CASE STUDY #6: LOVE CANAL

กรณีศึกษาแรกๆ ที่เป็นที่รู้จักเกิดขึ้นในปี 1958 เมื่อมีเด็ก 3 คนถูกสารเคมีทำให้ผิวไหม้ โดยสารเคมีนั้นถูกทิ้งลอยมาตามแหล่งน้ำ มีการแจ้งให้บริษัท Hooker Electrochemical Corporation และภาครัฐได้รับรู้ แต่กลับไม่มีใครตอบสนองและเร่งเข้ามาแก้ปัญหาใดๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน Niagra Falls Health Department หรือหน่วยงานอื่นๆ  และจากบันทึกของ Hooker ก็เปิดเผยว่า พวกเขาได้สอบสวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น และหลายๆ รายงานกลับกลายเป็นบ่งชี้ว่าน้ำในอ่างเก็บน้ำไม่ได้มาจากการปนเปื้อนสารพิษจากโรงงานของเขา แต่หลังจากนั้น การเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในช่วงสองทศวรรษต่อมา Hooker ก็ยอมรับถึงความล้มเหลวในการสร้างระบบเตือนภัย

ในปี 1978 ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เริ่มรวมตัวกันเพื่อจัดตั้ง  the Love Canal Homeowners Association (LCHA) โดยการนำของ Lois Gibbs โดยมี Michael Brown ซึ่งเป็นผู้รายงานข่าวได้ช่วยกระจายข่าวเกี่ยวกับสภาพของชาวบ้านที่ต้องเผชิญกับการปนเปื้อนมาเป็นเวลานานที่ที่อยู่อาศัยของเขา สารเคมีดังกล่าวอยู่ในรูปของของเหลวที่เหนียวข้นที่ซึมเขาไปในพื้นดิน สวน สร้างกลิ่นรบกวนไปยังบ้านเรือน และยังส่งกลิ่นเหม็นออกมาตามท่อระบายน้ำ ซึ่งกรณีของ Love Canal จึงกลายเป็นเหตุการณ์การทิ้งสารเคมีปนเปื้อนอันตรายแห่งแรกที่มีการรายงานข่าวในโทรทัศน์และขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ พาดหัวทั้งในหนังสือพิมพ์และนิตยสารทั้งใน New State และทั่วประเทศ

ภาครัฐตระหนักความล้มเหลวในการจัดการปัญหาในอดีต จึงเร่งตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว  ทั้งจากหน่วยงาน New York State Department of Health (NYSDH) และ the U.S. Environmental Protection Agency (EPA) ได้เข้ามาร่วมมือกันหารือเพื่อดำเนินการ และต่อมา จึงมีการการทดสอบทางวิทยาศาสตร์และเปิดเผยออกมาว่ามีสารเคมีอันตรายหลายชนิดลอยอยู่ในอากาศรอบๆ บ้านเรือนที่ตั้งอยู่ใน Love Canal homes มีการประกาศ public health emergency  ในเดือนสิงหาคม 1978 โดย the New York State Commissioner of Health          ไม่กี่วันต่อมา ผู้ว่าการรัฐก็ได้จัดงบประมาณเพื่อซื้อบ้านจำนวน 239 หลังที่อยู่ใกล้คลองเพื่อช่วยให้ชาวบ้านอพยพออกไปอยู่ที่อื่น และกั้นรั้วไม่ให้ใครเข้า รวมทั้งเริ่มวางแผนในการสร้างระบบระบายน้ำเพื่อช่วยระบายสารเคมี อย่างไรก็ตาม ต้นทุนของการดำเนินการทั้งที่เกิดขึ้นโดยรัฐบาลระดับรัฐและรัฐบาลกลางดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 42 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากดำเนินการไปเรื่อยๆ และครอบคลุมทุกพื้นที่ก็จะมีต้นทุนที่สูงเกินกว่าเงินในกองทุนฉุกเฉินที่รัฐมีอยู่ นอกจากนั้น เป็นที่ทราบกันว่า พื้นที่ที่ประสบกับปัญหาสารเคมีมีเป็นพันๆ แห่งทั่วประเทศ ในขณะที่พื้นที่ที่อยู่รอบนอก (ไกลจากหมู่บ้านใกล้ Love canal) ที่มีบ้านเรือนอีก 850 หลัง จึงไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ ดังนั้น จากการที่ NYSDH ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อบ้านเรือนรอบนอกเหล่านั้น จึงประกาศว่า บ้านเรือนดังกล่าวอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัย ไม่พบความเสี่ยงด้านสุขภาพใดๆ โดยผลดังกล่าวกลับใช้ข้อมูลกรณีศึกษาด้านสุขภาพเพียงอันเดียวเท่านั้น และการที่มีชาวบ้านต้องแท้งบุตรก็เป็นอัตราการแท้งปกติที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากการปนเปื้อนสารเคมี อย่างไรก็ตาม สมาชิกของ LCHA ปฏิเสธผลการศึกษาที่เปิดเผยโดยภาครัฐ พวกเขาต้องการการศึกษาที่แน่นอนกว่านั้น แต่เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ จากรัฐจึงเข้าไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์อื่นๆ

Beverly Paigen ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานวิจัยด้านมะเร็ง เธอทำงานอยู่ใน NYSHD Roswell Park Memorial Institute ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือชาวบ้าน โดยสิ่งที่เธอให้ความสนใจศึกษาเฉพาะคือ ความไม่แน่นอนของการตอบสนองของแต่ละคนต่อพิษสารเคมี ซึ่งเธอคาดว่า สิ่งที่เธอจะทำไม่เพียงช่วยเหลือชาวบ้าน Love Canal แล้วยังคาดว่าจะช่วยพัฒนางานวิจัยของเธออีกด้วย หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มออกแบบการสำรวจที่มุ่งเน้นการค้นหาผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีการสัมผัสสารเคมี โดยใช้ชุดของสมมติฐานเกี่ยวกับกลไกและเส้นทางในการไหลของสารพิษที่กระจายไปรอบๆ คลอง จากการศึกษาโดยใช้แบบจำลองของเธอ เธอพบว่า การแท้งบุตรเกิดขึ้นสูงกว่าอัตราปกติ และยังมีโรคอื่นๆ เช่น โรคหืด และโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสวะที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ซึ่งล้วนเป็นผลจากสารเคมี จนกระทั่งช่วยต้นเดือนพฤศจิกายน 1978 Paigen ได้นำเสนอผลการศึกษาแบบไม่เป็นทางการต่อหัวหน้าของเธอ หลังจากนั้นสามเดือนต่อมา the new New York State Commissioner of Health จึงได้ประกาศว่า หลังจากประเมินผลการศึกษาจากข้อมูลของหน่วยงานอีกรอบ ก็พบว่า การแท้งบุตรเกิดมากกว่าปกติในพื้นที่ wet regions ของหมู่บ้าน Love Canal และสัญญาว่าจะศึกษาเพิ่มเติมอีก  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐกระทำกลับสร้างความสงสัยต่อชาวบ้านและ Paigen เนื่องจากครอบครัวที่มีเด็กอายุต่ำกว่าสองปีและมีหญิงมีครรภ์กลับถูกย้ายไปที่อื่นแล้ว

ในปีต่อมา ชาวบ้านพยายามที่จะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานด้านกฎหมาย แต่เมื่อหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม หลังจากนั้น EPA จึงได้สั่งให้ศึกษานำร่องเพื่อให้ทราบว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบจนสร้างความเสียหายให้โครโมโซมหรือไม่ การศึกษาดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากวงการวิทยาศาสตร์เพราะการศึกษาด้านโครโมโซมยากที่จะแปลผลให้ชัดเจน ซึ่งจากการศึกษาความผิดปกติของโครโมโซม ได้สรุปว่า ผู้อาศัยในบริเวณนั้นมีความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ ในเดือนพฤษภาคม 1980 เมื่อเจ้าหน้าที่ EPA เข้าไปที่ที่ทำการของ LCHA เพื่อแจ้งผลการศึกษาโครโมโซมกลับถูกชาวบ้านล็อกตัวไว้จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ FBI ต้องเข้ามาช่วยเหลือ แต่กลับสร้างผลที่พึงปรารถนา เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำให้ฝ่ายบริหารข้ามาแทรกแซง เมื่อหน่วยงานระดับสูงของฝ่ายบริหารได้เข้ามาแทรกแซง และยังได้รับการช่วยเหลือจากประธานาธิบดี ทำให้ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือกลับได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อย้ายที่อยู่ไปยังที่ที่ปลอดภัย ต่อมา ช่วงต้นปี 1994 จึงมีการประกาศชำระล้างหมู่บ้านที่อยู่บริเวณ Love Canal  จนกระทั่งพื้นที่ดังกล่าวมีความปลอดภัยและชาวบ้านสามารถกลับเข้ามาอยู่อาศัยได้ โดยมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์เข้ามาเสนอบริการที่ราคาถูกเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัย และมีการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น “Sunrise City.”

บทสรุปซึ่งได้จากกรณีศึกษานี้คือ ทั้งปัจจัยด้านการเมือง สาธารณชน และการพิจารณาเชิงเศรษฐกิจ กลับมีบทบาทเหนือกว่าผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ในการสร้างผลลัพธ์ที่พึงปรารถนา 

ประเด็นการพิจารณา

  • Beverly Paigen ได้กล่าวว่า เธอเคยคิดว่าปัญหาดังกล่าวจะถูกแก้ไขโดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์  แต่ความจริงก็คือ ความจริงที่ค้นพบจากการทดลองกลับแทบไม่ได้ช่วยสร้างความแตกต่างแต่อย่างใด แต่การเมืองกลับเข้ามามีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ซึ่งความแตกต่างในค่านิยมจะนำมาสู่ความแตกต่างในการตัดสินใจในการจัดการกับปัญหาของ Love Canal อย่างไร?
  • มันมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ถ้าจะให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีหน้าที่ทางจริยธรรมในการตอบสนองต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยอิงกับผลทางวิทยาศาสตร์ และการพิจารณาประเด็นด้านเศรษฐกิจและการเมือง?
  • สิ่งที่ภาครัฐถูกกล่าวหาว่าทำไม่ถูกต้องคือการไม่เปิดเผยรายละเอียดของการศึกษาที่จะช่วยในการตัดสินใจ มีการประชุมลับๆ ไม่มีการบอกชื่อคณะกรรการที่เข้ามาร่วมตัดสินใจ  คุณคิดว่ามันเป็นการทำในสิ่งที่ถูกต้องทางจริยธรรมหรือไม่ที่จะปฏิเสธไม่ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล และจะประยุกต์ใช้กับกรณีของ Love Canal อย่างไร?
  • พนักงานของหน่วยงานภาครัฐที่มีความต้องการเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านกลับถูกลงโทษ เช่น  Paigenถูกตัดทุนวิจัย และถูกปิดกั้นไม่ให้นำเสนอข้อมูล และกรณีที่ William Friedman ผู้ที่ทำงานในหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมได้แสดงความต้องการให้ภาครัฐลดการทำงานแบบอนุรักษ์นิยมและเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน เขากลับถูกลดขั้นตำแหน่งงาน  
  • ประเด็นด้านค่านิยมอื่นๆ คือ การขยายผลหลักฐานที่จำเป็นในการช่วยชาวบ้าน เพื่อที่จะให้วงการวิทยาศาสตร์ยอมรับ ผลการศึกษาจะต้องแสดงให้เห็นถึงผลกระทบด้านสุขภาพเฉพาะด้านที่เกิดขึ้นจากเฉพาะเหตุการณ์ การวิเคราะห์ทางสถิติจะต้องบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นทางสถิติที่ร้อยละ 95 เพื่อแสดงว่าผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากความบังเอิญ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ใช้เพื่อปกป้องจริยธรรมของวงการวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าพิจารณาในแง่มุมของภาครัฐควรพิจารณาแตกต่างจากมาตรฐานดังกล่าวหรือไม่  เช่น ถ้าหลักฐานแสดงว่ามีโอกาสร้อยละ 80 ที่เมื่อสัมผัสสารเคมีจะสร้างผลกระทบต่อสุขภาพ ควรหรือไม่ที่หน่วยงานภาครัฐจะปฏิเสธว่ามันไม่มีความเสี่ยง หรือใช้เวลาไปศึกษาเพิ่มเติมอีกยาวนานเพื่อพยายามให้มันมีค่าความเชื่อมั่นถึงร้อยละ 95
  • แม้ว่า Paigen สามารถเข้ามาช่วยเหลือบริการด้านวิทยาศาสตร์ แต่เธอก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหลักฐานต่างๆ ที่ภาครัฐใช้เป็นฐานข้อมูลในการตัดสินใจ ดังนั้น แนวปฏิบัติด้านจริยธรรมที่จะแก้ปัญหานี้คือ ต้องจัดหาทุนให้กลุ่ม LCHA เพื่อให้พวกเขาจ้างผู้เชี่ยวชาญเอง ซึ่งเป็นคนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้ และมีสิทธิมีเสียงในกระบวนการตัดสินใจที่เพียงพอ
  • The Hooker Chemical Company ไม่ได้ละเมิดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมใดๆเพราะเขาทิ้งสารเคมีลงในพื้นที่ที่เขามีสิทธิ แต่ศาลก็ตัดสินใจให้เขาผิดในแง่ของการไม่แจ้งเตือนภัยให้สาธารณชนทราบทั้งที่บริษัททราบความเสี่ยงมาตั้งแต่ปี 1958 ดังนั้น ควรหรือไม่ที่บริษัทดังกล่าวจะต้องใช้ความรู้ที่มีในองค์กรเพื่อสร้างระบบที่ช่วยให้ชาวบ้านหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอาจจะเกิดขึ้นได้?
  • ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยุติธรรมได้หยิบยกมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยและคนจนได้สร้างข้อมูลที่แสดงว่าพวกเขามีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากสารเคมีมากกว่าคนผิวขาว แต่ในกรณีของ Love Canal ชาวบ้านไม่ได้จนและไม่ได้เป็นชนกลุ่มน้อย แต่ปัญหามักเกิดจากการที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีการตระหนักถึงความเสี่ยง แต่การสร้างเมืองใหม่ที่มีบ้านราคาถูกเพื่อให้ชาวบ้านย้ายกลับเข้ามาก็จะเป็นการจูงใจให้คนจนมากกว่าคนมีฐานะ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนกลับเข้ามาอยู่ทั้งที่มันคือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง คำถามก็คือ มันคือการปฏิบัติอย่างมีจริยธรรมหรือไม่ สิ่งที่ควรทำระยะต่อไปคืออะไรที่จะช่วยสร้างความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมและมีจริยธรรมไปพร้อมๆกัน
  • ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในสังคมทุกวันนี้มักถูกประเมินทางเศรษฐศาสตร์ แต่การกำหนดมูลค่าที่อิงกับสุขภาพมักเป็นการกระทำที่อาจมีความลำเอียงได้ คำถามคือ มันมีวิธีการอื่นอีกหรือไม่ที่จะประเมินมูลค่าผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ?
  •  พวกเราพิจารณาว่ามนุษย์จะได้รับผลกระทบจากกิจกรรมต่างๆอย่างไรที่จะสร้างผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม นักจริยธรรมด้านสิ่งแวดล้อมบางคนนำเสนอว่า พวกเราควรประยุกต์ใช้แนวคิดที่ยอมรับว่าสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ต่างก็มีคุณค่าของตัวเอง ที่อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินคุณค่าโดยมนุษย์เท่านั้น คำถามคือ คุณจะตอบสนองต่อการที่สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติไม่ได้อยู่เพียงเพื่อให้ถูกกอบโกยโดยมนุษย์เท่านั้นอย่างไร?
Facebook Comments

Share with: