองหรืออำนาจทางศาสนา ตัวอย่างเช่นในสมัยโบราณมีการประกาศว่าเรื่องใดเป็น “ความจริง” ที่ผู้คนจะต้องเชื่อ (ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ) และเรื่องนั้นก็กลายเป็น “ความรู้” ของสังคมไป นอกจากนี้แม้แต่ในปัจจุบันการกระทำที่ขัดแย้งกับคุณค่านี้เช่น บรรณาธิการตีพิมพ์บทความบทหนึ่งเนื่องจากตนเองมีส่วนได้ส่วนเสียกับบทความนั้น โดยไม่ต้องให้บทความนั้นผ่านการตรวจสอบโดยนักวิชาการที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือผู้บริหารหน่วยงานให้ทุนวิจัยให้การสนับสนุนโครงการวิจัยโครงการหนึ่งเพียงเพราะตนเองชอบโครงการนั้นเป็นการส่วนตัว หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าผู้บริหารนั้นเชื่อโครงการที่ตนเองชอบโดยไม่ต้องตรวจสอบตามที่โครงการทั่วๆไปควรได้รับการตรวจสอบ เมอร์ตันกล่าวว่าคุณค่าเรื่องวิมตินิยมอย่างเป็นระบบนี้ อาจไปขัดแย้งกับคุณค่าอื่นๆที่สังคมยึดถือ (Merton, 1973, p. 277) เช่นการเคารพผู้ใหญ่ซึ่งเป็นคุณค่าหนึ่งในสังคมไทย งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ผู้ใหญ่คนหนึ่งในสังคมไทย ถ้ายึดตามคุณค่าดั้งเดิม ก็จะไม่ต้องผ่านการตรวจสอบเช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ หรือโครงการนี้ได้รับการเชื่อถือเป็นพิเศษ แต่การทำเช่นนี้ขัดกับหลักวิมตินิยมอย่างเป็นระบบ ที่ถือว่าไม่ว่าจะเป็นโครงการหรือผลงานวิจัยของใครก็จะต้องผ่านการตรวจสอบพิสูจน์ความถูกต้องแบบเดียวกันหมด อีกตัวอย่างหนึ่งก็ได้แก่การยืนยันคำสอนของศาสนา ซึ่งอาศัยคุณค่าอื่นๆที่ไม่ใช่วิมตินิยม แต่เมื่อวิทยาศาสตร์เข้าไปพิสูจน์ว่าคำสอนของศาสนาบางอย่างไม่สามารถยืนยันตรวจสอบได้ ก็จะเกิดผลกระทบในด้านต่างๆ รวมทั้งการที่สังคมเผด็จการมีการห้ามไม่ให้วิทยาศาสตร์ (ซึ่งประกอบด้วยการตรวจสอบทุกเรื่องและไม่เชื่ออะไรจนกว่าจะพิสูจน์อย่างเป็นสาธารณะ) เข้าไปยุ่มย่ามในบางเรื่อง หรือเสนอความเชื่อว่ามีเขตแดนบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถเข้าถึงได้ เป็นต้น

วิพากษ์วิจารณ์ปทัสฐานของเมอร์ตัน

          ปทัสฐานหรือระบบคุณค่าสี่ประการของเมอร์ตันได้รับการอ้างอิงเป็นอย่างมากจากนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ในสังคม แต่ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์หลายประการด้วยกัน ประเด็นหลักในข้อวิจารณ์อยู่ที่ว่า บางครั้งงานวิทยาศาสตร์หลายงานก็ไม่ได้ทำตามเกณฑ์ของเมอร์ตันเหล่านี้ไปทั้งหมด แต่ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ ปทัสฐานข้อแรกได้แก่เรื่องความเป็นชุมชนของวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งเมอร์ตันบอกว่าความรู้วิทยาศาสตร์ต้องเป็นสมบัติร่วมกันของชุมชน ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายประการเป็น “ความลับทางการค้า” ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อให้องค์กรธุรกิจที่เป็นเจ้าของมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ในกรณีนี้ความรู้วิทยาศาสตร์ขัดแย้งกับปทัสฐานข้อนี้โดยตรง นอกจากนี้การมีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งให้อำนาจแก่ผู้ถือสิทธิในการใช้ประโยชน์จากความรู้ที่ตนเองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวผ่านระบบสิทธิบัตร ก็เป็นการขัดแย้งกับหลักการนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องมาชั่งน้ำหนักว่า คุณค่าเรื่องนี้กับคุณค่าที่เกิดขึ้นจากการรักษาสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาคุณค่าใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน ประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน ระหว่างนักวิชาการที่ถือว่าหน้าที่ของวิทยาศาสตร์ได้แก่การเผยแพร่ความรู้ให้แก่สาธารณชนโดยไม่มีการปิดกั้น กับนักวิชาการที่ถือว่าการรักษาสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้การศึกษาวิจัยก้าวหน้าไปได้ อย่างไรก็ตามการถกเถียงระหว่างสองฝ่ายนี้อยู่นอกเหนือจากงานวิจัยชิ้นนี้

          คุณค่าประการที่สองได้แก่ความเป็นสากล ซึ่งหมายถึงการที่งานวิทยาศาสตร์ตัดสินกันด้วยหลักการที่เป็นภววิสัย ไม่ขึ้นกับสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งหรือเวลาใดเวลาหนึ่ง เมอร์ตันบอกว่า ความเป็นสากลยืนยันด้วยการตรวจสอบด้วย หลักเกณฑ์ที่ไม่ขึ้นกับบุคคลซึ่งได้วางไว้ก่อนแล้ว (preestablished impersonal criteria) (Merton, 1973, p. 270) แต่ในความเป็นจริงก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ดูเหมือนว่าละเมิดหลักการ แต่ก็ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นงานที่ไม่ได้ผิดจริยธรรมแต่ประการใด ตัวอย่างเช่นการตัดสินใจให้ทุนของหน่วยงานให้ทุนวิจัย ในกรณีที่เงินทุนที่จะจัดสรรมีจำนวนจำกัด และมีโครงการวิจัยขอทุนเข้ามามาก ผู้บริหารหน่วยงานให้ทุนต้องตัดสินใจว่าจะให้ทุนแก่โครงการใด ซึ่งบ่อยครั้งก็มักจะตัดสินไปตามนโยบายของรัฐบาล หรือความจำเป็นเร่งด่วนในขณะนั้น นโยบายของรัฐบาลหรือความจำเป็นเร่งด่วนเหล่านี้หากพิจารณาตามเกณฑ์ของเมอร์ตันแล้ว ก็ไม่สามารถนับว่าเป็น “หลักเกณฑ์ที่ไม่ขึ้นกับบุคคลซึ่งได้วางไว้ก่อนแล้ว” ได้เนื่องจากมีลักษณะการขึ้นอยู่กับบุคคลหรืออย่างน้อยก็บริบทของสถานที่และเวลาอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่นประเทศไทยปัจจุบันกำลังเข้าสู่ภาวะคนสูงวัยมีสัดส่วนสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหน่วยงานให้ทุนจึงมักให้การสนับสนุนงานวิจัยด้านนี้ แต่นี่สามารถมองได้ว่าเป็นการละเมิดหลักเกณฑ์ของเมอร์ตัน เนื่องจากเป็นการนำเอาสภาวการณ์ที่ขึ้นกับเวลาและสถานที่ (สภาวะสูงวัยในประเทศไทย) มาเป็นเกณฑ์ในการสนับสนุนงานวิจัย ทำให้โครงการอื่นๆที่อาจจะมีประโยชน์ไม่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าหากโครงการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจะเกิดผลอะไรบ้าง ซึ่งอาจเป็นผลดีก็ได้ นอกจากนี้การวิพากษ์หลักคุณค่าเรื่องความเป็นสากล ก็ยังปรากฏในระดับของระเบียบวิธีวิจัยได้ด้วย

          คุณค่าหรือปทัสฐานประการที่สามก็มีข้อวิจารณ์เช่นเดียวกัน และก็เป็นคุณค่าที่เป็นไปได้ที่จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ได้มากกว่าคุณค่าอื่นๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่าการปราศจากอคติเป็นเป้าหมายที่เข้าถึงได้ยากดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ข้อวิจารณ์ที่สำคัญก็คือว่า ในกรณีที่นักวิทยาศาสตร์ต่างก็แข่งขันกันทำวิจัยเพื่อเป็นคนแรกในการค้นพบความรู้ต่างๆ อันจะนำมาซึ่งการได้รับการยอมรับและประโยชน์ต่างๆของนักวิทยาศาสตร์คนนั้น จะมีแรงจูงใจที่จะทำให้นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีการผิดๆในการทำวิจัยเพื่อให้เอาชนะคู่แข่งได้ ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยๆในประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้คุณค่าข้อนี้จึงมีความสำคัญในแง่ที่ว่า เป็นเหตุจูงใจที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งอาจตัดสินใจทำอะไรที่ผิดไปจากระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้องได้ เมอร์ตันบอกว่าการทำผิดหรือการโกงต่างๆไม่ค่อยเกิดขึ้นในวงการวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ก็เพราะว่านักวิทยาศาสตร์มีคุณสมบัติประจำตัวที่เห็นแก่ประโยชน์ของวงการหรือประโยชน์ของความรู้ มากกว่าประโยชน์อันมาจากอคติของตนเอง (Merton, 1973, p. 276) แต่ในความเป็นจริงแล้ว สาเหตุที่ต้องมีงานวิจัยชิ้นนี้ก็คือว่า มีปัญหาเกี่ยวกับการที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้เดินตามคุณค่าเรื่องการปราศจากอคติส่วนตัว แต่แสวงหาวิธีการต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายส่วนตัวของตนเอง ซึ่งเป็นการขัดกับคุณค่าข้อนี้โดยตรง ดังนั้นเมอร์ตันจึงมีทัศนคติที่เป็นการมองโลกในแง่ดีมากไปที่บอกว่า วิทยาศาสตร์เป็นพื้นที่ที่ปลอดจากการโกงมากกว่าพื้นที่อื่นๆ แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นดูจะเป็นตรงกันข้าม

          คุณค่าประการสุดท้ายก็มีข้อวิจารณ์ที่สำคัญเช่นเดียวกัน ดังที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว คุณค่าของการไม่เชื่ออะไรง่ายๆและการบังคับว่าทุกอย่างต้องผ่านการตรวจสอบ อาจมีการยกเว้นหากมีคุณค่าอื่นที่เหนือกว่า แต่อย่างไรก็ตามคุณค่าบางอย่างก็อาจจะมีเหตุผลเพียงพอในการที่จะทำให้เกิดข้อสงสัยหรือไม่เชื่อในหลักวิมตินิยมนี้ได้ เช่นหากมีความจำเป็นเร่งด่วนเกิดขึ้นที่จะต้องทำวิจัย และมีงบประมาณในการวิจัยจำกัด หน่วยงานให้ทุนอาจยกเว้นการบังคับให้มีการตรวจสอบทุกครั้ง เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ตัวอย่างเช่นสภาวะโลกร้อนที่กำลังประสบอยู่ในเวลานี้ เป็นภาวะเร่งด่วนที่จะต้องเร่งหาทางแก้ ดังนั้นหากมีการสนับสนุนการวิจัยเพื่อหาทางแก้ปัญหานี้ โดยอาจไม่ต้องมีการตรวจสอบมากเท่ากับการตรวจสอบที่ทำโดยปกติในวงการวิทยาศาสตร์ ก็จะเป็นการละเมิดหลักวิมตินิยม แต่อาจมีความจำเป็นและเป็นการถูกต้องที่ทำเช่นนี้ก็ได้เพราะมีความจำเป็นดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามการยกเว้นคุณค่าหรือปทัสฐานข้อนี้ ก็ต้องระวังว่าการยกเว้นไม่ต้องตรวจสอบ จะไม่นำไปสู่การเป็นความรู้ที่บกพร่องเชื่อถือไม่ได้ในระยะยาว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้แต่ต้น (เช่นแก้ปัญหาโลกร้อน) ไม่สามารถทำได้จริง

          กล่าวโดยสรุป คุณค่าสี่ประการของเมอร์ตันมีบทบาทสำคัญต่อการเข้าใจหลักพื้นฐานทางจริยธรรมของเรื่องบูรณภาพการวิจัย หากเรายึดถือปทัสฐานทั้งสี่ของเมอร์ตันเป็นหลัก โดยมีข้อวิจารณ์ที่เสนอมาข้างต้นเป็นข้อควรระวัง ก็จะมีหลักการหนึ่งที่ใช้ยึดถือได้ในการกำหนดว่าการกระทำใดเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักจริยธรรมของการทำวิจัยหรือบูรณภาพการวิจัย นอกจากนี้ยังมีหลักการอีกบางประการ ที่ทำให้เรามองเห็นความจำเป็นและการจำแนกประเด็นของบูรณภาพหรือการทำวิจัยอย่างมีความรับผิดชอบสามารถเป็นที่เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งนำเสนอในหนังสือ Fostering Research Integrity (2017) ซึ่งจะเป็นหัวข้อต่อไป

หลักการหกอย่างในหนังสือ Fostering Research Integrity

          หนังสือเรื่อง Fostering Research Integrity (2017) ของ National Academies of Science สหรัฐอเมริกา เป็นหนังสือที่เสนอแนวทางอย่างเป็นรูปธรรมในการเสริมสร้างบูรณภาพการวิจัย และได้เสนอหลักคุณค่าที่เรียกว่า “คุณค่าแกนหลัก” (core values) ในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไว้หกประการ ได้แก่ความเป็นภววิสัย (objectivity) ความซื่อสัตย์ (honesty) ความเปิดเผย (openness) ความรับผิด (accountability) ความเป็นธรรม (fairness) และ การดูแลปกป้อง (stewardship) คุณค่าเหล่านี้บางอย่างก็คล้ายคลึงกับปทัสฐานของเมอร์ตันซึ่งได้อภิปรายไปแล้ว แต่บางอย่างก็ไม่เหมือนกันมากนัก จึงต้องแยกออกมาวิเคราะห์และอภิปรายแยกต่างหากในอีกหัวข้อหนึ่ง ในที่นี้จะพิจารณาคุณค่าแกนหลักเหล่านี้ทีละอย่างไป

ความเป็นภววิสัย

          คุณค่าแกนหลักประการแรกเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดประการหนึ่งในบรรดาคุณค่าแกนหลัก ความเป็นภววิสัยหมายถึงการที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ว่าด้วยธรรมชาติภายนอก ไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นมาเองของผู้วิจัย ความรู้จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าธรรมชาติเป็นอย่างไร การศึกษาวิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อหาว่าธรรมชาติเป็นอย่างไร ทำงานอย่างไร มีคำอธิบายอย่างไรตามที่ธรรมชาตินั้นเป็น และบทบาทของผู้วิจัยเป็นเพียงผู้สังเกตและสรุปการสังเกตและทดลองออกมาเป็นรูปแบบของการนำเสนอความรู้เท่านั้น เช่นในรูปของบทความวิจัยหรือรูปแบบอื่นๆที่เป็นที่ยอมรับ บทบาทของผู้วิจัยไม่ใช่การเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนเองศึกษาจนทำให้สิ่งที่ตนเองศึกษาเป็นภาพสะท้อนของความคิดส่วนตัวของตนเอง หากเป็นเช่นนั้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็จะไม่ใช่เรื่องของการเข้าใจธรรมชาติอีกต่อไป อย่างไรก็ตามคุณค่าเรื่องความเป็นภววิสัยนี้ ก็อาจมีข้อวิจารณ์ได้ว่าความเป็นภววิสัยในอุดมคตินั้นอาจไม่ใช่อะไรที่เข้าถึงได้อย่างแท้จริง ศาสตร์บางศาสตร์เช่นฟิสิกส์ควอนตัม เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ทดลองหรือผู้สังเกตจะไม่มีบทบาทอะไร เนื่องจากว่าปรากฏการณ์ที่ศึกษาจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่ามีผู้สังเกตเข้าไปสังเกตหรือเปล่า ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของธรรมชาติในระดับควอนตัม แต่ถึงแม้ว่าเป็นเช่นนี้ก็มิใช่ว่าหลักความเป็นภววิสัยจะสูญหายไป เนื่องจากว่าเราสามารถมีกฎเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยวงการนักฟิสิกส์ และการเดินตามหลักการนี้เป็นกรอบในการสังเกตและการศึกษา จะให้ผลตรงกันไม่ว่าเป็นนักฟิสิกส์คนไหนที่ไปศึกษา ความเป็นภววิสัยอยู่ที่ตรงนี้ ในทางตรงข้ามหากนักฟิสิกส์คนหนึ่งศึกษาปรากฏการณ์หนึ่งได้ผลแบบหนึ่ง แต่นักฟิสิกส์อีกคนหนึ่งศึกษาปรากฏการณ์เดียวกันได้ผลอีกแบบหนึ่ง แบบนี้ก็เชื่อได้ว่าธรรมชาติไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามผู้ศึกษา แต่ผู้ศึกษาเองเอาอคติส่วนตัวเข้าไปหรือไปเปลี่ยนแปลงข้อมูล จนทำให้ผลการศึกษาเปลี่ยนแปลงตามแต่ละบุคคลเช่นนี้

          นอกจากนี้ความเป็นภววิสัยยังถูกท้าทายจากแนวคิดของนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ เช่นโทมัส คูน (Kuhn, 1962) ซึ่งเสนอว่าความก้าวหน้าของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นไปได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้สิ่งที่คูนเรียกว่า “กรอบแนวคิด” หรือ paradigm ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นที่รวมของความเชื่อ หลักการ แนวคิด ฯลฯ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นทฤษฎีหลักที่กำหนดความเชื่อและแนวทางการศึกษาทดลองในระดับพื้นฐานของนักวิทยาศาสตร์ หากกรอบแนวคิดเปลี่ยน แนวคิดพื้นฐานของการทดลองและการวิจัยก็เปลี่ยน ผลของการทดลองและการวิจัยนั้นๆก็เปลี่ยนไปด้วย ทำให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อเรื่องความเป็นภววิสัย ในกรณีนี้เราอาจจะต้องยอมรับว่าความเป็นภววิสัยขึ้นอยู่กับว่านักวิทยาศาสตร์กำลังกรอบแนวคิดแบบใด (เช่นกรอบแนวคิดแบบของนิวตันนำไปสู่การศึกษาวิจัยแบบหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากกรอบแนวคิดแบบของกรีกโบราณที่ปรากฏในปรัชญาของอาริสโตเติล) ซึ่งก็ไม่เสียหายอะไรมาก เพราะการคิดเรื่องกรอบแนวคิดแบบคูน เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่บ่อยเลย เพราะเป็นการเปลี่ยนแนวคิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือ (เช่นเปลี่ยนโลกทัศน์จากแบบอาริสโตเติลมาเป็นแบบนิวตัน หรือแบบนิวตันมาเป็นแบบของไอน์สไตน์) การศึกษาวิจัยทั่วๆไปของนักวิทยาศาสตร์จะทำงานอยู่ภายใต้กรอบใดกรอบหนึ่ง และความเป็นภววิสัยก็เกิดขึ้นภายในกรอบนั้น และเป็นไปได้มากว่าการเปลี่ยนกรอบแนวคิดจะไม่เกิดขึ้นในช่วงอายุการทำงานของนักวิทยาศาสตร์คนใดคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นการตัดสินของสมาชิกของชุมชนวิทยาศาสตร์ ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพโดยนักวิทยาศาสตร์ด้วยกัน (peer review) ก็เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความเป็นภววิสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพจนถึงปัจจุบัน

ความซื่อสัตย์ (honesty)

          ความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมที่นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องมีเพื่อทำการวิจัยที่มีบูรณภาพ ในแง่นี้หมายถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ซื่อสัตย์ต่อการศึกษาของตนเอง ไม่บิดเบือนหรือทำการอื่นใดที่จะทำให้เสียความเป็นกลางหรือความถูกต้องของผลการวิจัย ความซื่อสัตย์มีความสำคัญมากในกรณีที่งานของนักวิทยาศาสตร์ไม่มีใครมาตรวจสอบ เช่นนักชีววิทยาออกไปศึกษาชีวิตสัตว์ในป่าคนเดียว สิ่งที่ต้องทำคือจดบันทึกการสังเกตของตนเอง แน่นอนว่าบันทึกของนักชีววิทยาคนนี้ไม่มีมาตรวจสอบ เนื่องจากอยู่คนเดียวในป่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยความซื่อสัตย์ต่อตนเองเป็นอย่างมากในการจดบันทึกการสังเกตของตนเองเพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่แม่นยำมากที่สุด

          นอกจากนี้ความซื่อสัตย์ต่อการรายงานผลยังมีความสำคัญเมื่อนักวิทยาศาสตร์พบกับผลการวิจัยที่ไม่เป็นไปตามที่คาดคะเนไว้ ในการทดลองนักวิจัยอาจพบกับข้อมูลบางหน่วยที่ออกมาผิดไปจากข้อมูลหน่วยอื่นๆเป็นส่วนใหญ่ ข้อมูลอื่นๆอาจเรียงตัวกันชัดเจนในเส้นกราฟ แต่มีข้อมูลสองสามรายการที่ผิดออกไปจากกราฟนั้น นักวิจัยที่ซื่อสัตย์จะไม่ตัดข้อมูลที่ผิดไปจากกราฟเหล่านี้ออกไปไม่รายงาน ทั้งนี้เพราะว่าข้อมูลเหล่านี้อาจบ่งถึงอะไรบางอย่างที่สำคัญมากก็ได้ และการค้นคว้าเกี่ยวกับข้อมูลเหล่านี้ต่อไปอาจก่อให้เกิดความรู้ใหม่ที่สำคัญ ดังนั้นการมีความซื่อสัตย์ในการรายงานผลจึงมีความสำคัญมาก และยังมีบทบาทในการที่ทำให้ผลการวิจัยสามารถนำไปทำซ้ำได้อีกด้วย

          ความซื่อสัตย์แตกต่างจากความเป็นภววิสัยตรงที่ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องของเจตนาหรือเจตจำนงของผู้วิจัยในขณะที่ความเป็นภววิสัยเป็นเรื่องของการตรงกับธรรมชาติภายนอก นักชีววิทยาที่บิดเบือนบันทึกของตนเองโดยคิดว่าไม่มีใครรู้ ไม่ใช่นักวิจัยที่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และในแง่นี้ข้อมูลที่บิดเบือนก็เสียความเป็นภววิสัยไปด้วย นอกจากนี้นักวิจัยที่เลือกที่จะไม่รายงานผลการทดลองที่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ก็อาจจะมองได้ว่ายังรักษาความเป็นภววิสัยไว้ได้ในระดับหนึ่งเนื่องจากข้อมูลที่รายงานเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่นักวิจัยคนนั้นย่อมไม่มีความซื่อสัตย์ในการรายงานผล นอกจากนี้ความซื่อสัตย์ยังรวมไปถึงการที่ผู้ประเมินงานวิจัยซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อวิชาชีพ และต่อวงการวิชาการที่จะอ่านงานวิจัยที่ตนเองประเมินด้วย (Fostering, 2017, p. 26) ผู้ประเมินควรบอกแก่บรรณาธิการว่าตนเองมีหรืออาจมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันกับผู้เขียนบทความนั้นได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าอาจไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งโดยตรง แต่ผู้ประเมินที่ซื่อสัตย์ต่อตนเองจะบอกแก่ผู้เกี่ยวข้องว่าตนเองอาจมีผลประโยชน์ขัดกันกับงานวิจัยที่ตนเองกำลังประเมินอยู่อย่างไร นอกจากนี้มาตรการเชิงสถาบันก็ควรจะนำมาใช้เพื่อให้หลักประกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย เช่นมีการบังคับว่าให้ผู้ประเมินต้องประกาศว่าตนเองอาจมีผลประโยชน์ขัดกันอย่างไร

ความเปิดเผย (openness)

          ความเปิดเผยหมายถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ปิดบังผลการศึกษาของตนเอง และไม่เก็บส่วนใดส่วนหนึ่งของการศึกษาเป็นความลับ และยังเปิดเผยข้อมูลที่เชิงลบต่างๆอีกด้วย ในแง่นี้ความเปิดเผยคล้ายคลึงกับคุณค่าเรื่องความเป็นชุมชนของเมอร์ตัน วงการวิทยาศาสตร์โดยรวมจะได้รับประโยชน์หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเปิดเผยซึ่งกันและกัน ไม่มีเจตนาแอบแฝงซ่อนเร้นใดๆ การเปิดเผยนี้ไม่ได้รวมไปถึงการเปิดเผยชื่อของผู้ประเมินบทความที่จะลงในวารสาร หรือประเมินสถานะทางวิชาการของโครงการวิจัยที่ส่งมาขอรับทุน ทั้งนี้เนื่องจากว่าการเปิดเผยดังกล่าวจะเป็นการกระทบต่อการแสดงความเห็นอย่างเสรีของผู้ประเมิน แต่สิ่งที่ผู้วิจัยควรเปิดเผยก็คือข้อมูลที่ตนเองใช้ในการทดลองที่ได้ตีพิมพ์ไป แม้ว่าเนื้อที่ในงานที่ตีพิมพ์อาจไม่เพียงพอที่จะตีพิมพ์ข้อมูลดิบที่ใช้ในการทดลองได้ทั้งหมด แต่ผู้วิจัยก็ควรเก็บข้อมูลนั้นไว้ และยินดีเปิดเผยข้อมูลให้แก่ผู้ที่สนใจ เพื่อนำไปทดลองซ้ำ (Fostering, 2017, p. 27)

          อย่างไรก็ตามลักษณะที่แตกต่างจากคุณค่าเรื่องความเป็นชุมชนของเมอร์ตัน ก็คือว่าเมอร์ตันเสนอว่าความรู้วิทยาศาสตร์ควรเป็นของสาธารณะ ไม่มีใครอ้างสิทธิเป็นเจ้าของส่วนตัว ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับความเปิดเผยในที่นี้ เพราะว่าข้อมูลที่เปิดเผยออกมาก็ยังไม่มีนัยยะว่ามีใครเป็นเจ้าของ ผู้ทำวิจัยสามารถอ้างความเป็นเจ้าของข้อมูลหรือผลงานของตนเองได้เสมอ แม้ว่าจะเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นให้แก่สาธารณชนก็ตาม ในแง่นี้ความเปิดเผยเป็นส่วนหนึ่งของระบบคุณค่าอีกชุดหนึ่งได้แก่การเปิดเผยข้อมูลในวงการซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกกันว่า “ขบวนการเปิดเผยที่มา” (open source movement) ขบวนการนี้ตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่าความรู้และผลงานสร้างสรรค์ของนักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไม่ควรจะถูกปิดบัง แต่ควรจะเปิดเผยออกมาให้นักเขียนโปรแกรมคนอื่นๆเข้าถึงได้อย่างเสรี เพื่อให้มีการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นๆโดยรวมต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างของการใช้ขบวนการเปิดเผยที่มาที่เป็นที่รู้จักก็คือโปรแกรมเช่นลีนุกซ์ ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วไป ข้อแตกต่างระหว่างระบบนี้กับระบบที่ใช้กันมากได้แก่วินโดว์อยู่ที่ว่า วินโดว์เป็นระบบปิด นักพัฒนาโปรแกรมไม่สามารถเข้าถึงชุดคำสั่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นระบบปฏิบัติการได้ ผู้พัฒนามีอยู่เพียงรายเดียวคือบริษัทไมโครซอฟท์ แต่ระบบลีนุกซ์ไม่มีใครเป็นเจ้าของโดยตรง ทุกคนสามารถเข้าถึงชุดคำสั่งที่เป็นแกนหลักของโปรแกรมได้เพื่อนำไปพัฒนาในส่วนของตนเอง โดยมีข้อแม้ว่าเมื่อพัฒนาแล้วต้องเผยแพร่ผลงานนั้นกลับสู่สาธารณชนอีกครั้ง กล่าวโดยสรุปข้อดีของระบบเปิดแบบลีนุกซ์ก็คือความรวดเร็วในการแก้ไขปรับปรุง แต่ข้อเสียก็อาจจะมีว่าเนื่องจากไม่มีใครเป็นเจ้าของ ก็เลยไม่มีใครรับผิดชอบโดยตรงหากเกิดความเสียหาย กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องค่อนข้างยุ่งยากและก็มีงานวิจัยที่เสนอว่า ความรับผิดจากโปรแกรมเปิดเผยที่มาควรจะขึ้นอยู่กับชุมชนโดยรวมซึ่งมีหน้าที่รีบแก้ไขความผิดพลาดนั้นโดยเร็ว (Shay David, Opening the source of accountability, First Monday 9,11 2004 http://firstmonday.org/ojs/index.php/fm/article/view/1185/1105) ส่วนในกรณีของวินโดว์ข้อดีก็คือมีบริษัทผู้รับผิดชอบโดยตรง แต่ข้อเสียก็มีมากได้แก่ราคาของวินโดว์ยังสูงมากอยู่เมื่อเทียบกับราคาของซอฟท์แวร์เปิดเผยข้อมูล ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี อย่างไรก็ตามเมื่อนำเอาแนวคิดนี้มาใช้ในวงการวิทยาศาสตร์ ผลก็คือว่าการเปิดเผยข้อมูลนั้นสามารถทำได้ และจะทำให้ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์โดยรวมเป็นไปรวดเร็วขึ้น แล้วที่สำคัญก็คือว่าการเปิดเผยข้อมูลของวิทยาศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของข้อมูลต้องสละสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของไป

          นอกจากนี้ส่วนสำคัญของความเปิดเผยในวิทยาศาสตร์ก็ปรากฏตัวออกมาไปรูปของขบวนการ “วิทยาศาสตร์เปิด” (open science) ซึ่งเน้นที่การอนุญาตให้คนทั่วไปเข้าถึงแหล่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการ ปัญหาประการหนึ่งที่ดูจะขัดขวางความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์อยู่ที่การที่สำนักพิมพ์ต่างๆคิดค่าบริการในการดาวน์โหลดข้อมูลแพงมาก ทำให้หลายประเทศประสบกับความยากลำบากในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น ดังนั้นจึงมีขบวนการนี้เพื่อสร้างกระแสเรียกร้องเพื่อให้สำนักพิมพ์ลดค่าบริการลง หรือเปิดแหล่งข้อมูลของตนเองให้ผู้คนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียค่าบริการ คุณค่าของความเปิดเผยที่เป็นส่วนหนึ่งของบูรณภาพการวิจัยก็ย่อมรวมไปถึงการเปิดเผยแหล่งข้อมูลของสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ด้วย

การต้องอธิบายและตอบคำถาม (accountability)

          การต้องอธิบายและตอบคำถาม หรือในภาษาอังกฤษว่า accountability คล้ายคลึงกับความรับผิดชอบ (responsibility) มาก แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ accountability เป็นเรื่องของการที่ใครคนหนึ่งทำอะไรลงไป แล้วจะต้องสามารถอธิบายเหตุผลเบื้องหลังของการกระทำนั้นแก่ผู้อื่น ในขณที่ responsibility เป็นเรื่องของการรับผลของการกระทำที่ได้ทำลงไป นักวิทยาศาสตร์มีความจำเป็นที่จะต้องมี accountability ซึ่งก็หมายรวมไปถึง responsibility ด้วย ดังจะอภิปรายต่อไปในหัวข้อนี้ และเพื่อให้เกิดการแยกแยะสองคำนี้ออกจากกันในภาษาไทย จึงใช้คำว่า “การต้องอธิบายและตอบคำถาม” เพื่อแปล accountability

          การต้องอธิบายและตอบคำถามเป็นคุณลักษณะสำคัญที่นักวิทยศาสตร์ต้องมี เพราะจะทำให้การกระทำของตนเองสามารถเป็นที่เข้าใจและยอมรับจากคนในวงการและสาธารณชนได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำการวิจัยอะไรลงไปแล้วเกิดผลกระทบอย่างใดอย่างหนึ่งตามมา นักวิทยาศาสตร์ผู้วิจัยนั้นก็จะต้องสามารถมาอธิบายและตอบคำถามได้ว่าสาเหตุที่ตนเองทำวิจัยนั้นๆลงไปเป็นเพราะอะไร การมีกฎเกณฑ์เช่นนี้ทำให้นักวิจัยต้องรับผิดชอบต่อผลงานของตนเอง ไม่ใช่ว่านักวิจัยจะสามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องอธิบายใดๆแก่ผู้อื่น หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่านักวิจัยคนนั้นทำตัวอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของวงการ ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่วงการโดยรวมอย่างยิ่ง

          มาตรการในการทำให้มั่นใจว่านักวิจัยมีการต้องอธิบายและตอบคำถามมีอยู่ในรูปแบบเชิงกฎหมายและสถาบันในหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่นองค์กรหนึ่งอาจมีข้อบังคับว่าเมื่อสมาชิกหรือพนักงานในองค์กรทำอะไรไปที่ต้องการคำอธิบาย ก็จะมีมาตรการบังคับให้สมาชิกคนนั้นมาอธิบายการกระทำของตนเองต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งจะทำให้นักวิจัยไม่กล้าทำอะไรที่ผิดไปจากกฎเกณฑ์ได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้คนในฐานะต่างๆก็มีการต้องอธิบายและตอบคำถามต่อกันด้วย เพื่อให้การปฏิบัติต่อกันเป็นไปอย่างถูกต้อง เช่นอาจารย์ที่ปรึกษาก็ต้องปฏิบัติต่อลูกศิษย์ของตนเองด้วยการที่ต้องมีการตอบคำถามและอธิบายได้ เช่นหากอาจารย์ตัดสินอะไรไปก็ต้องอธิบายได้ว่าที่ทำไปเช่นนั้นเป็นไปเพราะอะไร มีการอ้างกฎเกณฑ์อะไรบ้างเป็นต้น นอกจากนี้หน่วยงานให้ทุนวิจัยก็ต้องอธิบายได้ด้วยว่า ที่ตัดสินให้ทุนหรือไม่ให้ทุนผู้เสนอโครงการ มีเหตุผลอะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าปฏิเสธไปเฉยๆ

ความเป็นธรรม (fairness)

          ความเป็นธรรมในบริบทของการทำวิจัยหมายถึงหลักการที่เป็นพื้นฐานของการให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับภาระงานที่ผู้ร่วมงานได้ลงไปในการทำงานวิจัย ตัวอย่างเช่นหากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมาในบทความมีผู้ร่วมงานแต่ละคนทำงานต่างๆกัน ก็จะต้องให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ร่วมงานทุกคน ซึ่งก็อยู่ในรูปของการระบุชื่อของผู้ร่วมงานเหล่านั้นในฐานะเป็นผู้แต่งร่วมของงานชิ้นนั้น หากมีผู้ร่วมงานที่มีส่วนสำคัญแต่ไม่ได้รับการระบุชื่อ ก็จะเป็นการขัดกับหลักความเป็นธรรม และในทางกลับกันหากมีคนที่ถูกระบุชื่อ แต่ไม่ได้มีส่วนสำคัญในการทำงานร่วมกัน ก็จะไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน  ตัวอย่างเช่นหน่วยงานวิจัยหลายแห่งมีหลักปฏิบัติว่าหัวหน้าห้องปฏิบัติการจะต้องได้รับการระบุชื่อเป็นผู้แต่งคนหนึ่งในบทความที่ได้รับการตีพิมพ์แม้ว่าจะไม่ได้ร่วมทำงานนั้นเลยก็ตาม ในกรณีนี้หัวหน้าหน่วยงานอาจอ้างว่าตนเองเป็นผู้หาทุนมาให้นักวิจัยในห้องปฏิบัติการทำงาน แต่จริงๆแล้วหน่วยงานให้ทุน เช่น สกว. หรือ วช. ก็เป็นฝ่ายหาทุนจากงบประมาณแผ่นดินมาให้นักวิจัยเขียนโครงการขอกันเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเลขาธิการ วช. หรือผู้อำนวยการ สกว. ต้องมีชื่อปรากฏเป็นผู้แต่งร่วมของงานทุกชิ้นที่ได้รับการสนับสนุน ดังนั้นการอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายหาทุนมาให้อาจจะต้องมีการอภิปรายกันต่อไป

          นอกจากนี้หลักความเป็นธรรมก็ใช้ได้ในส่วนอื่นๆของการวิจัยเช่นเดียวกัน เช่นการให้ทุนวิจัย หน่วยงานที่ให้ทุนจำเป็นต้องยึดหลักความเป็นธรรมอย่างมาก เพราะการให้ทุนมีผลกระทบต่อทิศทางการวิจัยของประเทศ ดังนั้นหากไม่ยึดหลักนี้ก็จะเกิดผลเสียแก่ส่วนรวม เช่นหากหน่วยงานให้ทุนวิจัยมุ่งให้ทุนวิจัยด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ก็อาจจะเกิดความไม่เป็นธรรมแก่นักวิจัยที่ทำงานในสาขาอื่นๆ ดังนั้นหน่วยงานจึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างความต้องการของประเทศ กับการสนับสนุนการวิจัยอย่างเท่าเทียมกันในระหว่างสาขาต่างๆ ซึ่งในความเป็นจริงต่างก็มีความสำคัญทั้งสิ้น

การปกป้องดูแล (stewardship)

          คุณค่าประการสุดท้ายได้แก่การปกป้องดูแล ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงบ่อยนักในงานเขียนเกี่ยวกับบูรณภาพการวิจัย การปกป้องดูแลในแง่นี้หมายถึงการที่สมาชิกของวงการวิทยาศาสตร์ดูแลกันและกัน และ “ปกป้องดูแล” สังคมภายนอกที่อยู่แวดล้อมการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ด้วย การปกป้องดูแลดังกล่าวรวมไปถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ตระหนักว่างานของตนเองทำไปเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม การปกป้องดูแลจึงหมายถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ “ดูแล” สังคมด้วยการผลิตงานที่ตอบโจทย์และให้สังคมนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ นอกจากนี้องค์กรต่างๆเช่นสมาคมวิชาชีพ วารสารต่างๆ รวมทั้งสถาบันวิจัยต่างๆ ก็มีส่วนช่วยดูแลสังคมและวิชาชีพวิทยาศาสตร์ด้วยการออกกฎระเบียบเพื่อให้ความมั่นใจว่าหลักบูรณภาพการวิจัยจะได้รับการปฏิบัติ และเป็นหลักที่ถูกต้อง เป็นธรรม และมีการปรับปรุงอยู่เสมอ

          การปกป้องดูแลยังหมายความรวมไปถึงการดูแลชีวิตการทำงานของนักวิทยาศาสตร์อีกด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่จ้างงานนักวิทยาศาสตร์อยู่ เช่นมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ นักวิทยาศาสตร์ควรจะได้รับบรรยากาศการทำงานที่เอื้ออำนวยให้ทำงานได้อย่างมีความสุข มีความเป็นธรรมในการประเมิน มีค่าตอบแทนที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้เป็นรูปธรรมที่แสดงว่าหน่วยงานที่จ้างงานนักวิทยาศาสตร์ปกป้องดูแลนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นหน่วยผลิตผลงานวิจัยให้แก่สังคม หน่วยงานจ้างงานยังมีหน้าที่สำรวจว่าการทำงานของนักวิทยาศาสตร์มีปัญหาอุปสรรคอะไร และจะทำงานเพื่อกำจัดปัญหาเหล่านั้นให้หมดไปได้อย่างไร

สรุป

          กล่าวโดยสรุป การกระทำที่เข้าข่ายหลักบูรณภาพการวิจัย จะเป็นการกระทำที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าแกนหลักตามที่เสนอมา การแต่งข้อมูลขึ้นเอง การดัดแปลงข้อมูลและการลักลอกข้อมูลล้วนทำไปด้วยมูลเหตุจูงใจที่มาจากการละเมิดคุณค่าเหล่านี้ รวมทั้งระบบคุณค่าของเมอร์ตันด้วยทั้งสิ้น การให้การศึกษาแก่นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น การกระทำที่ออกมาจากความเข้าใจพื้นฐานที่ถูกต้อง ผู้กระทำจะสามารถอธิบายได้ว่าตนเองทำไป หรือไม่ทำอะไรไปด้วยเหตุอะไร ต่างจากการกระทำที่ผู้กระทำทำไปเพียงเพราะว่ามีข้อห้ามกำกับไว้ แต่ไม่เข้าใจว่ามีข้อห้ามไปเพื่ออะไร นอกจากจะอธิบายไม่ได้แล้ว ยังทำให้ผู้วิจัยไม่สามารถประยุกต์หลักการเหล่านี้ไปกับสถานการณ์ที่ตนเองไม่เคยพบมาก่อน และไม่ได้กล่าวถึงไว้ในข้อห้ามที่ตนเองท่องเอาไว้เฉยๆอีกด้วย การทำการกระทำจากความเข้าใจจากข้างในจึงย่อมเป็นการกระทำที่มีแนวโน้มที่จะถูกจริยธรรม และก่อให้เกิดผลดีในระยะยาวมากกว่าการกระทำที่เพียงแต่เดินตามข้อบังคับที่มีเขียนไว้เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นการไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานที่แท้จริง ยังนำไปสู่สถานการณ์ที่ผู้กระทำพยายามหาทางหลีกเลี่ยงข้อบังคับด้วยวิธีการฉ้อฉลต่างๆนานา มองหาช่องโหว่ของกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับอยู่ตลอด ซึ่งไม่เป็นผลดีแต่ประการใด

 [1]      จริงๆเมอร์ตันใช้คำว่า ‘communism’ (Merton, 1973, p. 273) แต่คำนี้อาจทำให้เกิดเข้าใจผิดได้ นักวิชาการหลายคนเลยใช้คำว่า ‘communalism’ แทน